เที่ยวตามไลฟ์สไตล์ ไหว้พระ, ประวัติศาสตร์ ไต้หวัน :Guru เที่ยว ไต้หวัน

View: 113 update:2012-01-19 13:19:13 แก้ไข


จังหวัดหนานโถว

บึงรื่อเยว่ ศาลเจ้า วัดวา ป่าปลูก และไร่ชาเป็นจุดเด่นของหนานโถวจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของเกาะไต้หวัน  หนานโถวเป็นจังหวัดทางตอนกลาง มีเมืองผูหลี่ ตั้งอยู่กึ่งกลางเกาะไต้หวันพอดี ตำแหน่งที่เป็นจุดกึ่งกลาง มีอนุสาวรีย์ (ไถวานตี้หลี่จงซินเปียว) เป็นหลักปักไว้ให้เห็นในเขตตัวเมืองซีกตะวันออกเฉียงใต้ และมีบันไดทอดขึ้นไปหา

                ทั่วทั้งไต้หวันยกย่องให้ผูหลี่เป็นเมืองแห่งสาวงามน้ำใส ทางรอบนอกของตัวเมืองมีศาสนสถานขนาดใหญ่อยู่หลายแห่ง หนึ่งนั้นคือศาลเจ้าพ่อหลักเมือง(เฉิงหวงเหมี่ยว)ที่สร้างขึ้นในปี 1924 ตั้งอยู่กลางดงปาล์ม ละแวกใกล้เคียงมีทางแยกยาว 3 กิโลเมตรพาตัดขึ้นหุบเขาไปหาบึงหลีฮื้อ (หลี่อวี๋ถาน) ที่มีบรรยากาศสงบเงียบ เหมาะแก่การมาปิกนิก ชาวบ้านแถบนี้มีอาชีพเพาะเห็ดที่ใช้เป็นอาหาร และยารักษาโรค

บึงรื่อเยว่ (รื่อเยว่ถาน/บึงสุริยัน-จันทรา)

                บึงรื่อเยว่ ซึ่งเป็นที่ฮันนีมูนยอดนิยมของคู่แต่งงานใหม่ บึงน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตเชิงเขาซีกตะวันตกของเทือกเขาจงหยาง สูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นมา 750 เมตร แวดล้อมด้วยขุนเขาดงดอยและป่าไม้เมืองร้อน ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และเก็บกักน้ำจนมีระดับสูงขึ้นจากเดิม บึงรื่อเยว่เคยเป็นบึงน้ำใหญ่ที่แยกออกจากกันสองบึง คือ บึงสุริยันกับบึงจันทรา ภายใต้เวิ้งฟ้ากระจ่าง เวิ้งน้ำสีเขียวคราม ขุนเขาขจี และสายหมอกที่ลอยละล่องคือมนต์ดลใจคู่ฮันนีมูนกับคู่รักที่มุ่งหน้ามายังที่นี่ให้เคลิบเคลิ้มอยู่ในภวังคืแห่งความสุขสมหวัง

                อาณาบริเวณแถบนี้เคยเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าเซ่า ผู้ตั้งหมู่บ้านอยู่ตามไหล่เขาระหว่างบึงสุริยันกับบึงจันทรามาแต่เดิมหลังจากญี่ปุ่นสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ แอ่งด้านล่างก็ถูกน้ำท่วมจนมิด เหลือแต่สุสานบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวเผ่าเซ่าเท่านั้นที่ยังฑโผล่พ้นน้ำอยู่ ทางการได้ย้ายหมู่บ้านไปอยู่ยังฝั่งตะวันตกและเมื่อรัฐบาลกั๋วหมินตั่งตัดสินใจเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น ชาวเซ่าก็ต้องย้ายที่อีกครั้ง โดยขยับขึ้นมายังที่ซึ่งอยู่กันในปัจจุบัน

                ศาลเจ้าในลัทธิเต๋า

                การเที่ยวชมบึงรื่อเยว่ เริ่มต้นที่โรงแรมไชน่าทรัสต์ซันมูนเลค ซึ่งอยู่บนตลิ่งสูงเหนือถนนที่มุ่งตะวันออก อ้อมโค้งลงใต้ จะพาคุณผ่านไปสู่ศาลเจ้าเหวินอู่ (เหวินอู่เมี่ยว) ขึ้นบูชาขงจื๊อกับสองแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่างกวนอูและเยว่เฟย โดขขุดเจาะเข้าไปในเนินเขาเป็นสามขั้นด้วยกัน ที่ปากทางเข้ามีสิงโตศิลาคู่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเฝ้าพิทักษ์ แนวระเบียงต่างศิลาสองบาน สลักเสลาเป็นรูปมังกรและพยัคฆ์นูนเด่นออกมา ด้านหลังเป็นลานสำหรับทัศนียภาพของบึงน้ำ เพราะอยู่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหวในเดือนกันยายน 1999 วัดแห่งนี้จึงได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เป็นที่เรียบร้อย

                หอบูชาชั้นบนทางด้านกลังเป็นศาลบูชาขงจื๊อ ภายในตกแต่งด้วยภาพจากนิทานในยุคก่อนหน้าที่พุทธศาสนาจะแพร่มาสู่จีน ศาลเจ้าแห่งนี้บ่งนัยอยู่กรายๆ ว่าพู่กันเหนือศาสตราวุธ ดังจะเห็นได้จากการที่ศาลบูชาเทพแห่งสงครามตั้งอยู่ต่ำกว่าศาลบูชาขงจื๊อ ภายในมีรูปปั้นเทพเจ้าแห่งสงครามทั้งสอง คือ กวนอูหน้าแดง (ตำนานกล่าวอ้างว่าท่านเก่ง คนที่มากราบไหว้บูชาจึงเป็นพ่อค้านักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่) กับเยว่เฟยหน้าขาว (เป็นสมัยราชวงศ์ซ่ง ตั้งใจรบทัพจับศึกเพื่อยึดดินแดนคืนจากพวกมองโกล แต่ก็ไม่ได้ดังใจหวัง)

                ศาลเจ้าเหวินอู่มีแผนผังที่สลับซับซ้อน ประกอบด้วยศาลาและหอบริวารมากมายถึงกันด้วยทางเดินและบันได ด้านนอกประดับบอนไซ ไม้ดอกเมืองร้อน และไม่พุ่มที่ตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ ที่ประตูทางเข้ามีรูปเทพเจ้าสูง 4.5 เมตร สลักขึ้นจากไม้และทาสีอย่างสวยงาม

                ถัดมาบนถนนสายเดียวกัน จะเห็นรูปหล่อสำริดของเจียงไคเช็กยืนทอดสายตามองข้ามทะเลสาบไปยังเจดีย์ลูกกตัญญู (ฉือเอินถ่า) มุ่งหน้าต่อมา ยังมีหมู่บ้านชาวเขาเต๋อฮว่าเซ่อเก่าวึ่งปัจจุบันได้ถูกส่งมอบคืนให้กับชนเผ่าเซ่าในฐานะที่เป็นแผ่นดินของปู่ย่าตายาย บ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายนั้นออกแบบโดยสถาปิกอาสาสมัคร และมุ่งสะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่านี้เป็นหลักที่นี่มีศูนย์นักท่องเที่ยวให้เข้ามาซื้อหางานหัตถกรรมและชมการร้องเล่นเต้นรำของเซ่าด้วย

                พระธาตุศักดิ์สิทธิ์

                ไม่ไกลจากริมบึงด้านใต้สุด จะพบวัดเสวียนจ้าง (เสวียนจ้างซื่อ) ตั้งเด่นอยู่บนเขาลูกหนึ่ง วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระธาตุอันล้ำค่าโดยเฉพาะ

                ชาวพุทธผู้ศรัทธาแก่กล้าเชื่อกันว่า หินก้อนเล็กๆ ที่มีรูปทรงสัณฐานคล้ายเนื้อในของเมล็ดผลไม้ (พบอยู่กลางกองเถ้าอัฐของพระภิกษุในพุทธศาสนาและนักพรตในลัทธิเต๋าหลังพิธีฌาปนกิจผ่านพ้นไป) คือพระธาตุศักดิ์ที่อุบัติขึ้นด้วยบุญฤทธิ์จากการมุ่งบำเพ็ญสมาธิและฝึกฝนจิตใจมาชั่วชีวิต พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านั้นมีลักษณะคล้ายกรวดก้อนเล็กๆ มีสีขาวและดำ นับรวมได้ 12 ถ้วย บางส่วนถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ด้วย กล่าวกันว่าเอาไฟเผาก็ไม่ไหม้ เอาค้อนเหล็กทุบก็ไม่แตก

ความพิเศษพิสดารของพระธาตุ

เล่ากันว่าพระธาตุเหล่านี้มีฤทธิ์วิเศษ นั่นคือการที่พระธาตุเหล่านี้ไม่เคยมีขนาดคงที่เลย แต่จะขยายขึ้น

 หดเล็กลง และแยกเป็นพระธาตุอีกองค์เสมอขึ้นอยู่กับว่ามีคนมาสวดมนต์บูชากันมากน้อยขนาดไหน โดยปัจจุบันวัดเสวียนจ้างมีพระธาตุทั้งสิ้นเจ็ดองค์ ประดิษฐานอยู่ในสถูปทองคำประดับอัญมณีบนแท่นบูชาของวิหารใหญ่(ผู้ดูแลบอกว่าระยะหลังมีคนมาสักการบูชากันน้อย พระธาตุองค์หนึ่งจึงเริ่มหดเล็กลงและอาจหายไปเลยก็ได้)

ภายในวิหารใหญ่ยังมีพระนอนกับรูปสลักพระภิกษุเสวียนจ้างที่เป็นผู้อันเชิญพระไตรปิฎกมาจากเมืองจีนและเป็นที่มาของวรรณกรรมคลาสิกเรื่องไซอิ๋วของจีนอีกด้วย และพระภิกษุรูปเองที่เป็นผู้ทำให้พุทธศาสนาแพร่หลายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ชั้นสองของวัดเสวียนจ้างมีศาลที่สร้างขึ้นบูชาเจ้าแม่กวนอิมที่ชาวไต้หวันเลื่อมใสศรัทธากันมาก ส่วนชั้นสามมีเจดีย์ทองเล็กๆอีกองค์หนึ่งซึ่งบรรจุอัฐิของพระภิกษุเสวียนจ้างเอาไว้เชื่อกันว่าเป็นชิ้นส่วนของกะโหลกศีรษะที่พวกญี่ปุ่นฉกฉวยเอาไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ป 1955 ทางญี่ปุ่นได้มอบหมายให้พระรูปหนึ่งนำอัฐิธาตุมาส่งคืนตามคำขอของเจียงไคเช็ก(มีการตรวจพิสูจน์และยืนยันว่าเป็นของจริงแท้แน่นอน) พอส่งมอบให้ถึงมือผู้รับพระรูปนี้ก็มรณภาพทันที ทางวัดจึงเก็บอัฐิไว้ในสถูปไม้ที่ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียง

                 วัดเสวียนกวง

                  แหล่งท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายบนเส้นทางนี้คือ  วัดเสวียนกวง (เสวียนกวงซื่อ) ตัววัดตั้งอยู่ริมบึงถัดลงมาด้านล่างเป็นท่าเรือที่คุณสามารถเช่าเรือพายหรือเรือยนต์ออกไปเที่ยวรอบๆเกาะลาหลู่ เพราะไม่อนุญาตให้คนนอกขึ้นมาบนเกาะ รอบๆเกาะมีสวนผักลอยน้ำบนแพให้แวะชิมอาหารแบบชาวบ้านๆซึ่งปรุงขึ้นจากวัตถุดิบในละแวกนี้

อาหารจานเด็ดในเขตบึงรื่อเยว่คือปลาหลีฮื้อสดๆ เนื้อหวานอร่อย ซึ่งบึงแห่งนี้มีปลาหลีฮื้อพันธุ์พิเศษที่เจียงไคเช็กชื่นชอบมากจึงเรียกกันว่าปลาประธานาธิบดี ถึงเรียกกันว่าปลาประธานาธิบดี ถึงจะไม่ค่อยมีเนื้อ แต่รสชาตินั้นดีเยี่ยม นอกจากปลาหลีฮื้อแล้วร้านอาหารส่วนใหญ่แถวนี้ยังมี “ของป่า” ให้กินอีกหลายอย่าง แต่ในสมัยนี้ของป่าไม่ได้หมายถึงสัตว์ป่าหรือพืชผักที่ได้มาจากป่าจริงๆเหมือนสมัยก่อน แต่หมายถึงของสด


ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0


ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0
เลือกทัวร์แนะนำ