 |
| |
ครั้งหนึ่งในการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นของพี่อั๊ม กับสายการบินไทย ซึ่งเวลาของญี่ปุ่นเร็วกว่าไทยถึง 2 ชั่วโมง การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว
|
| |
|

|
เดินทางสู่เมืองญี่ปุ่น ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ที่ใคร ๆ ต่างหลงใหล อยากไปนักหนา พี่อั๊มเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น ในช่วงเวลาเช้า เครื่องบินแล่นลงจอดที่สนามบิน คันไซ เป็นสนามบินที่สร้างขึ้นบนเกาะจำลองขนาดยักษ์ นอกชายฝั่งอ่าวโอซากา เหตุผลที่มาสร้างนอกอ่าวก็เพราะต้องการลดมลภาวะทางเสียงกับแหล่งชมชนนั่นเอง ถือเป็นสนามบินที่ใหญ่มากและเป็นต้นแบบของสนามบินรุ่นใหม่ได้เลยทีเดียวเพราะสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว
|
|
| |
เดินทางสู่เมืองญี่ปุ่น ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ที่ใคร ๆ ต่างหลงใหล อยากไปนักหนา พี่อั๊มเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่นในช่วงเวลาเช้า เครื่องบินแล่นลงจอดที่สนามบิน คันไซ เป็นสนามบินที่สร้างขึ้นบนเกาะจำลองขนาดยักษ์ นอกชายฝั่งอ่าวโอซากา เหตุผลที่มาสร้างนอกอ่าวก็เพราะต้องการลดมลภาวะทางเสียงกับแหล่งชมชนนั่นเอง ถือเป็นสนามบินที่ใหญ่มากและเป็นต้นแบบของสนามบินรุ่นใหม่ได้เลยทีเดียวเพราะสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว หลังจากผ่านพิธีศุลกากรต่าง ๆ ออกมาด้านนอกแล้ว ท่านจะได้พบกับระบบขนส่งที่แสน จะสะดวกและไฮเทคโนโลยีซึ่งแตกต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง ด้วยรถไฟที่มีสถานีเชื่อมเข้ามาที่สนามบินมากกว่า 25 สาย และอีกทั้ง รถเมล์ประจำทางมากกว่า 35 เส้นทาง เมื่อเดินออกมาด้านนอกสนามบิน จะพบกับรถเมล์ประจำทางสีน้ำเงิน ที่จอดเรียงรายอยู่ด้านหน้าสนามบิน ซึ่งสามารถจุคนได้ถึง 45 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีบริการคอยให้คำแนะนำในการซื้อตั๋วรถกับ Vending machine (..อารัยช่างจะทันสมัยขนาดนี้นะ อยากไปเห็นจริง ๆ เลย ) |
| |
ประสบการณ์การนั่งรถไฟฟ้าในญี่ปุ่นของพี่อั๊มที่น่าจดจำ หลังจากที่พี่อั๊มได้เดินสำรวจสนามบินแล้ว ท่านก็ได้เดินกลับมาที่เคาเตอร์เพื่อที่จะรอรถมารับกลับไปยังที่พักของโรงแรม ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทาง เพียง 45 นาทีเท่านั้น อัตราค่าโดยสารก็ 1,350 yen แต่พี่อั๊มกับเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟฟ้า เพื่อหาประสบการณ์ในการมาเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้ เมื่อเลือกที่จะต้องเดินทางด้วยรถไฟแล้วกับใคร หลาย ๆ คนที่ไม่เคยมาก็ต้องมองหาป้ายนำทางกันหน่อยล่ะ เมื่อพี่อั๊มเห็นป้ายนำทางที่ชี้ว่า Railway ท่านก็ไม่รีรอรีบขึ้นไปที่ บันไดเลื่อน ทันทีเมื่อถึงชั้น 2 ก็จะพบกับอาคารที่มีป้ายเดินว่า Kansai-airport Station เมื่อเข้าไปในอาคาร ก็จะพบกับ Vending machine จำหน่ายตั๋วรถไฟขนาดใหญ่มีสายเชื่อมซับซ้อนเป็นใยแมงมุม มองดูแล้วจะรู้สึกตาลายและงงเล็กน้อย เมื่อตั้งสติดูให้ละเอียดจะพบเส้นทางต่างๆ แบ่งเป็นสีๆ ตามเส้นทางของรถไฟแต่ละสาย เคาเตอร์ที่เด่นอยู่ทางขวามือ คือ เคาเตอร์จำหน่ายตั๋วสีเขียวสด ซึ่งจำหน่ายตั๋วรถไฟ Shinkansen ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี
|
| |
|
| |
(เราลองมาฟังประวัติของเจ้ารถไฟ งเจ้ารถไฟ Shinkansen กัหน่อยดีกว่า รถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในนามของชินคันเซ็น ได้เปิดใช้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2507 ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Tokaido Shinkansen มีความเร็วเฉลี่ยที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในสภาพอากาศที่แย่ แผ่นดินไหว สามารถวิ่งได้สบายๆ และสามารถทำความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 443 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าวิ่งบทรางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และถ้าวิ่งบน ระบบรางสนามแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 580 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลย เป็นพาหนะเดินทางที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่างเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นทั้งหมด ถือได้ว่าเป็นผลงานสำคัญของญี่ปุ่นที่ให้แก่โลก มีการประเมินว่าในแต่ละปีชินคันเซ็นช่วยไม่ให้คนบาดเจ็บและตายจากการขับรถได้ถึง 12,000 ราย) พี่อั๊มบอกว่ามองอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจจึงต้องไปถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ก็ได้คำแนะนำให้ใช้ JP Line และให้กระดาษมา 1 แผ่น ในการตรวจเช็คสถานีที่รถไฟผ่าน ซึ่งราคาค่าตั๋วอยู่ที่ 1160 yen สายที่นั่งคือ สาย Hanwa JR Line ใช้เวลาประมาณ 65 นาที ก็จะถึงสถานี Osaka Station ซึ่งผ่านทั้งหมด 19 สถานี พี่อั๊มบอกว่านานมาก ต่อมาพี่อั๊มจึงได้รู้ว่ารถไฟที่วิ่งจะมีด้วยกัน 3 ประเภทด้วยกัน เริ่มด้วยประเภทที่ได้นั่งคือ ประเภท Local ซึ่งจะมีแจ้งอยู่บนรถไฟ และป้ายที่แจ้งบริเวณสถานีประเภท Local นี้จะจอด ทุกสถานีที่วิ่งผ่าน ซึ่งจะเหมาะกันคนท้องถิ่นที่บ้านอยู่ระหว่างทางที่รถไฟวิ่งผ่านนั่นเอง (ถึงว่าทำไมถึงได้ช้าจังเลย 555 ) ส่วนประเภทที่ 2 คือ Express ซึ่งจะจอดสถานีน้อยกว่าแบบ Local ประเภทมที่ 3 Rapid Express จะจอดเพียงสถานีหลักเท่านั้นซึ่งราคาค่าโดยสารจะเท่ากัน พี่อั๊มจึงบอกว่าการขึ้นรถไฟครั้งต่อไปต้องสังเกตดี ๆ เพราะจะได้ไม่เสียเวลา แต่ท่านเองก็ได้ซึมซับกับบรรยากาศภายในเมืองญี่ปุ่นไปกับการเดินทางครั้งนี้ซึ่งท่านก็ประทับใจอย่างมากเช่นกัน
|
| |
|

|
กลับมาพักผ่อนที่โรงแรมสุดหรู เมื่อถึงสถานี Osaka ซึ่งถือเป็นสถานีศูนย์กลางของรถไฟทั้งหมดในเขต Kansai ซึ่งรถไฟทุกสายจะมารวมกันที่นี่ จากสถานี Osaka จะสามารถเดินทางถึง Nava, Kyoto, Kobe ซึ่ง Osaka จะตั้งอยู่ตรงกลางไป 3 เมืองหลักนี้ ใช้เวลาใกล้เคียงกัน พี่อั๊มท่านเล่าว่า บริเวณสถานี Osaka จะมีตลาด Shopping ใต้ดินใหญ่มาก และห้างเขาก็แปลกแตกต่างของประเทศไทยมาก เช่น ห้างไดมารู จะแบ่งแผนกต่างๆถึง 13 ชั้น ที่แปลกก็เพราะห้างเขาจะมีพื้นที่จำกัด แต่จะเน้นที่ตึกสูง ๆ ก่อนที่จะเลือกซื้อสินค้าอะไรก็ต้องเช็คกันก่อนละค่ะ (ไม่อย่างนั้นหลงแน่เลย ) พอมื้อเที่ยง พี่อั๊มท่านก็เดินออกจากหน้าโรงแรม New Hukyu Osaka Hotel เพื่อเดินช้อปหาอาหารรับประทาน เพราะท้องเริ่มจะร้องแล้ว เลี้ยวซ้ายกลับไปยังสถานี Osaka ก่อนถึงสถานีสังเกตเห็นป้ายถนนของกิน ซึ่งแบ่ง เป็นซอยๆซอกแซกเข้าไปด้านในทุกซอยจะมีแต่ร้านอาหารเล็กๆชของชาวญี่ปุ่นหลายสิบร้านท่านเดินสำรวจวนไปวนมาหลายรอบ จนมาสะดุดที่ร้านนึง ซึ่งป็นร้านเล็ก ๆ แต่จัดได้ทันสมัย แต่ละโต๊ะจะมีกระทะสแตนเลสวางไว้บนโต๊ะและมีเคาเตอร์ยาว ให้ลูกค้านั่งประจันหน้ากับกุ๊กชาวญี่ปุ่นซึ่งทำอาหารโชว์อยู่ต่อหน้า ร้านนี้ชื่อว่า Sakura จะขายอาหารรูปร่างคล้ายๆพิชช่า คือ เอาบะหมี่อูด้งมาผัดแล้วห่อด้วยไข่ ราดด้วยซอสญี่ปุ่น และมายองเนส จุดเด่นอยู่ที่กระทะบนโต๊ะ ลูกค้าทุกโต๊ะเอาไว้ทำให้อาหารร้อนตลอดเวลาและมีการผัดและประกอบอาหารสดๆร้อนๆหลังจากเสิร์ฟให้ลูกค้าแล้วกระทะบนโต๊ะของเราก็จะอุ่นอาหารให้ร้อนอยู่ตลอดเวลา
|
 |
 |
|
| |
ส่งท้ายการเดินทาง มาถึงญี่ปุ่นสิ่งที่ตั้งใจไว้อีกอย่างคือ แหล่งช้อปปิ้งและแสงสีประดับไฟบนถนนช้อปปิ้ง ซึ่งเป็นอีกแหล่งสิ่งดึงดูดที่นักท่องเที่ยวทุกชาติจะต้องแวะมาเก็บภาพที่ระลึก พี่อั๊มจึงไม่รีรอที่จะสอบถามผู้รู้ท้องถิ่น นั่นคือ พนักงานของโรงแรมที่พักนั่นเองซึ่งน่า จะน่าเชื่อถือที่สุด หลังจากกางแผนที่อธิบายกันยกใหญ่ ก็ได้ทราบว่าที่ตั้งของโรงแรมนี้เดินไปประมาณ 50 เมตร ยังมีแหล่งช้อปปิ้งใต้ดินอีกแหล่ง ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Osaka คือ The Huge Umeda Underground Shopping Area ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1963 กว่า 40 ปีมาแล้ว และยังเป็นสถานีรถไฟใต้ดิน ซึ่งวิ่งภายในเมือง Osaka จึงถึงบางอ้อว่า สถานี Osaka จะเป็นสถานีที่เชื่อมระหว่างเมือง หรือ รถไฟที่ออกนอกเมือง(หากจะเดินทางในเมืองจะต้องใช้รถไฟใต้ดินแทนจะอยู่บนดิน) สถานีคือ Umeda sattion หลังจากเดินลงไปที่ Vending machine จำหน่ายตั๋วก็ต้องตกใจและงงอีกครั้ง เมื่อพบว่าสายรถไฟใต้ดินที่ซอนไชในเมืองก็มีถึง 6 สาย ยั้วเยี้ยไปหมด |
| |
|