![]() |
มาเก๊า ยุโรปแห่งเอเชีย เขตปกครองพิเศษของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน :Guru เที่ยว มาเก๊า
View: 148 update:2011-11-15 15:42:39 แก้ไข
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| เมืองมาเก๊า เขตปกครองพิเศษของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ทางโปรตุเกสได้ส่งมอบให้กับทางการจีนเมื่อ 19 ธันวาคม ค.ศ.1999 หากพูดถึง "มาเก๊า" สิ่งที่หลายๆคนนึกได้เป็นอย่างดีคือ บ่อนการพนันและคาสิโนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก ซึ่งดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวมาเยือนมาเก๊าได้ตลอดทั้งปี แต่นอกจากคาสิโนและบ่อนการพนัน "มาเก๊า" ยังเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่หลากหลายความรู้สึกและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายให้กับบรรดานักท่องเที่ยวที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นภาพของความงดงามของศิลปวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตก แถมยังมีมนต์เสน่ห์แห่งความเชื่อและความศรัทธาของศาสนาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ทำให้ "มาเก๊า" กลายเป็นอีกเมืองที่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและตกตะลึงไปกับมนต์เสน่ห์ของเมือง "มาเก๊า" ดินแดนสองวัฒนธรรมที่ถูกจับตามองว่าจะมีการพัฒนาและเติบโตไปในทิศทางใด มาเก๊าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่เพียงธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ที่เฟื่องฟู การท่องเที่ยวและการจัดระเบียบชุมชชของมาเก๊ายังดำเนินควบคู่กันไปอย่างพอเหมาะ โดยที่ไม่ลืมที่เหลียวหลังมองรากเหง้าความเป็นแก่นแท้ของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้มาเก๊าวันนี้เป็นหนึ่งดินแดนที่น่าสนใจของเอเซีย |
|||||||||||||||||||||||||||||
| ที่มาของชื่อและตำนาน "มาเก๊า" |
|||||||||||||||||||||||||||||
| กว่าจะเป็นชื่อ "มาเก๊า" มีต้นกำเนิดมาจาก "อาม่า" องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า "อาม่า" องค์นี้คือ "หลิงม่า" หญิงสาวฟูเจี้ยนที่วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือ "เอ้าเหมิน" ตามชื่อในภาษาจีน โดยการขอโดยสารมากับเรือลำเล็กๆ ของชาวประมงชราคนหนึ่ง ระหว่างที่หลิงม่าล่องเรือโดยสารมาด้วยนั้น เกิดพายุขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้เรืออับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์จากฟากฟ้าทำให้เรือที่หลิงม่าโดยสารมานั้นเข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย และทันทีที่หลิงม่าก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่งเธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ทำให้ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อว่า หลิงม่า คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นมาดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับขนานนามว่า "อ่าวของ อาม่า" หรือ "อา-หม่า-เก๊า" ที่ออกเสียงเพี้ยนมาเป็น "มาเก๊า" ในปัจจุบัน |
|||||||||||||||||||||||||||||
| มาเก๊า.. อดีตอาณานิคมที่อิสระที่สุด |
|||||||||||||||||||||||||||||
| ในอดีต "มาเก๊า" เป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมง ชนชาติดั้งเดิมที่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะมาเก๊าแห่งนี้นั้นเป็น ชาวจีนกวางตุ้งและฟูเจี้ยน จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 16 โปรตุเกส ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรบทางทะเลที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์และเป็นนักเดินเรือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในช่วงนั้นจะมีพ่อค้าชาวโปรตุเกสหลายคนเข้ามาบุกเบิกในแถบทวีปเอเชียอย่าง วาสโด ดากามา ที่เดินทางบุกเบิกมาถึงช่องแคบมะละกา ในปีค.ศ. 1513 จอร์จ อัลวาเรส ชาวโปรตุเกสคนแรกของที่เดินเรือมาถึงดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล แต่การเดินทางเข้ามานั้นโปรตุเกสต้องผ่านอุปสรรคมามากกว่า กว่าจีนจะให้การยอมรับและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวโปรตุเกสกับชาวจีน ติดต่อเพื่อทำการค้าที่สร้างความพึงพอใจให้กับจีนอย่างมาก ไม่นานมาเก๊าก็กลายเป็นดินแดนแห่งแรกที่ชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนตะวันออกไกล ในปี ค.ศ.1533 นายพันเอก ลีโอเนล เดอ โซซ่า ทหารเรือชาวโปรตุเกสได้ลงนามทำสนธิสัญญากับเจ้าเมืองกวางตุ้งโดยในสนธิสัญญามีข้อตกลงอยู่ว่าหากโปรตุเกสสามารถปราบโจรสลัดและและทำการยึดเมืองที่โจรสลัดครอบครองไว้ได้สำเร็จ จีนจะอนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาทำการค้า ซึ่งในที่สุดโปรตุเกสก็สามารถยึดเมืองมาเก๊าอันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของโจรสลัดได้จริงๆ โปรตุเกสจึงมีโอกาสเข้ามาสร้างอาณานิคมอยู่ใน "มาเก๊า" ตามข้อตกลง นับตั้งแต่ปีค.ศ.1557 เป็นต้นมา ตลอดระยะเวลาแห่งการครอบครอง ใครๆ มักจะพูดกันว่า มาเก๊าเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส แต่โปรตุเกสกลับคิดว่า มาเก๊าคือหนึ่งจังหวัดที่อยู่ทางโพ้นทะเลเท่านั้น ซึ่งแม้จะมีการแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่ แต่ชาวพื้นเมืองก็มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ โปรตุเกสทำการบุกเบิกให้มาเก๊ากลายเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญและนำพาความเจริญในทุกด้านเข้ามาสู่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ในยุดนั้นถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มาเก๊าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องและอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมของตะวันตก สังเกตได้จากคฤหาสน์ที่โอ่อ่า โบสถ์เก่าแก่ศิลปะแบบบารอค ความยิ่งใหญ่ของป้อมปราการ รวมไปถึงถนนสายคดเคี้ยวสไตล์ยุโรปที่ปูด้วยกระเบื้องและหิน แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็ยังคงลักษณะศิลปกรรมตามแบบจีนเอาไว้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ยังคงปรากฏทำให้มาเก๊ากรุ่นไปด้วยมนต์เสน่ห์ของความเป็นยุโรปกลางเอเชีย หลังจากมาเก๊าได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า พวกมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาก็ใช้ที่นี่เป็นสถานที่เผยแผ่ศาสนาไปยังประเทศจีนและญี่ปุ่น ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้นักล่าอาณานิคมชาติต่างๆ ต้องการเข้ามาแย่งชิงมาเก๊าไปจากโปรตุเกส แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกำลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง มาเก๊าจึงคงอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสมาได้เป็นเวลายาวนานกว่า 400 ปี วิถีชีวิตของชาวมาเก๊าดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งวันที่โปรตุเกสพลิกประวัติศาสตร์ด้วยการทำพิธีส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.1999 นับจากวันนั้น มาเก๊าก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเขตปกครองพิเศษของจีนอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงสภาพทางการเมืองการปกครองในรูปแบบของหนึ่งประเทศสองระบบ ส่งผลให้มาเก๊าโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่งการผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมอย่างลงตัวที่สุด ตลอดระยะเวลากว่า 400 ปีแห่งการครอบครอง "มาเก๊า" เป็นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรมมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัวที่สุด จึงนับว่า "มาเก๊า" เป็นเมืองยุโรปใจกลางเอเชียอย่างแท้จริง |
|||||||||||||||||||||||||||||
| และต่อไปนี้จะขอเสนอ ที่เที่ยวที่น่าสนใจของ มาเก๊า ที่จะทำให้เราได้ซึมซับถึง วัฒนธรรม ทั้งสอง ระหว่าง ตะวันออก และ ตะวันตก ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวที่สุด มาเป็นเวลานานกว่า 500 ปี |
|||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| รูปปั้นพระเจ้าแม่กวนอิม ปรางค์ทอง (GUAN IM STATUE) |
|||||||||||||||||||||||||||||
| รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ปรางค์ทอง ที่ตั้งอยู่ริมทะเล หันหน้าเข้าหาฝั่ง เจ้าแม่กวนอิมองค์ทองสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ มีความสูง 18 เมตร หนักกว่า 18 ตัน ประดิษฐานอยู่บนฐานดอกบัวดูงดงามอ่อนช้อยสะท้อนกับแดดยามเย็นเป็นประกายเรืองรอง เหลืองอร่ามงดงามจับตา แต่หากเพ่งมองดูดีๆจะเห็นว่าเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้เป็นเจ้าแม่กวนอิมลูกครึ่ง คือปั้นเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิม แต่ว่ากลับมีพระพักตร์เป็น หน้าพระแม่มารี ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเป็นเจ้าแม่กวนอิมที่โปรตุเกส ตั้งใจสร้าง ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับมาเก๊าในโอกาสที่ส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีน นั่นเอง | |||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| วัดอาม่า (เจ้าแม่ทับทิม) (A-Ma Temple) |
|||||||||||||||||||||||||||||
| วัดอาม่า หรือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ตั้งอยู่บริเวณเขาบาร์รา สร้างขึ้นเพื่อเป็นการถวายสักการะแก่อาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล และเป็นศูนย์รวมจิตใตชาวมาเก๊า ภายในมีก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งแกะสลักเป็นรูปเรือสำเภาโบราณ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงว่า เป็นจุดที่เจ้าแม่อาม่าย่างเท้าก้าวขึ้นสู่ผืนดินมาเก๊า นอกจากนี้ยังประกอบด้วยซุ้มประตูแห่งการรำลึก หอสวดมนต์ หอแห่งความเมตตา หาเจ้าแม่กวนอิม และศาลาเซิ้งเจ้าชานหลิน ที่ล้วนอุทิศให้แด่เทพศักดิ์สิทธิ์องค์ต่างๆ บริเวณหน้าวัดมีรูปปั้นสิงโตหินอยู่ 2 ตัว เชื่อกันว่าหากใครได้หมุนลูกแก้ว ที่อยู่ในปากสิงโตไปทางขวา 3 ครั้ง พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน แล้วจะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ชาวประมงก่อนออกเดินเรือ จะต้องมาทำการสักการะ เพื่อขอพรให้เดินทางโดยปลอดภัย และหาปลากลับมาได้มากๆ วัดอาม่า ก่อร่างมาก่อนที่ประเทศมาเก๊าจะถือกำเนิด นับเป็นตัวแทนอันน่ายกย่องในการบอกเล่าถึงวัฒนธรรมจีนที่หล่อหลอมอยู่ในศรัทธาแห่งลัทธิเต๋า ขงจื้อ พุทธศานา และความเชื่อในเทพ ในช่วงวันเกิดอาม่า (A-Ma Festival) ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนเมษายน หรือพฤษภาคมของทุกปี วัดแห่งนี้จะคักคักไปด้วยผู้คน |
|||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ( Ruins of St.Paul's ) |
|||||||||||||||||||||||||||||
| วิทยาลัยเซนต์ปอลก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1594 เป็นมหาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเชียตะวันออก และปิดลงในปี ค.ศ.1762 เหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อปี 1835 ทำให้วิทยาลัยเซนต์ปอลที่อยู่ติดกับโบสถ์ได้กลายเป็นซากที่ถูกไฟไหม้ทำลาย โดยหลงเหลือยู่เพียงฟาซาดด้านหน้าของโบสถ์มาแตร์ เดอี (Church of Mater Dei) ที่สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ.1602-1640 โดยรวมแล้ว โบสถ์มาแตร์ เดอีเดิม วิทยาลัยเซนต์ปอล (St.Paul's College) และป้อมปราการ (Mount Fortress) เป็นสิ่งปลูกสร้างของพระนิกายเยซูฮิต และตั้งใจก่อร่างให้เป็นดั่งอะโครโปลิสแห่งมาเก๊า ซากโบราณสถานที่ยังหลงเหลืออยู่ของวิทยาลัยเซนต์ปอล คือ ประจักษ์พยานการก่อตั้งมหาวิทยาลัยของตะวันตกในภูมิภาคตะวันออกไกล และได้รับการวางหลักสูตรการศึกษาไว้อย่างพิถีพิถัน ขณะที่ซากโบสถ์เซนต์ปอลที่หลงเหลือปัจจุบันถูกนำมาใช้ดุจดั่งแท่นบูชาประจำเมือง และนับเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก และพบที่นี่ "มาเก๊า" เพียงแห่งเดียวในโลก และ เปิดให้ชมตั้งแต่ 09.00-18.00 น. |
|||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| จัตุรัสเซนาโด้ (Senado Square) |
|||||||||||||||||||||||||||||
| เป็นศูนย์รวมของชาวเมืองมานับศตวรรษและยังคงเป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองยอดนิยมทั้งหลาย ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารสภาสูงเดิมและวัดซำไก ทั้งบ่งบอกถึงความร่วมมืออย่างแข็งขันของชุมชนชาวจีนท้องถิ่นที่มีต่องานราชการเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในเรื่องของการคลุกเคล้าทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวมาเก๊า โดยอาคารรายรอบจัตรัสเซนาโด้ล้วนเป็นอาคารสไตล์นีโอคลาสสิคที่ทาสีพาสเทลอันอ่อนโยน และการปูพื้นถนนด้วยกระเบื้องเป็นลอนคลื่น ที่เปรียบเสมือนท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ สะท้อนถึงบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ย่านการค้าเซนาโด้สแควร์จัดว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่รวมไว้ซึ่งร้านค้าต่างๆ มากมาย ทั้งแฟชั่น แบรนด์เนม ร้านแผงลอย เฟอร์นิเจอร์โบราณ อัญมณี เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ เรียกว่าจะหาซื้ออะไรในมาเก๊า มาที่นี่ที่เดียวก็ได้ครบทุกสิ่งอย่าง |
|||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| เดอะ เวเนเชียน รีสอร์ท (THE VENETIAN RESORT) |
|||||||||||||||||||||||||||||
| The Venetian เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน สิงหาคม 2007 ที่นี่เป็นทั้งโรงแรม รีสอร์ท คาสิโน แหล่งบันเทิงสารพัด รวมไปถึงเป็นแหล่งช็อปปิ้ง สินค้าแบรนด์เนมชั้นนำ The Venetian เป็นผลกำไรจาก Sands Casino โรงแรมห้าดาวที่เปิดมาก่อนหน้า THE VENETIAN ไม่นานนัก ไม่เกิน 6 เดือน กำไรที่มากมายนั้นเอง ทำให้บอร์ดบริหารเกิดความคิดบันดาล โรงแรม, รีสอร์ท, ความบันเทิงครบวงจร ระดับ 6 ดาวแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยเงินทุนประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โรงแรม The Venetian มีเนื้อที่มากกว่า THE VENETIAN ที่ ลาสเวกัส ประมาณ เท่านึง โดยมีพื้นที่ถึง 9.8 แสนตารางเมตร ภายในตกแต่งด้วยบรรยากาศแบบเดียวกัน โดยจำลองเมืองเวนิส ของอิตาลี เข้ามาไว้อยู่ในอาคาร และ มีห้องพักมากถึง 3,000 ห้อง มีเปิดบริการคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ขนาดกว้างถึง 51,000 ตารางเมตร หรือ พอ ๆ กับ สนามฟุตบอล มีทั้งโต๊ะพนัน กว่า 100 โต๊ะ และ สล็อตแมชชีน กว่า 3,500 เครื่อง ในส่วนของTHE GRAND CANAL มีร้านค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย การตกแต่งเหมือนกับที่เวนิส ในประเทศอิตาลี โดยมีลำคลอง และบริการพายเรือ กอนโดล่าให้บริการพาชมบรรยากาศ พร้อมขับกล่อมด้วยเสียงเพลงสไตล์โอเปร่าจากฝีพายน้ำเสียงยอดเยี่ยม |
|||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
| จัตุรัสเซนต์ออกัสติน ( St.Augustine's Square ) |
|||||||||||||||||||||||||||||
| จัตุรัสเซนต์ออกัสติน จัตุรัสที่รายล้อมด้วยอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์เซนต์ออกุสติน , โรงละครโดมเปโดร ที่ห้า , โรงเรียนสอนศาสนาเซนต์โจเซฟ และหอสมุดเซอร์โรเบิร์ต โฮ ตุง ถนนทางเดินปูด้วยหินก้อนกลมๆ ที่เชื่อมย่านนี้เข้าด้วยกัน ที่สะท้อนถึงภูมิทัศน์ของถนนในบรรยากาศแบบโปรตุเกสโบราณได้อย่างดี |
|||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
โบสถ์เซนต์ ดอมินิค ( St.Dominic's Church ) โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1587 ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์พระแม่มารี (Brotherhood of Our Lady of Rosary) โดย 3 บาทหลวงนิกายโดมินิกัน ชาวสเปนที่มาจากอะคาปุลโกในเม็กซิโก และเป็นโบสถ์ที่ได้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ A Abelha da China (The China Bee) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาโปรตุเกสฉบับแรกบนแผ่นดินจีน ในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ.1822 ส่วนหอระฆังด้านหลังอาคารได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา (Museum of Sacred Art) มากถึง 300 ชิ้น |
||||||||||||||||||||||||||||
| มหาวิหาร ( Cathedral ) โครงสร้างดั้งเดิมสร้างด้วยวัสดุผสมระหว่างดินและฟาง ว่ากันว่าสร้างขึ้นในราวปี ค.ศ.1622 และได้รับการซ่อมแซมใน ค.ศ. 1743 โดยระหว่างการปฏิสังขรณ์ในปี ค.ศ.1780 มหาวิหารได้ย้ายการบริการทางศาสนาไปที่หอสวดเก่าของโฮลีเฮ้าส์เป็นการชั่วคราว ภายใต้แท่นบูชาในโบสถ์มีกระดูกของบิชอปหลายคนจาดศตวรรษที่ 16 และ 17 ฝังอยู่ ฟาซาดด้านหน้ามหาวิหารโดดเด่นด้วยเสาฝาผนังและหอระฆังคู่ที่ยื่นออกมายังถนน ภายนอกอาคารหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์จากเซี่ยงไฮ้และหน้าต่างกระจกสีเท่านั้น ช่วยให้อาคารโบสถ์ขนาดใหญ่ ขนบธรรมเนียมก่อนมาเก๊าจะกลับไปเป็นประเทศจีนนั้น มีอยู่ว่าผู้ว่าราชการของมาเก๊าคนใหม่ทุกคนจะต้องมาที่มหาวิหารเพื่อวางคฑาข้างๆรูปของพระแม่มาเรีย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 07.30-18.30 น. |
![]() |
||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||












