อาหาร ไต้หวัน :Guru เที่ยว ไต้หวัน
View: 313 update:2012-01-19 12:18:35
แก้ไข
อาหารและเครื่องดื่ม
มีสถานที่น้อยแห่งนักที่จะทาบรัศมีไต้หวันในแง่อาหารการกินได้ โดยเฉพาะเมื่อได้สูตรเด็ดเคล็ดลับของชุมชนกลุ่มน้อยจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาเสริมเช่นนี้ ชาวไต้หวันอ้างว่าบ้านเมืองของตนมีอาหารจีนที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องด้วย ไต้หวันมีร้านอาหารที่ธรรมดาอยู่มากมาย แต่หลายร้านอาหารมีสูตรเด็ดเคล็ดลับและส่วนใหญ่ก็จะมีแต่อาหารอนร่อยๆทั้งนั้น
สงครามกลางเมืองในประเทศจีนเมื่อปี 1949 ทำให้มีชาวจีนอพยพมาอยู่ยังไต้หวันเป็นจำนวนมาก พวกเขาได้นำเอาวัฒนธรรมด้านอาหารการกินพื้นถิ่นของตนติดมาด้วย และคนที่เปิดร้านอาหารในยุคแรกๆ ก็คือทหารที่เกษียณออกมาจับกระทะกับตะหลิวแทนปืนนั่นเอง
ยิ่งไต้หวันรุ่งเรืองขึ้น อาหารพื้นบ้านของจีนก็ยิ่งเป็นที่ชื่นชอบ ฐานะที่ดีขึ้นทำให้ผู้คนพิถีพิถันด้านอาหารการกินมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัจจุบัน ไต้หวันถือเป็นสวรรค์สำหรับคนรักอาหาร และการออกไปกินอาหารนอกบ้านก็ถือเป็นการเสพสุขขั้นยอด
ไต้หวันมีอาหารจีนทุกประเภทให้ผู้มาเบือนเลือกกินไต้ตามสบาย ทั้งซาลาเปาซ่างไห่ กับแกล้มตามร้านเบียร์ อาหารเหนือที่ทำจากแป้งสาลี บาร์บีคิวมองโกล หม้อไฟซื่อชวน บะหมี่ตลาดโต้รุ่ง ปลาหมึกย่าง ติ่มซำกว่างตง และแฮมหูหนาน มากมายไล่กันไม่หมด ไม่ว่าคุณจะออกไปกินข้าวนบ้านบ่อยแค่ไหนในไถเป่ย ก็จะต้องมีบางอย่างเป็นของแท้ต้นตำรับ อาจเป็นอาหารจานใหม่ เครื่องปรุงใหม่ หรือวิธีการปรุงแบบใหม่ก้ได้ทั้งนั้น
ร้านอาหารจีนในไต้หวันมักเป็นร้านอาหารธรรมดา ไม่มีการตกแต่งหรือโป๊ะไฟสวยๆ พนักงานทำตัวง่ายๆ แต่มีอัธยาศัยดี อาหารจะเสิร์ฟขึ้นโต๊ะร้อนๆ ทันทีที่ทำเสร็จ ไม่มีการแต่งจานให้ดูสวยงามน่ากิน ได้ข้าวสวยหนึ่งถ้วย ตะเกียบหนึ่งคู่ ก็ลงมือกันหนุบหนับ สุดท้าย ก็เหลือแต่คราบเปื้อนและเศษกระดูกเศษอาหารกองอยุ่บนผ้าปูโต๊ะ
นักกินมักมีเรื่องให้เถียงกันเกี่ยวกับอาหารไม่มีที่สิ้นสุด อาหารจานนี้เป็นของภูมิภาคไหน หรืออาหารทะเลที่ดีที่สุดจะต้องมาจากไหน และอื่นๆอีกมากมาย แต่โดยทั่วๆไปแล้ว ไต้หวันมีอาหารจีนหลักๆ อยู่ 5ชนิด คือ กวางต่ง ซื่อชวน จีนแคะ ซ่างไห่ และเป่ยจิง
อาหารกวางต่ง
ชาวกวางต่งเป็นอัจฉริยะด้านการทำครัวถึงขั้นก้าวล้ำนำหน้ายุคสมัย โลกเพิ่งค้นพบคุณประโยชน์ของอาหารสดใหม่ที่ปรุงรสอ่อนๆ และทำให้สุกอย่างรวดเร็วเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่พ่อครัวกวางต่งกลับปรุงอาหารด้วยกรรมวิธีดังกล่าวมานานนับีร้อยๆปีแล้ว อาหารดั้งเดิมของแถบกว่างต่งคือ ปลานึ่ง ราดน้ำมันร้อนๆ ตามด้วยซอสรสอ่อนที่ทำจากซีอิ๊ว ผักชี ขิง พริกไทย และงา นอกจากนี้ยังมีจานเด็ดจานอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เนื้อผัดบร็อกโคลีน้ำมันหอย ไก่ผัดเผ็ดมะม่วง บาร์บีคิวหมู กุ้งมังกรอบหม้อดิน และติ่มวำแบบต่างๆ อีกหลายแบบ
พ่อครัวกว่างตงชอบนำผลไม้มาผสมกับเนื้อมทุกชนิด จนเกิดเป็นอาหารชื่อดังอย่างไก่อบมะนาว เป็ดอบสับปะรด และไก่เส้นหมักไข่ขาวผัดถั่วที่ถือเป็นตำรับกว่างตงแท้ด้วยเครื่องปรุงอ่อนๆกับรสชาติที่นุ่มนวล
แต่นิสัยชาวกว่างตงนั้นชอบการแข่งขัน รายการอาหารกว่างตง จึงมีอาหารที่ถือกันว่าแปลกของดี และของแพงที่สุดในหมู่อาหารจีนด้วยกัน นั่นคือ หูฉลาม รังนก และปลิงทะเล
อาหารซื่อชวน ไต้หวัน และจีนแคะ
อาหารซื่อชวน (เสฉวน) มีพริกและกระเทียมเป็นตัวชูโรง ถือเป็นอาหารจีนที่คนชอบกินกันมากที่สุดในไต้หวัน แม้จะได้ชื่อว่ามีร่สชาดเผ็ดร้อน แต่ก็ยังไม่เผ็ดเท่าอาหารไทยหรืออินเดีย อาหารซื่อชวนนิยมใช้นำมันผัดพริก ซอสรสเผ็ด และพริกแห้งเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร แต่พริกมักไม่เผ็ดมาก แล้วพ่อครัวก็มักจะเสริมรสหวานหรือเปรี้ยวเข้าไปในอาหารจานนั้นเพื่อให้เกิดสมดุลด้วย
อาหารซื่อชวนที่คนชอบกันมาก คือไก่/กุ้งผัดซอส ซอสนั้นทำจากถั่วลิสงและพริก รสออกหวานปนเผ็ด พริกเป็นพริกแห้ง ผ่าตามยาว นำไปทอดในน้ำมัน ก่อนนำมาผัดซ้ำกับเนื้อ แล้วเติมซีอิ๊ว เหล้าจีน น้ำส้ม และน้ำมันงา ตามไปเป็นอันดับสุดท้าย
หุยกัวโร่ว (เนื้อสองสุก) คือเนื้อหมูที่นำไปต้มกับต้นหอม เหล้าจีน และขิง นำขึ้นมาผัดกับกระเทียม พริก และ ผัก ซึ่งปกติตะเป็นผักกาดขาว อาหารซื่อชวนมีหลายหลากไม่ต่างจากอาหารพื้นบ้านแถบอื่น แต่จานหลักจริงๆ ต้องยกให้ หมาผ่อโต้วฝู (เต้าหู้หมูสับผัดซอสเผ็ด) กับ อิ๋นซือเจวี่ยน (อาหารจำพวกแป้งทอด)
อาหารไต้หวันเกิดจากการผสมผสานอาหารฝุเจี้ยนเข้ากับอาหารญี่ปุ่น โดยนำวัตถุดิบในท้องที่มาใช้ อาทิ มันเทศ หอยกาบ ปลาช่อน หอยนางรม และกุ้งน้ำจืด ช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ได้กลับมาเป็นที่นิยมของคนกินอีกครั้ง
ทุพภิกขัยเป็นต้นกำเนิดของอาหารไต้หวันไม่ตางจากอาหารจีนอื่นๆ อาหารไต้หวันทีมีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ต้านจื๋อเมี่ยน (หมี่ฤดูอาหารขาดแคลน) ซึ่งชาวประมงเมืองไถหนานคิดทำขึ้นในปี 1895 เพื่อสงวนอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้พอกินไปตลอดช่วงนอกฤดูการจับปลา โดยการนำหมี่มาลวกกับถั่วงอกใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วโรยผักชี ราดน้ำปรุง (ทำจากหมู) น้ำซุป (ต้มจากเปลือกกุ้ง) น้ำส้มกระเทียม และกุ้งตัวเล็กๆ อีกสองตัว หมี่ต้านจื๋ออาจถือเป็นหมี่ทื่ดีที่สุดเที่คุณจะหากินในไต้หวันเลยทีเดียว
เผิอกนึ่งก็เป็นอาหารอีกอย่างหนึ่งที่คนชอบกินกันมาก ทำโดยนำเผือกมาหั่นเป็นชิ้น นำไปนึ่ง แล้วราดด้วยซอสที่ทำจากหมู เนื้อเผือกจะอยู่ตัว แน่น เคี้ยวอร่อย ในขณะที่น้ำซอสจะช่วยทำให้รสชาติดีขึ้น เครื่องปรุงรสมีทั้งกระเทียม วาซาบิ และซอสพริกรสหวาน ชาวจีนแคะมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในแถบที่ราบทางภาคเหนือตอนกลางของจีน อพยพมาไต้หวันผ่านทางกว่าตงมีฐานะยากจนและอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง อาหารที่กินคือเนื้อกับผักที่ผ่านกรรมวิธีถนอมอาหารมาแล้ว ตับ กุนเชียง ผักกาดขาว และหมู ใช้น้ำส้ม ขิง ผักดอง และพริกเสริมรสอาหารให้เด่นขึ้น
อาหารจีนแคะกลับมาเฟื่องฟูขึ้นอี้กครั้งหลังจากที่ชาไต้หวันค้นพบคุณประโยชนของการปรุงอาหารง่ายๆแบบชาวบ้านๆ ส่วนใหญ่มักทำจากหมู อาทิ ถีผาง (ขาหมู) เต้าหู้ตุ๋นใส่ลูกชิ้นหมู เหมยกันโค่วโร่ว (เบคอนลูกพลัมแห้ง) และเนื้อหมูหั่นชิ้นหนาๆ ราดซอสรสเค็ม เข้มข้น เนื้อผัดขิงก็อร่อย ของซใอยบางๆ ให้รสอ่อนๆ แต่โดดเด่น การสร้างสรรค์รสชาติดังกล่าวยังเป็นสูตรเด็ดคล็ดลับของชาวจีนแคะอยู่จนถึงทุกวันนี้
อาหารซ่างไห่และเป่ยจิง
ซ่างไห่มีอาหารต้นตำหรับของตนจริง หรือแค่ซึมซับรับเอาวัฒนธรรมด่านอาหารการกินมาจากละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น แต่ใครจะไปสน ในไต้หวัน อาหารซ่างไห่ได้ชื่อว่าเข้มข้น และบางครั้งก็มันจัด มีจุดเด่นอยู่ที่น้ำเกรวี่ และสตูทีทำจากปลาและหมู
ถึงอย่างไร อาหารซ่างไห่ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารรสเลิศของจีน โดยเฉพาะ เสี่ยวหลงเปา (ซาลาเปาหรือเกี๊ยวไส้หมู ผสมต้นหอม ขิง น้ำมันงา) และ ทังเปา (ซาลาเปาหรือเกี๊ยวนึ่ง เวลากัดกินจะมีน้ำซุปร้อนๆหอมกลิ่นขิงไหลออกมา)
ซือจื่อโถว (ลูกชิ้นหัวสิงโต) ทำจากหมูบดผสมไข่ต้ม ต้นหอม ขิง เห็ดสับ และหน่อไม้ จากนั้น นำไปใส่หม้อที่รองก้นด้วยผักกาดขาว ตุ๋นด้วยไฟอ่อน ผักกาดขาวจะซึมซาบเอารสชาดจากลูกชิ้นมาไว้ทำให้กินอร่อยนัก
อาหารที่ขึ้นชื่ออย่างอื่นของซ่างไห่ยังมีเต้าหู้ผักหิมะดอง ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องกินเย็นๆ ทำจากเต้าหู้อ่อน โปะด้วยผักหิมะ แล้วโรยหน้าด้วยเครื่องปรุง นอกจากนี้ยังมีอาหารที่ทำจากปลาอีกหลายอย่าง แต่จานที่มีชื่อที่สุดคือ ปลาผัดเปรี้ยวหวาน (เนื้อปลาชุบไข่และแป้ง ทอดก่อนนำมาผัดกับซอสเปรี้ยวหวาน)
ในอดีต เป่ยจิงไดชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านอาหารการกินเพราะเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิมาก่อน อาหารที่กินกันก็อุดมสมบูรณ์และมีแต่ของแปลกๆดีๆ ทั้งนั้น
ภาคเหนือของจีนจะใช้แป้งสาลีแทนข้าว จึงมีอาหารหลายอย่างที่ใช้แป้งแผ่นบางๆ ห่อก่อนกิน หรือไม่อีกทีก็เป็นอาหารที่ต้องกินกับหม่านโถวโรยหน้าด้วยงา
อาหารชื่อดังของภาคเหนือคือเป็ดเป่ยจิง (เป็ดปักกิ่ง) ซึ่งถือเป็นสุดยอดอาหารจีนอย่างหนึ่ง บางครั้งก็เรียกว่า อียาซานชือ (หนึ่งเป็ดสามวิธี) เพราะมีวิธีกินสามขั้นตอน เริ่มจากหนังเป็ดกรอบๆ ตามมาด้วยเนื้อ แล้วตบท้ายด้วยกระดูกที่มาในรูปของน้ำซุปเข้มข้น การทำเป็ดเป่ยจิงต้องใช้เวลาหลายวัน เริ่มจากนำเป็ดไปต้ม ทาเหล้าจีนผสมน้ำผึ้ง เอาขึ้นผึ่งให้แห้ง 24 ชั่วโมง จากนั้นค่อยนำไปย่าง เสิร์ฟพร้อมต้นหอมกับซอสรสหวาน ห่อด้วยแป้งแผ่นบางๆ ส่วนที่อร่อยที่สุดคือหนังกรอบๆที่ย่างจนไม่เหลือมันติด
ของหวานที่ดีที่สุดของจีนคือของหวานตำรับของภาคเหนือ ซึ่งนำเอาผลไม้ (มักเป็นกล้วยหรือแอปเปิ้ล) มาหั่นเป็นชิ้น เอาลงทอดในน้ำมันเดือดๆ เคลือบด้วยคาราเมล โรยงา จัดใส่ถ้วย โปะด้วยน้ำแข็ง แล้วเสิร์ฟข้นโต๊ะทันที
โต๊ะจีน
โต๊ะจีนถือเป็นอาหารีกประเภทหนึ่งต่างหาก เนื่องจากต้องทำเสิร์ฟคนจำนวนมาก อาหารส่วนใหญ่จึงต้องทำล่วงหน้า และเสิร์ฟแบบเย็นๆ ทั้งนี้จะมีอาหารแค่อย่างสองอย่างเท่านั้นที่จะทำขึ้นโต๊ะแบบร้อนๆ (โดยมากจะเป็นปลาหรือกุ้งมังกร) อาหารโต๊ะจีนมักเป็นของแพงและใช้เวลาทำนาน อย่างหูฉลามที่ใช้เวลาทำถึงสามวัน เริ่มจากนำมาต้มแปดชั่วโมง สะเด็ดน้ำออก แล้วต้มอีกครั้ง กับขิงและต้นหอม ก่อนนำไปใส่น้ำซุปที่เคี่ยวด้วยแฮม หมู และไก่ เป๋าฮื้อก็มีกรรมวิธีการปรุงยุ่งยากไม่แพ้กัน ส่วนกุ้งมังกรนั้น โดยมากจะนำไปนึ่ง ก่อนเสิร์ฟขึ้นโต๊ะแค่ไม่กี่วินาที แต่เมื่อมีคนรออยู่เป็นร้อย ก็วุ่นน่าดูทีเดียว กุ้งมังกร หูฉลาม และเป๋าฮื้อถือเป็นดาวดวงเด่นของโต๊ะจีน แต่ก็ยังไม่ใช่ของที่แพงที่สุด อาหารโต๊ะจีนที่แพงที่สุดคือรังนก ซึ่งจริงๆ คือน้ำลาบของนกนางแอ่นที่ทำรังอยู่ตามแถบถ้ำเอเซีย รังนกคุณภาพเยี่ยมมีราคาสูงถึง 20 ดอลล่าร์/กรัม แพงกว่าทองเนื้อเก้าถึงสองเท่า และในชามหนึ่งๆ จะต้องมีรังนกอยู่อย่างน้อย 1 กรัม
งานเลี้ยงโต๊ะจีนในไต้หวันจัดเป็นค่ำคืนแห่งความสุขสนุกสนานอย่างยิ่งยวด นอกจากอาหารอร่อยๆแล้ว ยังมีกายกรรม ยิมนาสติก และนักร้องไว้ให้ความบันเทิงด้วย
เครื่องดื่ม
ในไต้หวัน การดื่มกินนอกบ้านถือเป็นเรื่องเดียวกัน ตามตลาดโต้รุ่งขะเห็นคนดื่มเบียร์กับบะหมี่ ขนมโหย่วปิง และของว่างนานาชนิด ถ้าเป็นที่ร้านอาหาร ก็จะดื่มเหล้าเกาเหลียง บรั่นดี หรือสก๊อตช์วิสกี้แทน ไวน์แดงก้เริ่มได้รับความนิยมในแง่ที่เป็นเคร่องดื่มสุขภาพ ส่วนเบียร์นั้นคนไต้หวันดื่มกันเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว แต่ก็ยังสู้เหล้าเกาเหลียงกับเซ่าซิงไม่ได้
เกาเหลียงเป็นสุราที่หมักจากข้าวฟ่างและเป็นที่นิยมชมชอบของผู้สุงอายุ ส่วนสุราเซ่าซิงสีเหลืองอำพันนั้นหมักจากข้าวเหนียว มีรสหวานละมุน และเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปมากกว่า ปกติจะอุ่นให้ร้อนก่อนนำมาดื่ม บางครั้งจะใส่ลูกพลัมแห้งลงไปให้หอมหวานยิ่งขึ้น
การดื่มอวยพรมีกฎอยู่สามข้อ ได้แก่ เจ้าภาพจะเป็นผ๔ยืนเชิญชวนขึ้นก่อน ดดยใช้สองมือประคองแก้วแล้วจิบ แขกเหรื่อก้จะทำแบบเดียวกัน และต้องสบตากันด้วย เมื่อเจ้าภาพดื่มให้ทั้งโต๊ะแล้ว แขกเหรื่อจึงดื่มให้กันและกัน ผลัดกันคารวะสุราคนละทีสองที ดดยจะลุกขึ้นยืนประคองแก้ว แล้ววาดไปรอบทิศ คนที่เหลือต้องเตรียมพร้อมที่จะลุกขึ้นคารวะสุราตอบแทนอีกฝ่ายด้วย
พอหน้าเริ่มแดง การคารวะสุราก็จะยิ่งถี่ขึ้น เสียงก็ดังขึ้นด้วย เมื่อเจ้าภาพบอก “กานเปย” (หมดจอก) แขกก็จะรับว่า “กานเปย” พร้อมดื่มสุราในจอกของตนให้หมด โดยมาก ผู้เป็นเจ้าภาพต้องคอยคารวะสุราให้แขกแทบจะไม่ได้หยุด จึงเป็นธรรมดาที่ตะไม่อยากดื่มหมดจอก แขกจึงควรแสดงน้ำใจด้วยการตอบว่า “สุยอี้” (แล้วแต่ท่าน) เพื่อให้จิบสุราได้โดยไม่ต้องดื่มหมดจอกกันทั้งสองฝ่าย
เคล็ดลับอย่างหนึ่งซึ่งใช้กันมากในงานเลี้ยงแต่งงาน ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องเดินไปคารวะสุราให้กับแขกทุกโต๊ะ คือ ให้ดื่มน้ำชาแทน เพราะน้ำชามีสีเหมือนวิสกี้ หรือสุราเซ่าซิงอยู่แล้ว
การสั่งอาหารและมารยาทบนโต๊ะอาหาร
อย่าให้บริกรแนะนำอาหารให้ เพราะจะเจอแต่ของแพงๆ ถ้าจะให้ดีต้องสั่งอาหารเอง ดดยเลือกสั่งมาหลายๆจาน เป็นได่จานหนึ่ง เนื้อวัวหรือเนื้อหมุจานหนึ่ง เป็นผักสักจานหนึ่ง ไข่ ปลา หรือเต้าหู้สักจานหนึ่ง บวกกับซุปและของกินเล่นอีกสักอย่าง ชามข้าวนั้นจะแยกของใครของมัน แต่กับข้าวบนโต๊ะเป็นของกลางที่ต้องกินร่วมกัน
การกินอาหารจีนในไต้หวันมีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น นั่นคือ อาหารแต่ละอย่างจะมีช้อนกลางมาให้ และทุกคนก็ควรใช้ชเอนกลางนั้นตักอาหาร ห้ามใช้ตะเกียบคีบแทนเด็ดขาด การตักอาหารต้องตักจานหรือชิ้นที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดจึงจะถือว่ามีมารยาท ถึงอาหารชิ้นนั้นจะเป็นแค่ปีกไก่เน้อติดกระดูก ไม่ใช่เน้อส่วนอกที่ชุ่มน้ำชุ่มเนื้อก็ตาม
กฏเหล็กที่ห้ามฝ่าฝืนก็คือ ห้ามหักตะเกียบลงในชามข้าว เพราะจะดูคล้ายปักธูปไว้ในชามข้าวตามธรรมนียมงานศพ และจะนำโชคร้ายมาให้ ส่วนการจ่ายเงินนั้น คนไต้หวันจะแย่งกันจ่าย ยื้อกันไปยื้อกันมาอยู่นาน แต่สุดท้าย ผู้ที่จะได้รับเกียรติให้เป็นผู้จ่ายก็คือเจ้าภาพที่เชิญคนอื่นมากิน ไม่ก็เป็นเจ้านาย หรือผู้มีอาวุโสที่สุดในครอบครัวเสมอ
เบียร์เฮ้าส์ที่มีเอกลักษณ์
กสนมาเยือนไต้หวันจะไม่มีวันสมบูรณ์ได้ ถ้ายังไม่ได้แวะไปที่ ผีจิ่วอู สักคืนหนึ่ง ผีจิ่วอู แปลว่า เบียร์เฮ้าส์ แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นผับหรือบาร์ เบียร์เฮ้าส์ในไต้หวันเป็นแค่ร้านขนาดใหญ่ที่ตกแต่งพิสดารกว่าร้านทั่วไป และมีของว่างกับอาหารทะเลทอดให้กินแกล้มกับเบียร์เย็นๆเท่านั้น
ผีจิ่วอู บางแห่งต้องมาดูให้เห็นกับตาจึงจะเชื่อ หนึ่งใน ผีจิ่วอู ที่ใหญ่โตและพิลึกพิลั่นที่สุดคือ ร้านจูราสสิคพาร์ก (เดิมชื่ออืนเดียนเบียร์เฮ้าส์) บนถนนปาเต๋อในกรุงไถเป่ย สูงสามชั้น จุคนได้ 1,000 คน แต่ในร้นไม่มีอะไรเหมือนจูราสสิกเลย
ทางร้านเสียเงิน 2.2 ล้านดอลลาร์ไปกับการตกแต่ง (เอาไปซื้อไดโนเสาร์เสียยังจะได้ตั้งหลายตัว) ทั้งเก้าอี้ที่เหมือนซากฟอสซิล ผนังเหมือนผนังถ้ำ ตู้โทรศัพท์กับห้องน้ำเหมือนไดโนเสาร์พันธ์แร็พเตอร์ มีกะโหลกไดโนเสาร์งอกออกมาจากทั่วทุกมุมซอกตึก บางหัวก็มีขนาดเท่าของจริง ถ้าเอาเจ้ากิ้งก่ายักษ์ออกเสียก็จะมีที่ให้จุคนเพิ่มได้อีก 400 คน แต่ถ้าทำอย่างงั้นก้จะหลุดคอนเซปต์
ร้านเบียร์สเตชั่นในไถหนานทำหน้าร้านเป็นรถไฟที่กำลังจะเข้าเทียบชานชาลา มีพร้อมทั้งหัวรถจักร รางเหล็ก สัญญาณไฟเขียว ไฟแดง และระฆังตีบอกว่ารถไฟเข้าแล้ว
ไต้หวันยังมี ผีจิ่วอู อีกหลายสิบแห่งกระจายอยู่ทั่วเกาะ ส่วนใหญ่จะเสิร์ฟอาหารประเภทเดียวกัน นั่นคือ อาหารทะเลทอดหรือย่างร้อนๆปรุงรสด้วยเครื่องเทศให้เข้มข้น รสชาดเค็มเข้าขั้น
จานเด็ดที่ลูกค้ามักสั่ง ได้แก่ หอบกาบผัดพริก ปูผัดหอมกระเทียม ไก่กับปลาหมึก “สามถ้วย” เต้าหู้ทอด หอยนางรมย่าง ปลาย่าง หอยนึ่งปูนึ่ง ปลาหมึกผัดหอยนางรม บาร์บีคิวหมู และอื่นๆอีกนับร้อยอย่าง อาหารจานผักก็มีให้กิน และจะปรุงรสให้เค็มจัดเช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะสั่งข้าวมากินด้วยก็ไม่ค่อยจะเหมาะ เพราะร้านเบียร์แบบนี้มีไว้ให้มากินกับแกล้มแกล้มกับเบียร์เท่านั้น
อาหารส่วนใหญ่จะโรยเกลือหรือไม่ก็มีน้ำจิ้มรสเผ็ดเคียงมา น้ำจิ้มสำหรับเต้าหู้ทอดจะทำจากซีอิ๊ว น้ำมันงา และพริก น้ำจิ้มปลาหมึกทอดรสจะออกเผ็ดๆ เค็มๆ ทางร้านเจตนาทำอาหารรสเค็มก็เพื่อกระตุ้นความกระหายมำให้ลูกค้าต้องสั่งเบียร์เหยือกโตๆ มาบรรเทาความเผ้ดและความเค็มไปเรื่อยๆ
ร้านอาหารจีนส่วนใหญ่จะเสิร์ฟอาหารขึ้นโต๊ะร้อนๆ ควันขโมง ให้ลูกค้ากินอย่างรวดเร็ว แต่อาหารในผี้จิ่วอูมีไว้ให้นั่งกินกันนานหลายชั่วโมง โดยจะค่อยๆทยอยส่งมาทีละจาน จานแรกหอยกาบ ต่อด้วยเต้าหู้หรืแปลาหมึกในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง จากนั้นก็เบียร์สักแก้ว คุยกันไปอีกเดี๋ยว อาหารก็ส่งมาอีกจาน ผีจิ่วอู จึงถือเป็นสถานที่สำหรับสังสรรค์ดื่มกินอย่างแท้จริง
หมาก:ของขายดีกว่าท็อฟฟี่เสียอีก
มีชาวไต้หวันทุกชั้นวรรณะกว่าสามล้านคนที่ชอบเคี้ยวหมาก แม้แพทย์จะเตือนว่า การเคี้ยวหมากส่งผลร้ายต่อสุขภาพก็ตาม
หมากประทับรอยไว้ทั่วไต้หวันในรูปรอยยิ้มชุ่มน้ำ หมากสีแดงของประชากรร้อยละ 10 และรอยคราบน้ำหมากที่ถูกถ่มทิ้งไว้ตามพื้น ผู้ริเริ่มการเคี้ยวหมากขึ้นในไต้หวันคือบรรพบุรุษของชนเผ่าพื้นเมือง ชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่เพิ่งรับเอาวัฒนธรรมการคี้ยวหมากไปเมื่อ 300 กว่าปีก่อนเท่านั้น
หมากเป็นผลของต้นหมาก ซึ่งเป็นพืชในตระกูลปาล์ม มีขึ้นอยู่มั่วไปในภูมิภาคนี้ ในไต้หวันผู้ชายจะติดหมากกันมาก หมากสดนั้นจะกินกับปูนและเครื่องเทศ ไม่ก็ใช้ใบพลูห่อส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันก่อนส่งเข้าปากเคี้ยว หมากจะทำให้น้ำลายกลายเป็นสีแดง เกาะติดผิวฟัน ริมฝีปากและนิ้วเป็นคราบ ตามถนนหนทางจะมีแต่รอยคราบสีแดงของน้ำหมากที่ถูกบ้วนทิ้งไว้ เพราะหมากมีไว้เคี้ยว ไม่ได้มีไว้ให้กลืนกิน
หมากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินได้มากถึงปีละ 4 พันล้านดอลล่าร์ แต่ใช่จะไร้ซึ่งข้อเสีย เนื้อหมากมีปริมาณธาตุทองแดงสูง ส่งผลให้คนที่กินหมากเป็นมะเร็งในช่องปากเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ยังมีสารกระตุ้นอาเรโคลีนในปริมาณมากเท่ากับกาแฟหกแก้ว ต้นหมากจะดูดเอาธาตุอาหารในดินไปเกือบหมด และดูดเอาน้ำไปปีละสี่พันล้านตัน ส่งผลให้ปัญหาหารขาดแคลนน้ำจืดของไต้หวันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
อาหารประจำเทศกาล ขนมโบราณมักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานเทศกลเสมอและถ้าเป็นไปได้ก็น่าลองกินกันดูช่วงตรุษจีนผู้คนจะกินขนมพาเกากับเจียวจื่อ อย่างแรกเป็นขนมถ้วยเล็กๆออกเลียงอย่างเดืยวกับคำว่า เลื่อนสูงขึ้น หมายถึงขอใหเจริญก้าวหน้า อย่างหลังคือเกี๊ยวไส้ผักและเนื้อ มีลักษณะคล้ายเงินก้อนในสมัยโบราณสื่อถึงความมั่งคั่งร่ำรวย ส่วนแรดดิชกับสับปะรดนั้นใช้เป้นทั้งของกินและของตกแต่ง ออกเสียงคล้ายกับคำว่าโชคลาภ และความรุ่งเรือง