![]() |
เทศกาล จีน :Guru เที่ยว จีน
ตรุษจีน มีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ของคนเชื้อสายจีน ตรุษจีนถือเป็นวันหยุดที่สำคัญมากช่วงหนึ่งของชาวจีน และยังแผ่อิทธิพลไปถึงการฉลองปีใหม่ของชนชาติที่อยู่รายรอบ เช่น ญี่ปุ่นเกาหลีเมี่ยนม้งมองโกเลียเวียดนามทิเบตเนปาล และภูฐาน สำหรับชาวจีนที่อาศัยอยู่ต่างถิ่นกันก็จะมีประเพณีเฉลิมฉลองต่างกันไป ในประเทศไทย
ตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน ในปีนี้ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ทุกคนต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่างหยุดงาน โรงเรียนสถาบันการศึกษาต่างปิดเทอมในช่วงนี้ เป็นปิดเรียนฤดูหนาว ยกเว้นคนที่ต้องทำหน้าที่ไม่สามารถหยุดงานได้ หน่วยงานห้างร้านต่างก็หยุดงาน 3-4 วัน เมื่อใกล้วันปีใหม่จีน ผู้คนต่างก็มีการตระเตรียมงานปีใหม่
ภายในครอบครัว ทุกบ้านก็จะทำความสะอาดบ้านเรือน ผ่านปีใหม่อย่างสะอาดสะอ้านสดใส ร้านค้าห้างสรรพสินค้าต่างก็เติมไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กๆ ซื้อของขวัญให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย ซื้อบัตรอวยพร ในตลาดก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างเดินไปเดินมากันขวักไขว่ ซื้อปลาบ้าง ซื้อเนื้อสัตว์บ้าง ซื้อเป็ดไก่บ้าง ทุกคนต่างดูแจ่มใสมีความสุข ช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็กๆต่างมีความสุขมาก ต่างสวมเสื้อใหม่ ทานลูกกวาดขนมหวาน เล่นพลุประทัดอย่างรื่นเริง
คืนก่อนวันปีใหม่ คือวันสุดท้ายของปีนั่นเองเป็นคืนที่ครึกครื้นที่สุด ใครที่ไปทำงานห่างจากบ้านเกิด ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ตอนกินอาหารมื้อค่ำคืนก่อนขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งกันพร้อมหน้าล้อมโต๊ะอาหาร ต่างชนแก้วอวยพรปีใหม่กัน ทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว บางคนก็ดูทีวี บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็เล่นหยอกล้อกับเด็กๆ บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พอถึงเที่ยงคืน คนจีนทางเหนือก็จะเริ่มทำเกี๊ยว (เจี้ยวจึ) คนจีนทางใต้ ก็จะปั้นลูกอี๋ทำน้ำเชื่อม ทำไป ชิมไปทานไป ครึกครื้นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้า ทุกคนจะตื่นแต่เช้า เยี่ยมเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูงอวยพรปีใหม่
วันไหว้พระจันทร์
ประเพณีวันไหว้พระจันทร์ เคยถูกนำมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองของจีนในอดีต ที่สำคัญคือการกู้ชาติจีนจากชาวมองโกล แผ่นดินจีนเคยถูกชาวมองโกลเข้ามาปกครอง และตั้งราชวงศ์ขึ้นมา ซึ่งก็ถือเป็นราชวงศ์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีนด้วยเช่นกัน ได้แก่ราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลปกครองคนจีนอย่างเข้มงวด การต่อต้านการปกครองจึงมีมากในหมู่ชาวบ้าน ในหมู่ประชาชนที่เป็นคนรากหญ้า ( สมัยนั้นชนชั้นเจ้า ขุนนาง และพ่อค้า ที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อมองโกล ต่างได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ) ประชาชนระดับรากหญ้าได้รับความลำบากทุกข์เข็ญ ก็เลยรวมตัวกันเพื่อต่อต้านชาวมองโกล มีชาวนาเป็นผู้นำ ชื่อ จูหยวนจาง ผู้นำต่อต้านมองโกล ได้อาศัยวันไหว้พระจันทร์ ซึ่งเป็นวันประเพณีที่แสดงออกถึงความสามัคคี ประกาศต่อต้านการปกครองของมองโกล โดยนำกระดาษที่เขียนข้อความนัดแนะกำหนดการขับไล่มองโกล ยัดใส่ไว้ในขนมไหว้พระจันทร์ เมื่อชาวบ้านได้รับขนมไหว้พระจันทร์ ก็ทราบกำหนดการที่จะร่วมมือกันขับไล่ชาวมองโกลออกจากแผ่นดินจีน อย่างนี้ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็น “ขนมไหว้พระจันทร์เมล์ Moon Cake Mail ” เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ประชาชนก็ลุกฮือขึ้น ขับไล่มองโกลออกจากแผ่นดินจีนอย่างประสบความสำเร็จ ผู้นำประชาชนชื่อ จูหยวนจาง ก็ได้เป็นกษัตริย์ ปกครองแผ่นดินจีน ตั้งราชวงศ์ใหม่ ชื่อว่า ราชวงศ์หมิง
นอกจากนี้ ความหมายของวันไหว้พระจันทร์ มีผู้สรุปไว้สั้น ๆ ดังนี้
เทศกาลไหว้พระจันทร์
ชื่อเรียก เทศกาลจงชิว เทศกาลเดือนแปด เทศกาลความสามัคคี
วิถีปฏิบัติในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์
ครอบครัวอยู่รวมกันพร้อมหน้า ชมจันทร์ และทานขนมไหว้พระจันทร์
วันสารทจีน
วันสารทจีน ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษโดยพิธีเซ่นไหว้ โดยหญิงที่แต่งงานแล้วไม่สามารถที่จะกลับมาไหว้บรรพบุรุษของตนเองนอกเสียจากมีพ่อหรือแม่ของตนเสียชีวิตไปแล้วจึงสามารถกลับมาบ้านตนเองเพื่อกราบไหว้ได้ แต่หากพ่อหรือแม่ของฝ่ายหญิงที่แต่งงานแล้วยังไม่เสียชีวิต ฝ่ายหญิงก็ต้องไหว้บรรพบุรุษของบ้านสามีนั้นเอง (ข้อมูลตรงนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนชาวจีนของพี่จิ๋วชื่อสวี อ้ายจวี๋ ที่ให้ข้อมูลแนะนำมา)
แหล่งที่มาจากบางที่กล่าวไว้ว่า เรื่องวันสารทจีนนี้ได้ไปปะปนกับเรื่องของพระโมคคัลลานะ ที่ช่วยมารดาให้พ้นจากนรก จึงมีความเชื่อว่าเป็นเวลาที่ประตูนรกนั้นได้ถูกเปิด เพื่อให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ชาวจีนจะมีการเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นมาอีกพิธีหนึ่ง คือ ในตอนเช้าจะเซ่นไหว้เจ้าที่ และเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ตอนบ่ายจะเซ่นไหว้ผีไม่มีญาติ หรือบรรพบุรุษต้นตระกูลของชาวจีน ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ไม่มีลูกหลานสืบสกุล แต่ในบางแห่งก็นิยมไหว้ในตอนเช้าด้วยเช่นกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน
ในรอบหนึ่งปีชาวจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง การไหว้สารทจีนเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิด ให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้
เทศกาลชีซี
เทศกาลชีซี (七夕) ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 26 ส.ค. เทศกาลชีซียังรู้จักกันในนาม “เทศกาลหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า” หรือที่ญี่ปุ่นเรียก “เทศกาลทานาบาตะ” อีกด้วย
ตามตำนานเล่าว่า จือหนี่ว์ (สาวทอผ้า) หนึ่งในเจ็ดนางฟ้าเกิดเบื่อหน่ายชีวิตสุขสบายบนสวรรค์ จึงแอบหนีลงมาบนโลก และแต่งงานกับชายเลี้ยงวัว ซึ่งจือหนี่ว์แอบหลงรักตั้งแต่อยู่บนสวรรค์แล้ว
เมื่อเจ้าแม่หวังหมู่บนสวรรค์ทราบเรื่องนี้ก็พิโรธมาก และบังคับให้จือหนี่ว์เลือกระหว่างการกลับไปยังสวรรค์ตามเดิม หรือจะให้สามีและลูกๆ ถูกฆ่า นางฟ้าจือหนี่ว์จึงต้องเลือกจากโลกมนุษย์ไป
และจากความช่วยเหลือของวัว ชายเลี้ยงวัวได้เดินทางไปตามหาจือหนี่ว์บนสวรรค์ แต่ถูกเจ้าแม่หวังหมู่ขัดขวาง ด้วยความที่กลัวว่าชายเลี้ยงวัวจะตามเจอ นางได้ใช้ปิ่นปักผมขีด ‘แม่น้ำเงิน’ (ทางช้างเผือกตามที่ฝั่งตะวันตกเรียก) ให้แยกออกจากกัน
เรื่องราวความรักชายหญิงทั้งสองเป็นที่ซาบซึ้งใจของเหล่านกกระเรียนทั่วโลก ดังนั้นทุกคืนขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ของทุกปี นกกระเรียนเหล่านี้จะมารวมตัวกันเป็นสะพานให้ชายหญิงทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เทศกาลชีซีนั้นมีขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น และได้รับความนิยมอย่างมากในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง เทศกาลชีซีนับเป็นเทศกาลที่โรแมนติกที่สุดในประวัติศาสตร์จีนเลยก็ว่าได้
เทศกาล “บ๊ะจ่าง”
เทศกาล “บ๊ะจ่าง” (端午节 ตวนอู่เจี๋ยหรือ เทศกาลตวงโหงว)เป็นเทศกาลที่สืบทอดกันมาแต่โบราณของประเทศจีน ซี่งปีนี้ตรงกับวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 หลายคนอาจสงสัยว่าตำนานของเทศกาล “บ๊ะจ่าง” มาจากไหน ใครเป็นคนกำหนด เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และ มีความสำคัญอย่างไรกับประชาชนชาวจีน
เทศกาล “บ๊ะจ่าง ??” หรือ หรือเทศกาลไหว้ “ขนมจ้าง” เป็นเทศกาลของชาวจีน ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามของปฏิทินจีน เรียกชื่อตามตำราว่า “โหงวเหว่ยโจ่ย“ บ๊ะจ่างนี้คนจีนจะเรียกว่า “จั่ง粽子(จ้งจึ)” แม่บ้านที่มีฝีมือจะลงมือทําขนมจ้างเอง เรียกว่า “ปักจั่ง“
เทศกาลบ๊ะจ่างเป็น 1 ใน 3 เทศกาลสำคัญของชาวจีน คือเทศกาลตรุษจีน เทศกาลไหว้พระจันทร์ และเทศกาลบ๊ะจ่าง ซึ่งชาวจีนทั้งแผ่นดินใหญ่แล้วชาวจีนในประเทศต่างๆ ต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
ตํานานเทศกาลไหว้ขนมจ้าง เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๖๘ ในรัชสมัยของกษัตริย์ก๊กฉู่ มีขุนนางผู้หนึ่งนามว่า “คุกง้วน“ หรือ ชีหยวน หรือ จูหยวน , 屈原, Qu Yuan ( 340-278 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) ซึ่งเป็นขุนนางตงฉิน รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถือเอาประโยชน์ของราษฎรเป็นที่ตั้ง คุกง้วนจึงเป็นที่รักใคร่ของประชาชน แต่ก็ถูกขุนนางกังฉินคอยใส่ร้ายป้ายสีต่อองค์ฮ่องเต้เสมอๆ
เทศกาล ของการไหว้บะจ่าง คนจีนจะไหว้ในตอนเช้า โดยไหว้ด้วยธูป 3 ดอก หรือ 5 ดอก การไหว้ด้วยธูป 5 ดอก เพื่อระลึกถึงครูบาอาจารย์ พ่อแม่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะเข้าหลัก 5 ธาตุ หรือ โหงวเฮ้ง ของจีน ประกอบด้วย ธาตุดิน ทอง น้ำ ไม้ และไฟ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับวิถีชีวิตโดยตรง
เทศกาลเช็งเม้ง
ประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของของชาวจีน คือ ไหว้บรรพบุรุษ ที่ สุสาน (ฮวงซุ้ย หรือ ฮวงจุ้ย ) เทศกาล “ เชงเม้ง ” เป็นเทศกาลประจำปีในการบูชาและแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของชาวจีน ก่อนวันพิธีจะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารหวานคาว ที่หลุมฝังศพ เพื่อเป็นการ รำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ และเป็นการส่งอาหารให้ทุกปี เพื่อมิให้อดอยาก เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง คนจีนส่วนใหญ่ จะหยุดงานมาร่วมพิธีกัน พร้อมหน้าพร้อมตา หรือถือว่าเป็นวันพบญาติของคนจีนก็ว่าได้
การบูชาบรรพบุรุษ (Ance stor Worship) และการไว้ทุกข์ (Mourning) ถือเป็นพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดพิธีกรรมหนึ่งของชาวจีน และปฏิบัติกันแพร่หลายสืบมาหลายพันปีจวบจนทุกวันนี้ แม้ว่าการไว้ทุกข์และการบูชาบรรพบุรุษจะเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน แต่ก็ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากปรัชญาขงจื้อ เพราะขงจื้อถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามในการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีแก่ชนรุ่นหลัง เป็นโอกาสที่พี่น้องลูกหลานจะมาพบปะกัน และประเพณีก็เป็นเครื่องร้อยรัดผู้คนในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ขงจื้อจึงมองเทศกาล “ เชงเม้ง ” ในแง่ของจริยธรรมทางสังคม มากกว่าในแง่อภิปรัชญาเรื่องชีวิตหลังความตาย
กินบัวลอย ชมโคมไฟกับเทศกาลหยวนเซียว
ชาวจีนในย่านหมาเว่ย เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยนออกมาเที่ยวชมเทศกาลโคมไฟครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่ด้านหน้าอาคารไชน่า หลัวซิง ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. โดยภายในงานมีโคมไฟรูปแบบต่างๆกว่า 20,000 ผลงาน ขณะเดียวกันคืนวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. ที่เมืองซีหนิง มณฑลชิงไห่ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ก็จัดงานได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ถนนตลอดสายมีการตกแต่งโคมไฟรูปทรงต่างๆ มีประชาชนออกมาชมโคมไฟอย่างคึกคัก บ้างก็ถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน
ทั้งนี้เทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลเก่าแก่อีกเทศกาลหนึ่งต่อจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 9 กุมภาพันธ์และในวันนี้ชาวจีนจะนิยมกินขนมบัวลอยกันในครอบครัว และออกจากบ้านมาชมการประดับโคมไฟ เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนั้น จึงมีการเรียกเทศกาลนี้อีกอย่างว่า เทศกาลโคมไฟ
วันชาติจีน
ก่อนที่จะมีการกำหนดวันดังกล่าวให้เป็นวันชาติจีนใหม่ ทางคณะรัฐบาลยุคนั้นซึ่งนำโดยประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตง (毛泽东) ได้เตรียมการหลายอย่างเพื่อการนี้ จึงเป็นที่มาของสัญลักษณ์ธงประจำชาติ พิธีการชักธงขึ้นสู่ยอดเสาที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าจัตุรัสเทียนอันเหมิน (天安门广场) ตลอดจนเพลงชาติและพิธีกรรมต่างๆ ที่ผู้นำจีนใหม่ทุกยุคทุกสมัยล้วนปฏิบัติสืบต่อกันเป็นธรรมเนียม
เริ่มจากวันที่ 6–8 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1949 คณะรัฐบาลกลางร่วมประชุมกันที่เนินเขาซีป๋อ (西柏) ตำบลผิงซาน(平山县) มณฑลเหอเป่ย (河北省) การประชุมในครั้งนั้นมีผู้เสนอญัตติให้มีแถลงการณ์สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นอย่างเป็นทางการ และมีการจัดตั้งรัฐบาลกลางเพื่อร่วมร่างนโยบายบริหารประเทศ นำไปสู่การเปิดประชุมวิสามัญครั้งแรกของคณะบริหารประเทศ ณ กรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 21–29 เดือนกันยายนปีเดียวกัน จากนั้น จึงมีการกำหนดร่างกฎหมายของคณะรัฐบาลให้มีการกำหนดเมืองหลวงของประเทศ (国都) ธงประจำชาติ (国旗)เพลงชาติ (国歌)ตลอดจนการเริ่มใช้ศักราชจีนใหม่ (纪年) โดยที่ประชุมลงมติให้เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำรัฐบาล และมีจูเต๋อ (朱德) หลิวเซ่าฉี (刘少奇) ซ่งชิ่งหลิง (宋庆龄) หลี่จี้เซิน (李济深)จางหลัน (张澜) และเกากั่งเหวย (高岗为) ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี พร้อมกันนี้ยังมีการเลือกคณะกรรมการบริหารประเทศจำนวน 180 คน
ทั้งนี้ กว่าที่จะมีการกำหนดใช้ธง 5 ดาวบนพื้นสีแดงดังในปัจจุบัน ทางคณะกรรมการได้เคยประกาศให้ประชาชนทั่วไปส่งผลงานการออกแบบธงชาติจีนตามความคิดของตนโดยไม่มีการกำหนดข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ผลปรากฏว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาจากผลงานที่เข้ารอบแล้ว ต่างลงความเห็นว่า ธงชาติรูปที่มีด้ามเคียวและขวานบนดาวดวงใหญ่ 1 ดวงกับดาวดวงเล็กอีก 4 ดวงถือว่าเหมาะสมที่สุด แต่เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับธงชาติของประเทศสหภาพโซเวียต (苏联)ในยุคนั้นซึ่งอาจทำให้คนทั่วไปเกิดความสับสน ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เป็นประเทศเอกราช ธงชาติจึงจำเป็นต้องมีความเป็นเอกเทศ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้รูปแบบของธงดังกล่าวไม่ผ่านการเห็นชอบจากคณะผู้จัดทำ แต่หลังจากที่เผิงกวงหาน (彭光涵)ผู้รับผิดชอบเรื่องการออกแบบธงรายงานต่อประธานเหมาฯ แล้ว ท่านกลับไม่เห็นชอบกับรูปแบบธงชนิดอื่นๆ ที่ผ่านเข้ารอบ เว้นแต่รูปแบบของธงผืนข้างต้น และเสนอให้ลบภาพเคียวและขวานออก จึงเหลือเป็นธงที่มีดาว 5 ดวงบนพื้นสีแดง จากนั้นก็เปลี่ยนมาเรียกเป็น “ธง 5 ดาวบนพื้นแดง” (五星红旗)
ขณะที่ “เพลงมาร์ชทหารหาญ” (义勇军进行曲) หรือเพลงชาติของจีนปรากฏครั้งแรกในปี ค.ศ. 1935 โดยมีเถียนฮั่น(田汉) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องและเนี่ยเอ่อ (聂耳) เป็นผู้ประพันธ์ทำนองเพลง เดิมทีใช้เป็นเพลงนำภาพยนตร์เรื่อง “เฟิง อวิ๋นเอ๋อร์หนี่ว์” (风云儿女) ซึ่งบรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังวันที่ 18 กันยายน เมื่อลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นเข้ายึดครองมณฑลเฮยหลงเจียง (黑龙江省) มณฑลจี๋หลิน (吉林省) และมณฑลเหลียวหนิง (辽宁省) อำนาจอธิปไตยของประเทศตะวันตกอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน หลังจากที่เถียนฮั่นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ กลับถูกทางรัฐบาลจับกุม แต่เนื่องจากเนี่ยเอ่อมีความมานะจึงทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันให้ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวออกฉาย หลังจากนั้นไม่นาน เพลงปลุกใจบทนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเหตุการณ์โค่นล้มเจียงไคเช็ก (蒋介石)และการต่อสู้เพื่ออธิปไตยของกองทัพปลดแอก (解放军建国) จนสามารถสถาปนาเป็นประเทศเอกราชที่ปกครองภายใต้ระบบสังคมนิยมในที่สุด
จวบจนปัจจุบัน ต้นเสาที่ใช้ในการเชิญธงชาติจีนขึ้นสู่ยอดบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินนั้นผ่านการบูรณะเพิ่มเติมเพียงครั้งเดียว กล่าวคือ เสาต้นเดิมที่เหมาเจ๋อตงเป็นผู้เชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 นั้น มีความสูงเพียง 22 เมตร ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 มีการซ่อมแซมเพิ่มเติม โดยเพิ่มความสูงขึ้นเป็น 32.6 เมตร เหตุที่มีการซ่อมแซมเพิ่มเติมนั้นเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ เสาต้นเดิมผ่านการใช้งานนานนับ 42 ปี จึงเกิดการสึกกร่อน ขณะเดียวกัน ช่วงเวลานั้น มีกลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่มีความโอ่อ่าและสูงตระหง่านอย่างหอประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติจีน (人民大会堂)พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (历史博物馆) และหอรำลึกเหมาเจ๋อตง (毛泽东纪念堂) ที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณจัตุรัสแห่งนี้ ส่งผลให้เสาเชิญธงต้นเดิมมีความสูงลดหลั่นจากสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างชัดเจน ไม่เข้ากับสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่เหล่านี้ เสาต้นใหม่ที่ผ่านการบูรณะสามารถแบ่งเป็น 3 ชั้น เริ่มจากการการปูหยกขาวที่มีความสูง 80 เซนติเมตร ล้อมรอบโคนเสาชั้นใน มีทางเดินเข้าออกด้านซ้ายและขวาที่มีความกว้างขนาด 2 เมตร ชั้นกลางปูด้วยหินลวดลายสีแดงล้อมบริเวณโคนเสาธงโดยรอบ มีความกว้าง 2 เมตรกว่า การใช้สีแดงเพื่อสื่อความหมายถึง “เลือดรักชาติของประชาชนชาวจีน” ชั้นนอกสุดเป็นพื้นสีเขียวที่มีความกว้าง 5 เมตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติภูมิแห่งมาตุภูมิ บริเวณทั้งสี่ด้านของแท่นเสาธงจะล้อมรั้วที่ทำด้วยทองเหลือง 56 อัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือร่วมใจของชาวจีนทั้ง 56 ชนชาติ ภายใต้ธงแดง 5 ดาวผืนนี้
|
|
|
||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||


