เยือนสุราบายาดินแดนแห่งภูเขาไฟโดยพี่ฝน :Guru เที่ยว อินโดนีเซีย

View: 167 update:2011-11-10 15:29:26 แก้ไข

เยือนสุราบายา (Surabaya) ดินแดนแห่งภูเขาไฟ  By P' Namfon
       ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พี่ฝนได้มีโอกาสไปประชุมที่เมือง ?สุราบายา? (Surabaya) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะชวา (Java Island) ประเทศอินโดนีเซีย ...ประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในโลก และพี่ฝนก็ได้ไปแวบไปเที่ยวบ้าง เพื่อเก็บมาเล่าให้พวกเราฟัง
       พี่ฝนใช้เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน การูด้า อินโดนีเซีย (Garuda Indonesia Airlines) ทั้งหมด 3 ชั่วโมงครึ่ง และพี่ฝนก็ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่จาการ์ต้า ไปสุราบาย่า ใช้เวลาอีก 1ชั่วโมงกว่าๆ เธอบอกพวกเราว่า มันสะดวกสบายมาก และไม่ยุ่งยากเลย เพราะเขาจะออกบัตรที่นั่ง (ฺBoarding Pass) ให้เรา 2 ใบ คือจากกรุงเทพฯ-จาการ์ต้า และ จาการ์ต้า-สุราบายา เราจึงไม่ต้องไปเช็คอินใหม่ที่สุราบายาค่ะ
       ถึงสุราบาย่าก็มืดแล้ว จึงเดินทางเข้าโรงแรมเลย ... ระหว่างทางจากสนามบินไปยังสุราบายา...ใช้ถนน By Pass นอกเมือง ซึ่ง 2 ข้างทางยังเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีบ้านคนบ้างประปราย ไม่ถึง 20 นาที ก็ถึงตัวเมืองสุราบายา... คนขับพาเราลัดเลาะเข้าซอยเล็ก..ซอยน้อย มีโรงงานต่างๆ อยู่ทั่วไปในเมืองสุราบาย่า...อย่างที่บอกว่า สุราบายา เป็นเมืองที่สำคัญทางเศรษฐกิจอันดับ 2 รองจากจาการ์ต้า ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ จึงมีโรงงานต่างๆ มากมาย ตั้งอยู่ในเมืองสุราบายานี้ ไม่กี่อึดใจ ก็ถึงโรงแรมที่พักแล้ว ... คืนนี้พี่ฝนได้พักที่โรงแรม Sherator Surabaya Hotel เป็นโรงแรมหรู 5 ดาวที่ตั้งอยู่กลางเมืองสุราบายา (ทางคนที่เชิญไปประชุมเค้าจัดให้.....ไฮโซสุดๆ)
หมดการประชุม ก็เที่ยวแต่เช้าเลย
เริ่มจากการเที่ยวชมเมืองสุราบายาก่อนเลย.... Let ' s Go>>
      เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ยาสูบ ?House of Sampoerna? ตั้งในย่านธุรกิจของสุราบายา .... เป็นโรงงานทำบุหรี่เก่าแก่ ซึ่งเขาภูมิใจนำเสนอนักหนาว่า ที่นี่มวนบุหรี่ด้วยมือคน และคนที่ไปเห็นต้องประหลาดใจมาก ที่เห็นคนงานมวนบุหรี่ได้เร็ว จนแทบจะจับภาพไม่ทัน ด้านในยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงถึงวัตถุดิบ, อุปกรณ์ ที่ใช้ในการผลิตยาสูบในสมัยก่อน และยังจัดแสดงสินค้ายาสูบ, บุหรี่ ยี่ห้อต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้น โดยโรงงานแห่งนี้ตั้งแต่ปี 1858 พี่ฝนเก็บรูปมาฝากด้วยนะ (แต่เขาห้ามถ่ายนะ) V[^ ^]!! )




ออกจากที่พิพิธภัณฑ์...เราก็มุ่งหน้าสู่  ?อนุสรณ์สถานเรือดำน้ำ?   >>
      เป็นเรือดำน้ำที่สั่งต่อมาจากรัสเซีย เคยประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซีย จนถึง ค.ศ.1991 ก็ปลดระวาง แล้วจึงนำมาสร้างเป็นอนุสาวรีย์ตั้งในเมืองสุราบายา เราสามารถเข้าไปชมด้านในเรือดำน้ำได้ด้วย ... มีไกด์หนุ่ม (ใหญ่) คอยบรรยายให้ฟังด้วยนะคะ
สู่เมืองโตสารี
     ออกจากเมืองสุราบายา แล้วเดินทางขึ้นเขาเป็นเส้นทางคดเคี้ยว สู่เมืองโตสารี บนเขาสูงอากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ระดับความสูงน่าจะมีอยู่ประมาณพันกว่าเมตรจากระดับน้ำทะเล สองข้างทางก็พบการทำเกษตรพืชเมืองหนาว มีการต้นหอม ผักกาด กะหล่ำ และผลไม้เมืองหนาว พืชผักแถวนี้คงอุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นดินจากเถ้าภูเขาไฟ ชาวบ้านจึงมาตั้งรกรากทำมาหากิน โดยไม่เกรงกลัวภัยพิบัติธรรมชาติแต่อย่างใด....
      โดยปกติแล้ว การเดินทางไปชมภูเขาไฟโบรโม่นั้น จะนิยมไปพักในบริเวณหมู่บ้านโตสารี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพีนันจากันเพื่อที่ตอนเช้ามืด จะได้เดินทางสู่จุดชมวิวบริเวณยอดเขาพีนันจากัน ซึ่งเป็นจุดชมวิวภูเขาโบรโม่ที่สวยงามสุดยอดที่สุด ... อากาศบริเวณที่เราพักหนาวมากๆ ...ทางไกด์หนุ่มของเราบอกว่า ...ที่ว่าหนาวแล้ว ตอนขึ้นไปที่จุดชมวิวพรุ่งนี้เช้า จะหนาวกว่าอีกมาก....
ได้เวลาที่ได้สัมผัสกับความงามสุดจะบรรยายแล้ว .....
     ประมาณตี 3 รถจี๊ปก็มารับเราขึ้นไปยังจุดชมวิว ยอดเขาพีนันจากัน โดยรถจี๊ปได้วิ่งขึ้นไปยังขอบปล่องภูเขาไฟ ระหว่างทางก็พบรถจี๊ปอีกมากมายต่างมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยผ่านเส้นทางที่สูงชัน คดเคี้ยว ถนนก็แคบ รวมระยะทางแล้วก็ประมาณสัก 10 กม. .... ซึ่งเราขึ้นไปถึงยอดเขาเป็นคันแรกๆ เลย ..... แต่อีกไม่ถึง 20 นาที.... ก็ตามมาอีกเพียบ.... เราจึงชักชวนกันเดินไปยังจุดชมวิว เพื่อจับจองจุดที่นั่ง ที่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้ชัดและสวยที่สุด.... แต่เท่าที่ดูแล้วเนี่ย ... ถ้าเรานั่ง ก็จะไม่ได้เห็นแน่เลย เพราะคนเยอะมากๆ ส่วนใหญ่ก็จะไปยืนกันตรงด้านหน้าสุด ที่เป็นริมหน้าผาเลย (มีรั้วกั้น) ....ก็เลยตัดสินใจ ไปยืนดีกว่า ถึงแม้ว่ามันจะหนาวสุดๆ ก็ตาม ลมก็แรงมากๆ....ก็คิดอยู่ในใจ...เอาน่า... ครั้งหนึ่งในชีวิต !!!
      บริเวณจุดชมวิว มีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย....มีชาร้อน, กาแฟ, โอวัลติน, บะหมี่ ให้ทานคลายหนาวด้วย ของที่ระลึก, ถุงมือ, ผ้าพันคอ, เสื้อยืด ก็มีให้เลือกซื้อเป็นที่ระลึกด้วย .... สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับกับความหนาวเกือบ 0 องศา ...เค้าก็มีเสื้อหนาวให้เช่าด้วยนะ


 


 
      หลังจากดื่มด่ำเต็มอิ่มกับบรรยากาศ อันสุดเกินจะพรรณนาแล้ว....เจ้ารถจี๊ปคันเดิมก็พาเรากลับลงสู่แอ่งทะเลทรายเพื่อขึ้นไปสู่ยอดเขาโบรโม่.....เราลงมาเกือบเป็นกลุ่มสุดท้ายเลย เพราะมัวแต่ดื่มด่ำบรรยากาศกันอยู่ ... เมื่อลงมาถึงผืนทะเลทรายด้านล่างบริเวณเชิงภูเขาไฟโบรโม่แล้ว .....คนขับรถ ก็จอดให้เราลงบริเวณลานจอดรถ ซึ่งจะมีรั้วกั้นไม่ให้รถยนต์วิ่งเข้าไปใกล้บริเวณภูเขาไฟ ...ซึ่งบริเวณรั้วกั้นนี้นั้น เป็นจุดชุมนุมชาวอาชาไนย คือ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าขึ้นไปยังขอบปล่องภูเขาไฟโบรโม่ หรือจะขี่ม้าขึ้นไปก็ได้ ราคาอยู่ในช่วง 50,000-60,000 รูเปียส (ประมาณ 200 บาท) เจ้าม้าหนุ่มก็จะพาเราไปจนถึงเชิงเขาโบรโม่ ... จากนั้นเราก็จะต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกประมาณ 250 ขั้น เพื่อขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ ที่กำลังพ่นควันผุยๆ อยู่นั้นเอง 


 
ส่งท้ายความประทับใจ
      ถ้าพูดถึงภูเขาไฟโบรโม่แล้ว ความรู้สึกก็คงเหมือนเราได้ไปชมกับธรรมชาติที่ได้สรรค์สร้าง ความงามมาให้ทุกคนได้เข้าไปเยี่ยมชมและสัมผัสกับบรรยากาศความหนาวเย็น ของภูเขาไฟที่ได้หลับใหลไปนานแล้ว และยังทำให้เข้าใจวิถีชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองสุราบายาอีกด้วย ว่าสภาพความเป็นอยู่ท่ามกลางหมู่เขาและอากาศที่เหน็บหนาวว่าเขาดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ในเมืองสุราบายานอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีเศรษฐกิจที่น่าติดตามอีกด้วย เพราะเมืองสุราบายาเป็นเมืองเอกของชวาตะวันออก เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับ 2 ของอินโดนีเซียเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ยังมีอยู่ให้เห็นที่ ?ภูเขาไฟโบรโม่?

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0


ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0
เลือกทัวร์แนะนำ