![]() |
เทศกาล บาหลี :Guru เที่ยว บาหลี
เทศกาลและงานประเพณีต่างๆ ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตคนบาหลี ทุกวัดจะมีงานฉลองทำบุญประจำปี (Odalan) อย่างน้อยปีละครั้ง โดยชาวลาหลีจะแต่งตัวแบบพื้นเมืองดั้งเดิมสวยงาม แล้วจัดเครื่องไหว้เครื่องบูชาไปวัดกันโดยฝ่ายหญิงจะเป็นคนทูนของไหว้ไว้บนศีรษะเนื่องจากมีวัดหลายร้อยวัดในบาหลี จึงไม่แน่ใจว่าในช่วงที่ไปเยือน ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของปี ก็จะมีงานฉลองทำบุญประจำปีของวัดใดวัดหนึ่งเสมอ
การกำหนดวันฉลองและเทศกาลต่างๆ ของบาหลีจะยึดปฏิทินตามจันทรคติ จึงทำให้วันสำคัญต่างๆไม่ตรงกับปฏิทินสากลในแต่ละปีควรสอบถามกันเป็นปีๆ ไปสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์การท่องเที่ยวบาหลี
เวันขึ้นปีใหม่ฮินดู นีเยปิ(Nyepi) เป็นวันที่ชาวบาหลีจะ “เข้าเงียบ” ไม่มีการประกอบกิจกรรมใดๆทั้งสิ้น ไม่มีการเดินทางคมนาคมไม่มีการก่อไฟหุงอาหาร และไม่มีการละเล่นบันเทิงสนุกสนามใดๆ โดยจะมีการทำบุญบูชาเทพต่างๆ กันตั้งแต่วันก่อนหน้า รวมทั้งมีการประกอบพิธีไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัยด้วย
วันกาลุงกัน (Galungun) เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่ธรรมะเอาชนะอธรรมได้ จะมีการตั้งเสาไม้ไผ่สูงตกแต่งด้วยทางมะพร้าวสานเป็นรูปต่างๆ สวยงามไว้หน้าบ้าน ตั้งศาลเพียงตาวางเครื่องไหว้สักการะสีสดใส ทั้งขนม ดอกไม้และผลไม้ที่ประตูบ้าน ให้บรรพบุรุษที่จะลงมาเยี่ยมจากสวรรค์ ช่วงเวลากาลุงกันจะนาน 10 วันมีงานฉลองและพิธีทุกวัน
วันคูนิงกัน (Kuningan) วันที่สิบของเทศกาล เป็นวันส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะมีการทำบุญให้ผู้ล่วงลับด้วย
วันสรัสวดี (Saraswat) เป็นวันฉลองเทวีแห่งความรู้และศิลปะ หรือ พระสุรัสวดีที่เรารู้จักกันนั่นเอง เป็นวันที่ทางวัดจะนำหนังสือธรรม ใบลานจารึก และคัมภีร์พระเวทย์มาทำพิธีสักการะบูชา
ส่วนงานพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนบาหลีคืองานเผาศพ จะเป็นงานที่ผู้ร่วมขบวนแห่งศพแต่งกายงดงามมีสีสัน บริเวณที่จัดงานเผาศพจะตกแต่งอย่างอลังการ และโลงบรรจุศพจะทำเป็นรูปสัตว์แต่งสีปิดทองสวยงาม ถ้าผู้ตายมีตำแหน่งหน้าที่หรือยศศักดิ์สูง โลงรูปสัตว์ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและหรูหรามากขึ้นตามไปด้วย
การแสดงและร่ายรำ
การร่ายรำและการแสดงต่างๆ มีบทบาทสำคัญในสังคมของชาวบาหลีมาเป็นเวลานานเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เช่น รามายณะ มหาภารตะ เป็นต้น
การร่ายรำที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และสามารถชมได้ทั่วไปในบาหลีมีดังนี้
เลกอง (Legong) เป็นการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงรังคสารืที่ถูกจับโดยกษัตริย์ลักษม์ทำให้พระเชษฐาของพระองค์คือเจ้าชายดาหาเสด็จมาช่วยและเกิดการต่อสู้กัน ลักษณะการรำงดงาม เชื่องช้า เนิบนาบ โดยใช้เด็กหญิง 3 คนเป็นตัวแสดง ซึ่งเด็กหญิงนั้นจะต้องมีหน้าตาสวยงามและถูกฝึกมาอย่างดี ผู้แสดงรำเลกองแบบดั้งเดิมนั้นจะต้องเป็นเด็กหญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนเท่านั้น ในอดีตนางรำเลกองมักจะกลายเป็นชายาของเจ้าเมืองหรือราชวงศ์เมื่อศิลปินผิวขาวเข้ามาก็มักนิยมใช้นางรำเลกองเป็นแบบในการวาดภาพหรือปั้นหุ่น แล้วก็ได้เป็นภรรยาในที่สุด
สังหยาง หรือ ระบำลุยไฟ (Sanghyang Trance Dance หรือ Fire Dance) เป็นการร่ายรำที่เกิดขึ้นด้วยการเชิญวิญญาณมาเข้าร่างของผู้รำ คล้ายการรำแม่ศรีของไทย โดยจะใช้เด็ก 2 คน ที่ไม่เคยเรียนรำมาก่อน แต่เมื่อร่างถูกเข้าทรงแล้วกลับร่ายรำได้และรำอย่างพร้อมเพรียงแม้จะปิดตายอยู่ ในบางครั้งจะเป็นระบำขี่ม้าลุยไฟการแสดงจะสิ้นสุดเมื่อนักบวชเป็นผู้ทำพิธีเชิญวิญญาณออกจากร่างทรง
ระบำบารอง (Barong & Rangda) เป็นการแสดงที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวเพราะมีการจัดให้ชมเป็นประจำ เรื่องราวจะเกี่ยวกับการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายดีและปีศาจบารอง ตัวแทนฝ่ายดีเป็นคนครึ่งสัตว์ ส่วนรังดาเป็นพ่อมดหมอผีฝ่ายอธรรม มีผู้แสดงประกอบเป็นสมุนของทั้งสองฝ่ายอีกหลายตัว ซึ่งจะต่อสู้กันจนฝ่ายธรรมะได้รับชัยชนะในที่สุด
ระบำคะชัก หรือ ระบำลิง (Kecak) ระบำคะชักนี้เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงที่สุดในบาหลี เป็นการตัดตอนมาจากรามายณะ (รามเกียรติ์) เล่าเรื่องราวของพระรามกับพลวานรที่ตามไปช่วยนางสีดาจากราวันนา (หรือทศกัณฐ์) ใช้คนแสดงเป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่แสดงเป็นพลลิงจะนุ่งผ้าตาหมากรุก เปลือยท่อนบน ทัดดอกชบาแดงข้างหูนั่งล้อมวงซ้อนๆกัน 4-5 ชั้น และโบกมือขึ้นลงโยกตัวไปมา ปากก็ร้องคะชัก คะชัก เป็นเสียงสูงต่ำแทนเครื่องดนตรีประกอบ โดยตัวเอกต่างๆจะเดินร่ายรำไปมาในวงตรงกลางระหว่างพลลิงเหล่านั้น
บาริส (Baris) เป็นการแสดงเกี่ยวกับการเตรียมตัวออกศึก ซึ่งใช้คนแสดงเป็นผู้ชายประมาณ 1-5 คนขึ้นไป ผู้รำจะแสดงออกถึงความรู้สึกขณะทำสงคราม เช่นโกรธ ฮึกเหิม หวาดหวั่น เศร้าสร้อย เป็นต้น ผู้ที่จะแสดงได้ต้องมีความสามารถสูง เนื่องจากต้องใช้สีหน้าท่าทางแสดงออกมาเพื่อสื่อให้ผู้ชมรู้สึกตามไปด้วย
ระบำผึ้ง (Oleg Tambulilingan) เป็นระบำที่สวยงาม สนุกสนาน ด้วยเป็นเรื่องราวของการเกี้ยวพาราสีของผึ้งหนุ่มสาวในสวนรักผู้แสดงระบำผึ้งฝ่ายหญิงจะต้องมีความสามารถมาก ทั้งรำสวยและแสดงออกอย่างยั่วยวนด้วยท่าทางและดวงตา
ระบำหน้ากาก (Topeng Dance) ที่บาหลีหน้ากากถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่สวมหน้ากากจะต้องสวมวิญญาณของหน้ากากนั้นๆ จะไม่มีบลพูดแต่แสดงออกด้วยท่าทาง คือใช้มือ ศรีษะ และร่างกาย มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนิยายหรือตอนใดตอนหนึ่งจากประวัติศาสตร์
เคบยาร์ (Kebyar) คือการร่ายรำผสมกับการเล่นดนตรี ผู้รำจะนั่งรำกับพื้น โดยมีฆ้องรางอยู่ตรงหน้า ทำการรำและเล่นฆ้องสลับกันไป โดยใช้พัดเป็นเครื่องประกอบการร่ายรำที่ใช้มือแสดงกับการเล่นตาที่เห็นได้อย่างเด่นชัด ผู้รำมักจะเป็นผู้ชาย
วายังกุลิต (Wayang Kulit) เป็นการแสดงหุ่นเชิดฉายเงาบนจอคล้ายหนังตะลุง ประกอบกับเครื่องดนตรี 4 ชิ้น เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาของชาวชวาและชาวบาหลี ใช้หุ่นกว่า 60 ตัวผู้ที่พากย์ขะต้องมีความชำนาญในการใช้ภาษาเนื่องจากฝ่ายดีจะใช้ภาษากาวีซึ่งเป็นภาษาโบราณในขฯที่ฝ่ายผู้ร้ายจะใช้ภาษาบาหลีระดับง่ายๆ ดังนั้นผู้พากย์จึงต้องมีความสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ภาษา
กาเมลัน (Gamelan) วงดนตรีพื้นเมืองของบาหลี เครื่องดนตรีส่วนใหญ่เป็นเครื่องตีที่ทำจากทองเหลือง นักดนตรีมักเป็นผู้ชายล้วนแต่เป็นผู้หญิงล้วนก็มี โดยชายและหญิงจะไม่เล่นดนตรีร่วมวงกัน
ตามโรงแรมชั้นหนึ่งจะมีการแสดงระบำต่างๆให้ชม นอกจากนั้นตามย่านท่องเที่ยวโดยเฉพาะอูบุด จะมีการจัดแสดงระบำต่างๆ ที่วังประจำเมืองหมุนเวียนกันไป โดยต้องเสียค่าเข้าชมด้วย สอบถามวัน เวลา และสถานที่จัดแสดงที่แน่นอนได้จากโรงแรมที่พักหรือสำนักงานท่องเที่ยว
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||


