หน้าแรก>>Travel Guide
ครั้งแรก..ที่ทิเบต...ในความทรงจำมิลืมเลือน
นครลาซา...นครศักดิ์สิทธิ์เมืองหลวงของทิเบต
* ฉันได้รับบัญชาการจากหัวหน้างานว่าให้เตรียมตัวเดินทางไปสำรวจเส้นทางทิเบต ในขณะนั้นน้องเล็กรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะคิดว่าโอกาสน้อยคนนักที่จะได้ไปเยือนดินแดนอันลี้ลับ และ ศักดิ์สิทธิ์บนหลังคาโลกซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 4,300 เมตร และ พื้นที่แห่งนี้ยังมีความกดอากาศที่ต่ำมาก ดังนั้นคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และ โรคหัวใจจึงไม่เหมาะสมในเส้นทางนี้ ระยะเวลา 6 วัน ทัวร์ที่ได้ร่วมสำรวจเส้นทางครั้งนี้ เครื่องบินออกจากกรุงเทพฯ-เฉิงตู (เมืองเอกมณฑลเสฉวน) ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง ระหว่างอยู่บนเครื่องบินฉันศึกษาข้อมูลของทิเบตเพิ่มเติมด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าสถานที่ต่าง อยู่ตรงไหนบ้าง ก่อนไปสัมผัสกับสถานที่จริง และแล้วก็มีการประกาศจากแอร์สาวสวยว่าขณะนี้กัปตันได้ลดระดับเครื่องลงจอด ณ สนามบินเฉิงตู สภาพอากาศตอนนั้นอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียสค่อนข้างสบาย ๆ หลังจากรับสัมภาระเรียบร้อยเราได้พบกับไกด์ท้องถิ่นซึ่งพูดภาษาไทยคอยต้อนรับคณะอยู่ด้านหน้า
* ที่เมืองเฉิงตูสถานที่แรกที่ฉันได้เที่ยวคือ **ศูนย์วิจัยหมีแพนด้า** เช้าวันนี้อากาศสบาย ๆ เราดินทางไปเที่ยวชมหมีแพนด้าที่ศูนย์วิจัยที่นี่มีหมีแพนด้ากว่า 20 ตัว หมีแพนด้าเป็นสัตว์สงวนหายากมีกำเนิดในมณฑลเสฉวน มีลูกยากเพราะอุณหภูมิในร่างกายที่พร้อมจะตั้งท้องได้มีเพียง 3 วัน ใน 1 ปี และจะตกครั้ง่ละประมาณ 2 ตัว อาหารโปรดของแพนด้า คือ ไผ่ลูกศร รัฐบาลจีนได้ใช้หมีแพนด้าเป็นสื่อการผูกมิตรไมตรีกับประเทศต่าง ๆ และในช่วงค่ำคืนนี้เราได้ไปชม โชว์เปลี่ยนหน้ากาก ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของเสฉวนน้องเล็กอยากบอกว่าห้ามกระพริบตาแม้แต่ในเสี้ยววินาที การแสดงที่สืบทอดกันภายในตระกูลหลายชั่วอายุคน ไม่ได้ถายทอดให้บุคคลภายนอก วันนี้...เดินทางวันแรกก็รู้สึกว่าชิว ๆ ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ค่ำคืนนี้ขอไปหลับพักผ่อนให้สดชื่นเพราะพรุ่งนี้ฟ้าสางวันใหม่เราก็ต้องบินจากเฉิงตูไปลาซา ราตรีสวัสดิ์....
* ทิเบต (เมืองหลวงลาซา)* ตื่นเช้าหน้าตาสดใสกันทุกคน พวกเรากินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วคณะก็เดินทางต่อไปยังสนามบินเฉิงตู เพื่อบินลัดฟ้าไปยังเมืองลาซา พวกเราขึ้นเครื่องนั่งประจำที่นั่งเรียบร้อยแล้ว แอร์สาวสวยได้แนะนำชนิดยาสำหรับท่านที่แพ้ความกดอากาศก่อนที่เครื่องจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะอยู่บนเครื่องบินก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ฉันมองลอดออกไปทางช่องหน้าต่าง่รู้สึกได้ว่าเครื่องบิน บินอยู่เหนือเส้นสุดขอบฟ้าจริง ๆ ไม่เชื่อต้องสัมผัสด้วยตนเอง มันช่างแปลกเหลือเกิน ฉันพูดกับตัวเองเมื่อไหร่ถึงลาซาสักที หลังจากนั้นก็มีประกาศว่าขณะนี้เครื่องบินได้ลดระดับลงสู่สนามบินลาซาแล้ว ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกได้ว่าอากาศเบาบางและความกดอากาศต่ำเข้ามาเยือนแล้ว ฉันก็มองไปรอบ ๆ เมืองลาซาเสมือนว่าเราอยู่ในแอ่งกะทะและมือของฉันก็เอื้อมไปสัมผัสก้อนเมฆได้เพราะลอยต่ำมาก ท้องฟ้าจะเป็นสีฟ้าคราม ซึ่งสวยงามเกินคำบรรยายเพราะลาซาในสัมผัสแรกเป็นเมืองใหญ่ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเมืองใหญ่อื่น ๆ ของจีน มีอาคารสูง ๆ ทันสมัยผุดพรั่งขึ้นมากมายทั้งอาคาร สำนักงาน ห้างสรรพค้า แหล่งช้อปปิ้งสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารก็พบเห็นแต่ร้านอาหารจีนเป็นส่วนใหญ่ ดินแดน "อารยธรรม" ที่อุดมไปด้วยวิถี และวัฒนธรรมของชาวทิเบตเป็นเพียงโลกในอุดมคติไปแล้ว โลกแห่งความเป็นจริงคือดินแดนที่จางหายทางวัฒนธรรมไปจนเกือบสิ้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคงเป็นการตามล่าค้นหา "โอเอซิส" ของชาวทิเบตต่อไป
* วันนี้ตะวันลับขอบฟ้าลงแล้วพวกเราต้องไปกลับที่พักแล้ว เพื่อพักผ่อนและปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับที่ราบสูงด้วย **ข้อแนะนำ ก่อนนอนค่ำนี้ให้เปิดน้ำไว้ในอ่าง แง้มหน้าต่างนิด ๆ เพื่อให้ภายในห้องมีออกซิเจน เพราะบางท่านอาจจะนอนไม่หลับสำหรับคืนแรก จะมีอาการวิงเวียนศรีษะ หัวใจเต้นเร็ว อาการแบบนี้ถือว่าปกติ เพราะเราอยู่บนพื้นที่ราบสูงราตรีสวัสดิ์..
* ในเช้าวันนี้เราไปพระราชวังโปตาลากง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลาซามายาวนานนับศตวรรษความเป็นมาของพระราชวังจึงผูกติดอยู่กับประวัติศาสตร์ของเมืองลาซาอย่างแยกกันไม่ออก เดิมทีชาวทิเบคเป็นเผ่าเร่ร่อนดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และทำปศุสัตว์ ยังไม่มีการตั้งหลักแหล่งที่แน่นอนจนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวทิเบตได้มีการตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่ม ชุมชน ขึ้น และพัฒนาจนกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่โดยมีลาซาเป็นศูนย์กลางการปกครอง ซึ่งท่านซองเซ็น กับโป (songtsengampo) ผู้ครองอาณาจักรยาลุง (yarlung) ชื่ออาณาจักรในทิเบตสมัยนั้นเป็นผู้สร้างนครลาซาและพระราชวังโปตาลากงขึ้นเป็นครั้งแรก จากพงศาวดารจีนี่บันทึกเรื่องราวของนครลาซาซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่เมืองตุนหวงในมณฑลกานซู่ ได้บรรยายนครลาซาในช่วงเวลานั้นไว้ว่าลาซาเป็นเมืองที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบ แม้แต่พระราชวังของผู้ครองนครก็เป็นเพียงกระโจมที่สร้างขึ้นอย่างไม่ซับซ้อนสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างในยุคโบราณที่ยังมีความเรียบง่ายอยู่มาก...
* พระราชวังโปตาลากง ก็เป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะทุกพระองค์เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ เป็นโรงเรียนพุทธศาสนา เป็นที่เก็บศพของทุกพระองค์เช่นกัน พระราชวังโปตาลากงแห่งนี้สร้างจากวัสดุที่ทำมาจากก้อนหินสกัดผสมปูนซีเมนต์ หลังคาทำมาจากทองคำเหลืองอร่ามใช้ซุงทั้งต้นเป็นคาน บริเวณกรอบหน้าต่างประตูทำจากไม้ โดยทั้งคานประตูและหน้าต่างมีลวดลายของดอกไม้ ใบไม้สีสวยสดตามแนวทางของศิลปะกรรมแบบทิเบต บริเวณตำหนักขาว ซึ่งอยู่ส่วนฐานล่างของโปตาลาเดิมเคยใช้เป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะภายในพระราชวังจะแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ รวมถึงห้องบรรทมของพระองค์ ตัวอาคารต่อเชื่อมกันไปตลอดเราเดินเข้าไปชมภายในอาคารย่อยมากมาย เมื่อเดินขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของอาคารย่อยหนึ่งก็จะเชื่อมต่อไปยังชั้นล่างของอาคารย่อยที่อยู่สูงขึ้นไปเป็นรูปแบบโครงสร้าง การเชื่อมต่อของกลุ่มอาคารที่โยงซับซ้อน เมื่อเดินขึ้นไปชั้นบนสุดที่เป็นส่วนของหลังคาของตำหนักขาวก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของเขตตำหนักแดงซึ่งเป็นบริเวณส่วนเหนือสุดของพระราชวัง เราเดินทางไปตามทางที่ต่อเชื่อมขึ้นไปเรื่อย ๆ กระทั่งถึงยอดบนสุดของพระราชวังโปตาลา ตรงนั้นสามารถมองเห็นมหานครลาซาทั่วทั้งเมืองในมุมกว้าง มันเป็นภาพของตัวเมืองที่มีตึกทันสมัยผุดขึ้นมากมายท่ามกลางโอบล้อมของกำแพงบนเขาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านโดยรอบ....
* ในลาซาจบลงภาพความเป็นมหานครใหญ่แห่งลาซานี้ได้บดบังความศักดิ์สิทธิ์ในตัวของมันเองลง...แค่เพียงวินาทีแรกที่ได้พบสถานที่นั้นตะลึงต่อภาพที่เห็นตรงหน้ามันเป็นศาสนสถานที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบทิเบตอย่างโดดเด่นเป็นจุดศูนย์กลางที่มีชาวทิเบตจำนวนมากมาชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมายกลิ่นอายแห่งพลังศรัทธาอันแรงกล้าต่อพุทธศาสนาพื้นที่สี่เหลี่ยมแห่งนี้ผู้คนจำนวนมากมายบริเวณลานหน้าวัดโจคังต่างก้มกราบไหว้บูชาถือเป็นการกราบไหว้ขั้นสูงด้วยการเอาตัวลงนอนราบแล้วลากตัวเหยียดตรงไปกับพื้นแสดงออกถึงแรงศรัทธาอย่างต่อเนื่องบางคนมีสีหน้าเศร้าโศกมาก..ก้มกราบไปพร้อมท่องคาถา บางรายถึงกับร้องไห้คร่ำครวญ เพราะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้คือศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิดใจของชาวทิเบตทุกคน
* วัดโจคัง (jokhang monastery) ตั้งอยู่บนใจกลางจตุรัสบาคอร์ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตมากที่สุด..นานหลายคริสต์ศตวรรษภายในตัวอาคารโจคังมีพระทิเบตอยู่ไม่มากนัก ภาพที่เห็นตรงหน้าคือภูมิทัศน์ของเมืองลาซา ซึ่งมีลักษณะเหมืนแอ่งกะทะมีเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีหิมะปกคลุมล้อมรอบตรงกลางคือบริเวณพื้นที่ราบมีบ้านเรือนในแบบดั้งเดิมของทิเบตมากมายสร้างติดกันหลังคาบ้านจะมีลักษณะแบนราบสร้างมาจากหินยังสามารถมองเห็นพระราชวังโปตาลากงซึ่งตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นอยู่ริบ ๆ กิจกรรมของชาวทิเบตหน้าวัดโจคังนอกเหนือจากการกราบไหว้บริเวณหน้าวัดก็คือการเดินซึ่งมือหนึ่งถือวงล้อ มื้อหนึ่งถือลูกประคำพร้อมสวดมนต์ไปตลอดโดยไม่สนใจส่งรอบข้างใด ๆ วัดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมพลของบรรดาร้านค้าขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย...พวกเราก็ช้อปปิ้งกันต่อ...
*
t