ไหว้พระ, ประวัติศาสตร์ อินเดีย :Guru เที่ยว อินเดีย

View: 114 update:2011-11-21 11:29:22 แก้ไข

วัดกุสินารา เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ อยู่ตรง


ข้ามฝั่งแม่น้ำคู่กับเมือง ปาวา เป็นที่ตั้งของ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธป


รินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้ากุสินาราจัดเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 4 ใน 4


สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่เสด็จดับ ขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่


ตำบลมถากัวร์ อำเภอกุสินคร หรือกาเซีย หรือ กาสยา (Kushinaga; Kasia; Kasaya) ในเขตจังหวัดเทวริยา


(Devria; Devriya) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สาลวโนทาย สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาถากุนวะระกาโกฏ (Matha-Kunwar-Ka-Kot) ซึ่งแปลว่า ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ ปรากฏตามคัมภีร์ว่า เมืองนี้เคยเป็นที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ เป็นที่เกิดบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์หลายครั้ง เคยเป็นราชธานีนามว่ากุสาวดี ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ์


ปัจจุบันกุสินารา มีอนุสรณ์สถานที่สำคัญคือสถูปใหญ่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้และบรรจุพระ


บรมสารีริกธาตุ วิหารปรินิพพานซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพานอยู่ภายในและมีซากศาสนสถานโบราณโดยรอบมากมาย


วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ตั้งอยู่ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปี


พ.ศ. ๒๕๓๗ ภายใต้ดำริของพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ โดยมีพระราชรัตนรังษี (ประธาน


สงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จสมบูรณ์ใน ปี พ.ศ.๒๕๔๒ ด้วยแรงศรัทธา


ของคณะสงฆ์ไทย คณะพุทธบริษัทชาวไทย และชาวพุทธในประเทศอินเดีย พร้อมใจกันสร้างขึ้น ณ เมืองกุสิ


นารา อันเป็นสังเวชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการฟื้นฟู


พระพุทธศาสนาคืนสู่มาตุภูมิ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และเฉลิมพระ


ชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา


Pareshnath Jain วัดที่ Kolkata (Calcutta), West เบงกอล, ถูกสร้างขึ้นใน 1,867 โดยเรย์ Badridas Bahadur, คลั่งศาสนาศิลปะ. วัดนี้มีชื่อเสียงตั้งอยู่เหนือฝั่งตะวันออกของเมือง. นี้เป็นสถานที่สักการะบูชาที่รู้จักกันดีสำหรับคนที่ศรัทธาในศาสนาเชน สถาปัตยกรรมของวัดนี้เป็นเพียงน่าพิศวงและหน้าต่างในวัดนี้ทำกระจกหุง. การออกแบบภายในและภายนอกมีความประทับใจที่มีน้ำพุและสวนที่จัดสวยงาม. มีกระแสเล็กๆในสวนที่ให้ดูคมเป็น


ยังพื้นวัดเป็น paved ด้วยหินอ่อน. สถานที่นี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเบงกอลตะวันตก. คุณสามารถไปที่วัดนี้ระหว่าง 6.00 น. และ 12:00 และ 3:00 และ 7:00 วัน 


วัดไทยพุทธคยาเป็นวัดทีได้รับการสร้างขึ้นด้วยมติของรัฐบาลไทย สมัยนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงคราม  เนื่องจากในปี พ.ศ.2500 (ใครเกิดทันมั่งนี่) นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ฯพณฯ ยาวหร์ลาล เนห์รู ได้มีนโยบายให้ประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือพุทธศาสนาเข้ามาสร้างวัดของประเทศของตรที่พุทธคยา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่พุทธศาสนามีอายุได้กึ่งพุทธกาล คือ 2,500 ปี


วัดไทยพุทธคยาจึงถือเป็นวัดไทยแห่งแรกที่สร้างที่สร้างขึ้นในประเทศอินเดีย และต่างประเทศ โดยมีการจำลองรูปแบบพระอุโบสถ รวมถึงพระพุทธชินราช (จำลอง) ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารวัดที่ชื่อว่ามีพระอุโบสถวยที่สวยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานนริศรานุติวงศ์  วัดไทยพุทธคยาสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2503 และผู้ที่มีส่วนสำคัญในการก่อสร้างวัดไทยพุทธคยามากที่สุดก็คือ หลวงพ่อสุเมธาธิบดี (อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ กรุงเทพมหานคร) ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่นานกว่า 20 ปี


พระอุโบสถ จำลองแบบมาจากพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ประเทศไทย แต่ไม่ได้สร้างกำแพงแก้วล้อมด้านหลัง พระประธานในพระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะทางด้านทิศตะวันออกไม่ได้ติดถนนใหญ่ จึงหันหน้าออกทางทิศเหนือ เพื่อให้ชาวอินเดียและพุทธศานิกชนจากชาติต่างๆ เข้านมัสการได้สะดวก ภายในพระอุโบสถ มีภาพวาดชาดกเรื่อง พระมหาชนก ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 


พระประธานภายในพระอุโบสถ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธชินราชจำลอง พระบาทสมเด็จพระ


เจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานในการเททองหล่อ ณ วัดเบญจมบพิตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน


นามว่า "พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย" มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพู


ทวีปให้เกิดสุข" ท่านจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและผู้


บัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา โดยเครื่องบิน C 130 ของกองทัพ


อเมริกา สมัยที่มาทำสงครามเวียดนาม เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ทุนทรัพย์ในการสร้างพระประธานและ


ค่าพาหนะขนส่งจำนวน 650,000 บาท โดยเครื่องบิน C 130 เริ่มแรกนั้นต้องลงจอดที่เมืองกัลกัตตา เมื่อทำพิธี


ศุลกาการ แต่เมื่อบินออกจากเมืองไทยแล้ว นักบินถึงแม้จะตั้งเข็มการบินไปที่เมืองกัลกัตตา แต่ไม่สามารถบิน


ไปกัลกัตตาได้ จึงเปลี่ยนทิศทางการบินมาที่พุทธคยา โดยตรง ปรากฏว่า สามารถบินได้อย่างสะดวก เป็นพุทธ


ปาฏิหารย์ที่ปรากฏต่อสายตานักบินอเมริกา


อาคารรองรับผู้แสวงบุญชาวไทย มีจำนวน 2 หลัง ลักษณะ 2 ชั้น เพื่อเป็นที่พักของพุทธบริษัทชาวไทยที่เดินทาง


มานมัสการพุทธสังเวชนียสถาน แสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย


ผู้แสวงบุญที่ประสงค์จะพักที่วัดไทยพุทธคยา ในระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม ต้องแจ้งให้ทางวัดทราบล่วงหน้า  


ประมาณ 2-3 เดือนก่อนการเดินทาง พร้อมระบุจำนวนผู้เข้าพัก วันเวลาที่จะเข้าพัก


วัดเจ้าแม่กาลี (Kalighat’s Kali Temple) เทวาลัยของที่นี้มีลักษณะเป็นศิลปะแบบเบงกอลสมัยกลาง สร้างเลียนแบบกระท่อมที่มุงด้วยแฝกสมัยโบราณของอินเดีย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 75 ฟุต สูง 90 ฟุต ภายในมีรูปปั้นของเจ้าแม่กาลีสร้างด้วยหินอ่อนสีดำ มีลักษณะเป็นเทวะรูปปางดุร้าย ประทับอยู่บนหินแกรนิตสีแดง พระพักตร์เป็นรูป สามเหลี่ยม ตาโตลุกวาว มือ ลิ้น คิ้ว และส่วนอื่นๆ  ทำด้วยทองคำมีตา สามตา แลบลิ้นยาวเหยียด ประหนึ่งว่ากำลังเลีย เลือด (แพะรับบาป) ที่คนเอามาเซ่นไหว้และบูชายัญ อาภรณ์ที่ประดับร่างกายก็ล้วนแต่น่ากลัว เช่น ใช้ศพประดับเป็นต่างหู ใช้กะโหลกมนุษย์ร้อยประดับเป็นสร้อย มีสี่มือมือหนึ่งถือหัวอสูร เท้าทั้งสองเหยียบอยู่บนร่างของพระศิวะ (ผู้เป็นสวามี) มือหนึ่งถือมีดอีโต้ที่มีเลือดอาบแดงฉาน 


วัดพระศรีมหาโพธิ์


พุทธคยา เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาพุทธเจ้า โดยมีต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้แห่งการตรัสรู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งนี้รวมทั้งหมด ๔ มีต้น และทั้ง ๔ ต้นนี้ได้เจริญเติบโตทดแทนกันมาเรื่อยๆ จากที่เดิมและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน นับเป็นอนุสรณ์สถานที่มีคุณค่า ของชาวพุทธและมวลมนุษยชาติทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันพุทธคยาได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๕๔๕


ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่หนึ่ง เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระองค์ได้รับการถวายหญ้ากุสะจำนวน ๘ กำ จากโสตถิยะพราหมณ์เพื่อปูเป็นที่ประทับเมื่อใกล้รุ่งของวันเพ็ญ เดือน ๖ จึงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระองค์ตรัสว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้แทนพระพุทธองค์ หากใครได้ไหว้ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เท่ากับว่าได้ไหว้สักการะพระพุทธองค์ และหลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากราบไหว้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นจำนวนมาก สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมากเช่นทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาจำนวนถึง ๘๔๐๐๐ องค์ ซึ่งทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สนพระทัยในความสุขส่วนพระองค์เหมือนเช่นเคย ว่างเว้นจากราชกิจก็มาปฎิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่กลับวังที่ประทับจึงเป็นเหตุให้เหล่านางสนมทั้งหลายต่างพากันโกรธแค้น อิจฉาต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระมเหสีองค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอโศกมหาราชนามว่า มหิสุนทรี ได้สั่งสาวใช้ให้นำยาพิษ และน้ำร้อนแอบไปรดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์จนทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตายไปในที่สุด การตายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเสียพระทัยมาก ทรงรับสั่งให้ใช้น้ำนมโค ๑๐๐ หม้อ ไปรดที่บริเวณรากของต้นโพธิ์ และทรงอฐิษฐานพร้อม กับการสักการะก้มกราบพระองค์ทรงมีพระราชปรารภว่า หากแม้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่แตกหน่อ ขึ้นมาแล้วไซ้ร์จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด ด้วยพุทธานุภาพและพระราชศรัทธาอันแรงกล้าแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่อขึ้นมาใหม่ พระองค์ดีพระทัยเป็นอันมากจึงสั่งให้ก่อกำแพงล้อมรอบ เพื่อป้องกัน อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับต้นโพธิ์อีกต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สอง ถือเป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นแรก และการที่พระเจ้าอโศกได้เผยแผ่ พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จึงมีการนำต้นโพธิ์ไปปลูกในประเทศต่างๆ เช่น พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระเดินทางมา ยังดินแดนสุวรรณภูมิ และพระมหินทเถระ สังฆมิตราเถรีเดินทางไปยังศรีลังกา โดยพระภิกษุเหล่านี้ได้นำต้นโพธิ์หรือกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปด้วย


ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สอง ถูกทำลายอีกครั้งในสมัยพระเจ้าสาสังการ แห่งฮินดู ซึ่งครองเมืองเบงกอล พระเจ้า สาสังการเกิดแข็งข้อต่อพระเจ้าปรณวรมา จึงรับสั่งให้ตัดต้นและขุดรากต้นโพธิ์ใช้ฟางอ้อยสุม ใช้น้ำมันราด และเผาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีอายุราว ๘๗๑-๘๙๑ ปี เจ็ดวันหลังจากนั้น พระเจ้าสาสังการทรงอาเจียนเป็น พระโลหิต และสิ้นชีพตักษัยที่พุทธคยา ซึ่งพระเจ้าปรณวรมาเสด็จมาพอดี จึงตีทัพของเบงกอลแตกพ่ายไป และทรงให้ชาวบ้านรีดนมโค ๑,๐๐๐ ตัว เอาน้ำนมที่ได้เทราดบริเวณต้นโพธิ์ที่ถูกเผา พระเจ้าปรณวรมา ทรงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้นพร้อมอฐิษฐานตามแบบพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่อขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง


ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สาม ในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม หัวหน้าคณะสำรวจพุทธสถานในช่วงอังกฤษปกครองอินเดียได้เดินทางไปที่พุทธคยาเป็น ครั้งที่สอง พบว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ทรุดโทรมมาก ประชาชนชาวฮินดูในบริเวณนั้นได้ตัดกิ่งก้านไปทำเชื้อเพลิง และในปี พ.ศ. ๒๔๒๑ ต้นพระศรีมหาโพธิ์เบียดกับเจดีย์พุทธคยาได้ล้มลงไปทางทิศตะวันตกและตายไปเอง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามมีอายุครบ ประมาณ ๑๒๕๘-๑๒๗๘ ปี


ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สี่ เป็นต้นที่ยังคงอยู่ที่พุทธคยาในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสองหน่อที่แตก ขึ้นมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามที่ล้มตายไป โดยท่านเซอร์คันนิ่งแฮมได้บำรุงดูแลหน่อที่เกิดมานั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๓ และนำอีกหน่อหนึ่งไปปลูกไว้ด้านทิศเหนือของเจดีย์พุทธคยาห่างจากต้นเดิมประมาณห้าสิบเมตร ปัจจุบันต้นพระศรีมหาโพธิ์ทั้งสองต้นยังคงอยู่มีอายุได้ถึงทุกวันนี้ อายุได้ ๑๒๙ ปีเต็ม


วัดเชตวันมหาวิหาร หรือ วัดพระเชตวัน อารามของบิณฑิกเศรษฐีเป็นอาราม (วัด) ที่สร้างโดยท่านอนาถบิณ


ฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี บนที่ตั้งของเชตวัน หรือสวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิก


เศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง 18 โกฏิ (ตามการนับค่าเงินในสมัยนั้น) วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการ


เผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง 19 พรรษา


วัดเชตวันมหาวิหารเป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากมาย


ปัจจุบันวัดเชตวันมหาวิหารเหลือเพียงซากโบราณสถาน ได้รับการบูรณะจากทางราชการอินเดียเป็นอย่างดี


ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำราปติ (Rapti) หรือแม่น้ำอจิรวดีในสมัยพุทธกาล นอกกำแพงเมืองสาวัตถีไปทางทิศใต้


ประมาณ 1 กิโลเมตร ที่ ตำบลสะเหต (Saheth) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย


เขตวัดนานาชาติ มีคลองน้ำและกระถางไฟเสรีภาพคั่นกลางระหว่างฝ่ายเถรวาท ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก


ประกอบด้วยวัดเนปาลพุทธ วิหาร วัดเมียนม่าร์ เจดีย์ทอง วัดสมาคมมหาโพธิ์ศรีลังกา วัดไทยลุมพีนี วัดชาว


พุทธศรีลังกา วัดโคตรมีวิหาร ศูนย์วิปัสสนาปัณฑิตาราม (พม่า) ธรรมจาริณี ศูณย์ปฎิบัติธรรมโกเอ็นก้า และฝ่าย


หายาน ฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย วัดเนปาลมหายาน วัดเนปาลวิหาร วัดเกาหลีแดซุง วัดมนังสมาชรกุรุง วัดจีน


ซงฮัว วัดเวียดนามพุทธวิหาร วัดลินฮ์ ซัน วัดตารา วัดญี่ปุ่นโซเกี่ยว วัดญี่ปุ่นฟุจิ คุรุจี วัดธัมมสวามี มหาราชา


พุทธวิหาร


 


ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0


ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0

ราคา : 0
เลือกทัวร์แนะนำ