E-Travel

หน้าแรก>>Travel Guide



07-08-08   สุวรรณภูมิ - จาการ์ต้า
  ตื่นเต้นน่าดูวันนี้ จะได้ไปเยือนสวรรค์บนดินที่เกาะบาหลี ไม่รู้จะสวยตามคำล่ำลือหรือปล่าว     วันมะรืนได้รู้กัน เวลานัดหมายของเรา วันนี้คือเที่ยงคืนเป๊ะ มาถึงก่อนเวลานัดหมายครึ่งชั่วโมงตามปกติ สรุปว่า ลูกค้าก็มาก่อนเวลานัดเหมือนเดิม ดี ๆ แบบนี้ชอบ ก็มีปัญหานิดหน่อยกับพาสปอร์ตที่เปลี่ยนชื่อ แต่ก็เรียบร้อยดี กรุ๊ปไปบาหลี ก็มีแค่สองกรุ๊ป ลูกค้าเรามีอยู่ด้วยกัน 11 หน่วย ก็เคลื่อนตัวง่ายดี ไม่ยุ่งยากมากในการจัดที่นั่ง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักกัน โหลดกระเป๋าเรียบร้อย ก็รีบตามลูกค้าเข้าไป เพราะใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว
08-08-08   จาการ์ต้า ยอร์คยาการ์ต้า

       สี่ชั่วโมงผ่านไปไวปานวอก นอนไม่ค่อยหลับ แอร์ป่วนตลอดกาลเดินทาง อุตส่าห์เลือกได้ทำเลเหมาะ ตีเบาะนอนยาวโดนปลกทุกครึ่งชั่วโมง เป็นเวรเป็นกรรมจริง เอาหน้ายังไงก็มาถึงแล้วเดินแบบไม่ลืมตาลงจากเครื่อง ลูกค้าลงมาเข้าห้องน้ำรอเรียบร้อย น่ารักจริง ๆ การเดินทางเช้านี้จะมีพิธีการมากหน่อยเนื่องจากเราต้องมีการบินต่อเนื่องจาก จาการ์ต้า ไปยอร์คยาการ์ต้า เมื่อลงมาปุ๊ปเราก็ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองปกติ แล้วก็มารับกระเป๋า แต่เที่ยวนี้ไม่ต้อง เค้าจัดการนำขึ้นเครื่องให้เลย สะดวกดี อิอิ พอออกมาปุ๊บ ก็ผ่านการเอ็กซ์เรย์กระเป๋าถือกันอีกรอบ แล้วก็จะมีหนุ่มชาวอินโดยืนตะโกนอยู่ว่า ' ยอร์คยาการ์ต้า' แล้วเค้าพาเราเดินตรงไปขึ้นลิฟท์มาที่ชั้นสองเพื่อบินต่อภายในประเทศ ใช้เวลาไม่นานมากนักเราก็มาถึงยอกยาร์กาต้า

       สนามบินที่ยอร์คยาการ์ต้า เป็นสนามบินเล็ก ๆ ไมุ่วุ่นวาย มายืนรอข้างในสักครู่เราก็ได้รับกระเป๋ากันเรียบร้อย เดินออกมาก็เจอไกด์ท้องถิ่นของเรา มีชื่อว่ากาเซม อายุอานามคงไม่น้อยกว่าห้าสิบ แต่ดูกระฉับกระเฉงภาษาอังกฤษคุยกันรู้เรื่อง ไม่น่าห่วงอย่างที่คิด ที่นี่ไอ้เราก็ต้องแนะนำตัวจะบอกว่าชื่อขาว เดี๋ยวแกจะเรียกเราเป็น คาว ฟังแล้วไม่ดีเลยกระแดะตั้งชื่อภาษาอังกฤษเดี๋ยวนั้นเลยว่า Jacky chen ไม่ใช่ใครอื่นก็พี่เฉินหลงอ่ะแหละชอบ อิอิ เมื่อมาถึงยอร์คยาการ์ต้า เราก็เริ่มการเดินทางทันที โปรแกรมวันนี้ ช่วงเช้าเราจะไป วังสุลต่าน วัดมันดุด และบุโรพุทโธ โอ้วววววว ของยากแก่การบรรยายทั้งนั้นเลย ไม่เป็นไรบริโภคข้อมูลมาเต็มปรี่ไม่น่ามีปัญหา

 

        เดินกันจดปวดน่องเรา ท้องก็เริ่มหิว ดูเวลาก็ได้เวลาหม่ำ ๆ แล้ว ไปกินข้าวเที่ยงดีกว่า มื้อเที่ยงเป็นบุฟเฟ่ซัดซะเต็มคราบเลย อิอิ

       เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน จากในตัวยอร์คยาการ์ต้า ไปถึงบุโรพุทโธ ก็ใช้เวลาอีกประมาณ เกือบชั่วโมง จึงได้เวลา เล่นเกมซ่อนตาดำกัน ใครเปิดให้เห็นตาดำก่อนคนนั้นแพ้ แหม ใจก็อยากชวนคนขับเล่นด้วยแต่เกรงใจ เดี๋ยวได้เสียวกันทั้งรถ เกมนี้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนมาก แต่ละคนก็ให้ความร่วมมืออย่างดี บางคนยังให้เอฟเฟคเสียงด้วยการกรน อืม ใช้ได้แต่ดังไปนิด ^ ^ หนึ่งชั่งโมงให้หลัง เราก็มาถึงวัดมันดุท ซึ่งเป็นวัดเก่า พอ ๆ กับบุโรพุธโธ่ พี่กาเซมแกว่า ถ้าจะไว้พระต้องมาไหว้ที่นี่ก่อน เนื่องจากทีบุโรพุธโทไม่ที่ให้ไหว้ ตอนนี้บุโรพุทโธ่ เปรียบเสมือนกับพิพิธภัณฑ์ แห่งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่จะว่าไป เมื่อสมัยก่อน ผู้ที่แสวงบุญเวลามาไหว้ ก็เริ่มจากการไหว้ที่ วัดแห่งนี้ก่อน แล้วก็ค่อยเดินเท้า อีกประมาณ สามกิโลเมตร ไปยังบุโรพุทโธ่ เพื่อทำการเวียนเทียน วันนี้ก็เหมือนกับเรามาย้อนร้อยอดีตนั่นเอง

       ลงจากรถ เราก็เจอกับปัญหาเล็กน้อย นั่นก็คือ พ่อค้าแม่ค้า มารุมล้อมเพื่อขายของ กว่าจะเดินเข้าไปข้างในได้ค่อนข้างยากลำบาก หลายคนมีทีท่าว่าอยากจะซื้อของ แต่พอถามราคาก็เกิดอาการมึน แต่ละชิ้นก็เป็นแสนขึ้น เอ แล้วเป็นเงินไทยเท่าไหร่หว่า ใช้นิ้วนับก็แล้ว เดือดร้อนถึงเครื่องคิดเลข ก็ยังหาอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินไทยกับเงินรูเปียไม่ได้ สรุป เดินหน้าต่อมุ่งสู่วัดดีกว่า วัดแห่งนี้จะแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนเก่า และส่วนใหม่ซึ่งเป็นที่จำพรรษาของสงฆ์ ส่วนนี้ไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ เราจึงเดินไปชมที่ส่วนเก่ากัน ตรงนี้จะเป็นลักษณะของสถูปใหญ่ ภายในจะมีพระพุทธรุปขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ทางด้านซ้ายขวา จะเป็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์ สามารถจุดธูปไหว้ในนี้ได้เลย ก่อนกลับก็งง ทำไมลูกค้าไม่เดินออกไปที่ไหนได้ พ่อค้าแม่ขาย มาออกันตรึม อยู่หน้าประตู กว่าจะเดินมาถึงเหนื่อยแทบแย่ เนื่องจากทุกคนยังมึนกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เหล่าบรรดา พ่อค้าแม่ขายก็เลยอดกันไปตามระเบียบ อิอิ

       ห้านาทีถัดมาเราก็มาอยู่กันที่บุโรพุทโธ่ ยิ่งใหญ่อลังการสมคำล่ำลือ ที่นี่เราต้องใช้ไกด์ท้องถิ่นอีกคน คนพี่คนนี้ สำเนียงอังกฤษ-อินโดแท้ ๆ เลย พูดรัวกว่า ป้าคนเมื่อเช้าอีก เฮ้อ งานนี้จะรอดไหมเนี่ย - -* จากทางเข้าเราเลือกที่จะนั่งรถเข้าไป ด้วยเหตุที่ว่า เก็บแรงเอาไว้ต่อของ ด้านอกดีกว่า สนนราคาก็คนละ 5000 รูเปีย การนั่งรถชมดีตรงที่ว่ารถจะวนให้ได้ดูโดยรอบของบุโรพุทโธ่ แล้วก็มาส่งตรงที่จุดทางขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริง จุดที่ขึ้นรถกับจุดทางขึ้น ก็ไม่ห่างกันมากเท่าไหร่ ก็แล้วแต่สะดวกอ่ะนะครับ ตั๋วทีใช้นั่งรถเป็นแบบขาเดียว ขากลับต้องเดินอย่างเดียว
       บุโรพุทโธ เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธลัธิมหายานที่ใหญ่เป็นอันดับสองลองจากนครนครวัดของเขมร หลักการสร้างตามแบบ หลักพุทธจักรวาล โดยมีเจดีย์องค์ยอดสุด เป็นเจดีย์องค์ประทาน ลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ บริเวณโดยรอบมีภาพสลักนูนต่ำ เกี่ยวเรื่องประวัติพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ ประสูติ ตรัสรู จนกระทั่งปรินิพพาน อย่างที่ได้เรียนให้ทราบไปแล้วปัจจุบัน บุโรพุทโธ ได้กลายเป็นปูชยสถานแห่งหนึ่งไปแล้ว จะมีการจัดพิธีทางศาสนาก็แค่เฉพาะวันสำคัญ ๆ อย่างเช่นวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา ดังนั้นเมื่อเวลาที่เราไปที่นี่ นอกจากจะเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แล้วก็ยังมีคนอินโดนีเซีย มาเที่ยวกันเองด้วย (ที่อินโดนีเซีย คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ) บางคนก็อาจจะงง เห็นคนอินโดนีเซียทีนับถืออิสลามเข้ามาเที่ยววัด ก็อย่างที่บอก ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ใครก็มาได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา เมื่อได้ชมและรับการบรรยายที่ดีจากไกด์ท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาที่รถ แต่กว่าจะกลับมาที่รถได้ ก็เสียเวลานานพอควร ก็โดนรุมล้อมจากพวกขายของ เที่ยวนี้หลายคน เริ่มหาอัตราแลกเปลี่ยนได้เรียบร้อย ก็สังเกตได้จากเริ่มมีของติดไม้ติดมือขึ้นรถกันมา ต่อราคากันพอควรแต่ละคนก็ดีใจ ฉันได้ของถูก ที่ไหนได้ มีคนซื้อได้ถูกกว่า ก็ได้มีมานั่งข่มกันบนรถ ดีนะเนี่ยเป็นญาติ ๆ กัน ไม่งั้นคงมีเคืองกันบ้าง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเห็นไปแอบทำตาแดง ประมาณว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะแก้มือใหม่เอาให้ถูกให้ได้ อ่ะจัดไป จะเป็นที่นิยมมากก็ตุ๊กตาแกะสลัก 4 ตัว ราคา 60000 รูเปีย (อ่านมาถึงตรงกรุณาสังเกตราคา ตุ๊กตาแกะสลักให้ดี มีเรืองขำ ๆ หลังจากนี้)

     
       
มื้อเย็นวันนี้ เป็นแบบบุฟเฟ่ไก่ มีไก่หลายรูปแบบให้ได้เลือกชิม จะบอกว่าเมื่อกลางวันก็ไก่ พรุ่งนี้เช้าคงขันแทนคำว่า อรุณสวัสดิ์ เหนื่อยจัง ไม่ได้นอนเกือบทั้งคืน นอนก่อนดีกว่า

09-08-08 วัดบะรัมมานัน - บาหลี - วิหารทะอนาล็อก 
       คืนที่ผ่านมาหลับสบายดีจัง ปิดตาปุ๊บเหมือนสั่งได้ หลับปั๊บเลย รวดเดียวถึงเช้า แบบไม่มีแวะพักห้องน้ำระหว่างทาง แสดงว่าเหนื่อยจริง ก็ไม่ได้นอนดีทั้งคืนและเดินทั้งวันอีก ถามลูกทัวร์คนอื่นก็อยู่ในสภาวะเดียวกัน โปรแกรมของเราวันนี้ จะอยู่ที่ยอร์คยาการ์ต้า อีกแค่ครึ่งวัน แล้วเราก็จะมุ่งหน้าสู่บาหลีเลย เช้านี้สถานที่ท่องเที่ยวที่สุดท้ายก็คือ วัดบะรัมบานัม ก่อนจะถึงวัดบะรัมบานัม ก็ได้มีแวะซื้อของฝาก จากเมืองยอร์คยาการ์ต้ากันก่อน ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่พวกขนมได้รับการโฆษณาจากพี่ กาเซม ว่า Good Good ถามแกว่าดียังไง ก็ยังยืนยันในคำตอบว่า Good Good สรุป ที่ซื้อเพราะต้องการเอามาพิสูจน์เองว่ามัน ดียังไง (ได้เรื่องยังไงเมล์มากันด้วยนะ)

        วัดบะรัมบานัม เป็นวัดฮินดู สร้างขึ้นหลังจากบุโรพุทโธ ประมาณ 100 ปี สิ่งปลูกสร้างภายในประกอบไปด้วยปรางค์ หลัก 3 ปรางค์ เพื่อบูชา เทพ 3 องค์ คือ พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ ปรางค์องค์ใหญ่สุดคือปรางค์องค์กลางของพระศิวะ สอบถามได้ความว่า เหตุที่ปรางค์ของพระศิวะ ใหญ่ที่สุดก็เนื่องจาก พระศิวะ คือพระผู้ทำลายล้าง ถ้าทำให้พระองค์ไม่พอใจ ประชาชนก็อาจเดือดร้อนได้ จึงเหมือนเป็นการให้เกียรติกัน ให้ปรางค์ของพระองค์ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ด้านหน้าของปรางค์หลักทั้ง 3 องค์ ยังมีปรางค์เล็ก ซึ่งเป็นที่บูชา ของสัตว์พาหนะของ พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ ทีนี้เรามาดูกันว่า พาหนะของแต่ละพระองค์มีอะไรกันบ้าง เริ่มจาก พระพรหม พาหนะคือ หงส์ พระศิวะ พาหานะคือ วัว  พระนารายณ์ พาหนะคือ ครุฑ    ในปี 2006 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว สร้างความเสียหายแก่ตัววัด เป็นอย่างมาก ปัจจุบันก็ยังมีการบูรณะซ่อมแซม โดยปรางค์ส่วนใหญ่จะไม่เปิดให้เข้าชมภาย เดินชมได้บริเวณภายนอก ที่บูรณะเสร็จแล้วก็มีแต่ขององค์พระนารายณ์เท่านั้น

       เยี่ยมชมวัดบะรัมมานัมเรียบร้อย เราก็ทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารใกล้ กับวัดเลย ใช้การเดินเอา สะดวกมาก ระหว่างทางเดิน ก็จะมีอาหารพื้นเมืองขายตลอดทาง การซื้อของที่อินโดนีเซีย นี่เหมือนกันเมืองจีนเลย ต้องต่อราคาเยอะ ๆ ไม่ง้าน ไม่ได้ของถูก แต่ของกิน นี้ไม่ต้องต่อ เพราะราคาถูกอยู่แล้ว เหตุที่ว่าต้องต่อราคาอยู่เป็นประจำ สมาชิกของเราท่านหนึ่ง เกิดอาหารเพลีย ๆ เห็นว่าร้านขายน้ำมีขายกระทิงแดง ได้สักขวด คงกระตุ้นได้ดีไม่น้อย จึงได้เอ่ยปากถามราคาไปว่าเท่าไหร่ แม่ค้าตอบมาด้วยหน้าตายิ้มแย้มว่า 7000 พันรูเปีย สมาชิกของก็ไวใช่ย่อย ตอบกลับไปทันที ว่า 5000 พันได้ไหม เหมือนดูระบำเปลี่ยนหน้าการของเสฉวน แม่ค้าสีหน้าเปลี่ยนทันที เห็นบรรยากาศไม่ดี เราก็เลยบอกให้สมาชิกว่าตรงนี้ต่อไม่ได้ ถึงบางอ้อ มีการหันหน้ามาบอกกับเรา ลืมตัวน่ะคุ่ะ ต่อจนชิน - -* กับสมาชิกท่านนี้ยังไม่จบ เมื่อเราออกมาข้างนอก ก็มีของขายอีกเหมือนกัน นัดกันไว้แล้ว ยังไง เที่ยงเราต้องออกเดินทางไปแอร์พอร์ตกัน หลายท่าน ก็รีบออกมาซื้อของกัน จนกระทั่งใกล้เวลานัดหมาย หลายคนเริ่มกลับมาที่รถ ตุ๊กตาแกะสลัก มันกลับมาอีกแล้ว คราวนี้กลับมาในราคาที่ถูกกว่า ที่ชุดละ 40000 รูเปีย แข็งใจไว้ไม่ซื้อ สามัคคีคือพลัง (ทุกคนรวมพลัง เหมือนส่งกำลังใจไปเชียร์นักกีฬาไทย ที่ปักกิ่ง) อยากได้กันที่ละราคา 35000 แต่เขาก็ไม่ยอมขาย ยังยืนยันที่ราคาเดิม จริง ๆ แล้ว ก็เห็นว่าราคาที่บอกมา 40000 รูเปีย ก็พอรับได้ ใจอยากจะซื้ออยู่แล้ว แต่พอดีพี่กาเซม แกเร่งอยู่ กลัวไปขึ้นเครื่องไม่ทัน ก็ตัดใจ แต่ แต่ แต่ มีสมาชิกของเรา (ท่านเดิมผู้เริ่มต้นซื้อในราคา 60000) ไม่ยอมตัดใจ ไม่ควรหวังน้ำบ่อหน้า เลยซัดมาซะ 5 ชุด ประมาณว่าใครไม่เอา ฉันเอาเอง แหม เห็นแล้วก็เสียดาย ไม่ได้ซื้อด้วย อยากได้ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พอขึ้นรถมีการเอาตุ๊กตามาวางไว้หน้าเราอีก ยิ่งแล้วใหญ่ ฮื่ม เดี๋ยวไว้ซื้อข้างหน้าก็ได้ เชอะ ๆๆๆ

 

        มาถึงสนามบิน เจ้าหน้าของบริษัททัวร์ทางนี้ ก็ให้บริการอย่างเต็มที่ สะดวกเราเลย เครื่องบินออกตามกำหนดเวลา ใช้เวลาการเดินทางจากยอร์ยาการ์ต้า ถึงบาหลี 1 ชั่วโมง กับอีก 5 นาที เราก็มาถึงเกาะอันลือเลื่องทางความงามของธรรมชาติ รับกระเป๋ากันเรียบร้อย เราก็มาเจอกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นคนใหม่ นามว่า พี่การ์ทู๊ต ออกเสียงยากมากกว่าจะเรียกชื่อแกถูก ตอนหลังเรียกแก สั้น ๆ ว่า พีตุ๊ด ง่ายดี พี่ตุ๊ด เป็นคนบาหลีโดยกำเนิด แกบอกว่าสังเกตได้จากลักษณะสีผิวคล้ำของแก แกว่าสีผิว ของคนทีนี้คล้ายกับคนไทย แล้วหันมามองทางเรา เอ้า หืม หยาบคาย ถือเป็นการลบหลู่อย่างแรง อยากจะบอก เมื่อก่อนก็เคยขาวมาก่อนนะเฟ้ย  พีตุ๊ดนับถือศาสนาฮินดู คนบนเกาะบาหลี 95 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาฮินดู ที่เหลือ ก็จะเป็น อิสลาม พุทธ คริสต์ ลดหลั่นกันลงไป พี่แก พูดเก่งมาก เล่นซะคนแปลเหนื่อยเลย แต่ไม่เป็นไร ชอบอยู่แล้วแบบนี้ ท้าทายดี โชคดีที่ว่า ภาษาอังกฤษของพี่แก ชัดมาก เลยไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการแปล
      
จากสนามบินเราก็มุ่งหน้าสู่วิหารทาอนาลอกกันเลย ใช้เวลาก็หนึ่งชั่วโมงนิด ๆ ที่บาหลี ถนนค่อนข้างเล็ก มี่แค่สองเลนส์ ถ้าเจอรถจอด คันหนึ่ง คันหลังก็ติดกันไปหมด เมื่อมาถึงวิหารทาอนาลอกตรงบริเวณทางเข้า ก็รู้ตัวทันเลย เดี๋ยวงานเข้าแน่ ไม่ใช่อะไร ตลอดทางเข้าจนถึงวิหาร เต็มด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก และ และ ตุ๊กตาแกะสลัก โห้ ตามมาหลอกหลอนกันถึงที่นี่เลย ก็ได้มีการขอความร่วมเมืองกันไว้ ว่าขอให้เดินตามกันเข้าไปก่อน อย่าเพิ่งซื้อของ ออกมาค่อยซื้อ แต่กระนั้นก็ไม่วาย ที่จะแอบชำเลือง ประมาณว่า ขาเดินไปข้างหน้า แต่ตามองร้านค้าสองข้างทาง เหมือนติดเรดาร์กันเลยแต่ละคน

        วิหารทานาล็อต ตั้งอยู่ริมทะเล เป็นวิหารที่สำคัญของศาสนาฮินดู ถ้าเปรียบก็คงเป็นวัดหลวง ในบ้านเรา ที่นี่จะมีคนเข้ามากราบไหว้ ในวันสำคัญ ต่าง ๆ ของศาสนาฮินดู และไม่จำแต่เฉพาะคนที่นับถือฮินดู ถึงจะเข้ามาเยี่ยมชม คนทั่วไปก็สามารถเข้ามาชมได้ แต่ตัววิหารทานาล็อต จะได้ไม่ได้เปิดให้เข้าชม ชมได้เฉพาะบริเวณโดยรอบ แค่บริเวณโดยรอบก็คุ้มแล้วครับ การจัดสวน พร้อมกับ วิวริมทะเล ก็สวยเหนือคำบรรยาย มีจุดให้ถ่ายรูปสวย ๆ หลายที่ ในระหว่างการถ่ายรูปก็จะมีเด็ก นำโปสการ์ดมาขาย ที่ราคาเริ่มต้น 30000 รูเปีย ต่อกันไป ต่อกันมา ก็ได้ราคา 15000 รูเปีย ว่าแล้วสมาชิกเราก็ซัดไปซะ 2 ชุด หลังจากเกิดเหตุการณ์ได้ไม่นาน อีกฝากหนึ่งก็สามารถซื้อได้ในรา 10000 รูเปีย ได้ฮากันเลยทีนี้ ถูกแบบนี้ อย่ากระนั้นเลย เราก็ซัดมาหนึ่งชุด ขอได้มีส่วนร่วมกับชัยชนะครั้งนี้ด้วย ฮา

      
        ถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตกดินที่วิหารทานะลอตเรียบร้อยแล้ว ก็ให้อิสระได้ตามอัธยาศัย ได้ออกมาซื้อของกัน แต่ละคนต่างแย
กย้ายกันไป ตามทางของตน บริเวณร้านค้าตลอดรายทาง จะเต็มไปด้วยของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ ไม้แกะสลัก ผ้าบาติก เสื้อยืดทีระลึก ฯลฯ สนนราคาก็ไม่แพง แต่ต้องต่อขาดใจ ใกล้ได้เวลานัดหมาย สมาชิกยังมาไม่ครบ ก็ได้เวลาตามหากัน สรุปไปรุมกันอยู่ที่ร้านขายตุ๊กตาไม้แกะสลัก คราวนี้ ต่อรองราคาได้ที่ 35000 อุแม่เจ้า ยิ่งมายิ่งถูกแฮะ ดูไปดูมา สมาชิกเราที่ประเดิมซื้อตั้งแต่ราคา 60000 รูเปีย เป็นผู้ต่อราคา แล้วก็ซื้อด้วย แหม มาทำวิจัยตลาดราคาตุ๊กตาไม้แกะสลักก็ไม่บอก อิอิ อ่ะล้อเล่นนะ แกว่าซื้อมาเฉลี่ยกับของก่อนหน้านี้ จะได้ถูกลง อืม พูดจามีเหตุผล แล้วจะช้าอยู่ทำไม ตาอยู่อย่างเรา ก็ต้องซื้อด้วย เลยกดมาซะ 2 ชุด ขอมีส่วนร่วมในชัยชนะอีกหนึ่งรอบ ^ ^ ขึ้นมาบนรถโดนดุอีก หาว่าแทนที่จะพาลูกทัวร์ต่อของ แต่ดันมาตอนต่อเสร็จแล้ว แถมซื้อตามอีกต่างหาก แหม ไม่อยากจะบอก ถ้าให้ไปต่อของให้นี้ ร้อยทั้งร้อย ได้ของแพงกันหมด ซื้อของทีไร แพงกว่าลูกทัวร์จริง ๆ เหมือนมีปมด้อยยังไงไม่รู้ หลัง ๆ มานี่เลยขอเป็นผู้ตามในการซื้อของดีกว่า อิอิ 

        มื้อค่ำของเรา เป็นอาหารทะเลสไตล์บาหลีที่ริมชายทะเลพูดถึงอาหารทะเล อย่าคิดว่าบาหลีติดทะเล อาหารน่าจะถูก จริง ๆ แล้วไม่ถูกเลย จานนิดเดียว ก็เล่นไปเป็นแสนรูเปียแล้ว ถามไถ่เหตุไฉนจึงเป็นอย่างนี้ ได้ความว่า อาหารทะเลบางอย่างที่บาหลีไม่มี อย่างเช่นกุ้งมังกร ต้องนำเข้า ตัวเป็น ยังดิ้นได้ ก็โลละ หกสิบเหรียญดอลล่าร์ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวในบาหลี มีเป็นจำนวนมาก เมื่อความต้องการ กับปริมาณ มันสวนทางกัน ก็เป็นธรรมดา ที่อาหารทะเลราคาจะแพงหูฉี่ ก็เหมือนกับพัทยาบ้านเรา ที่อาหารทะเลแพงจนน่ากลัว อิ่มหนำกับมือค่ำเรียบร้อย ก็รีบกลับโรงแรม ถึงโรงแรมดึกแท้ รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้จะไปดูภูเขาไฟ เพี้ยง พรุ่งนี้ ขอให้ไม่เจอตุ๊กตา แกะสลักเถอะ เกิดเจอถูกกว่านี้ ศึกครั้งนี้ คงแพ้อย่างไม่สมศักดิ์ศรี นอนดีกว่า ^ ^      

10-08-08  ระบำบาร็อง - ภูเขาไฟคินตะมนี - วัดตัมปักซิรี

        เมื่อคืนกลับมาดึก ประจวบกับลืมปรับเวลา นั่งเล่นเพลิน กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนกว่า (เวลาที่บาหลี ไวกว่ายอกยาร์การ์ตาร์ 1 ชั่งโมง) นอนไม่อิ่มเลย หลังจากรับประทานอาหารเช้า เราก็ไปชมระบำบาร็องกัน ระบำบาร็อง เป็นระบำพื้นเมืองของที่นี่ ตามนำนานกล่าวไว้ บาร็องเป็นตัวแทนของความดี และรังดาเป็นตัวแทนของความชั่วร้าย เมื่อรังดาเข้ามาทำร้ายมนุษย์ ก็จะมีบารองมาปราบ แต่ก็ไม่สามารถฆ่าให้ตายได้ แค่กำหลาบไว้เฉย เปรียบเสมือนความดีความชั่ว ที่ต้องอยู่คู่กันเพื่อสร้างความสมดุล ระยะเวลาในการชมโชว์ 1 ชั่วโมง เห็นหลายคนเข้าชมอย่างสนใจ ด้วยการหลับตา (ซะงั้น) ชมโชว์กันเรียบร้อย เราก็ไปแวะศูนย์ผ้าบาติค ซักเล็กน้อย แล้วก็เดินทางต่อไปยังภูเขาไฟคินตะมนี อีก 1 ชั่วโมง ระหว่างทาง เราก็ได้ชมความงามของบ้านแบบบาหลี ซึ่งบ้านแต่ละหลังของที่นี่ก็จะมีวัดเป็นของตัวเอง ย้ำ มีวัดอยู่บ้านเป็นของตัวเอง ดังนั้นบริเวณภายในบ้าน จะมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ อาคารด้วยกัน นอกจากตัวบ้านและวัด ยังมีที่เก็บข้าว ที่เก็บศพ (ไว้ใช้สำหรับเก็บศพของคนในบ้าน) ก็สวยงามแปลกตา

         เมื่อเรามาถึงคินตะมนี ก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว ท้องเริ่มประท้วง มือกลางวันเป็นแบบบุฟเฟ่สไตล์บาหลี ในขณะที่เรานั่งกิน ก็ได้ชมวิว ภูเขาไฟ ที่ยังครุกรุ่นอยู่ มีควันบาง ๆ ออกมาจากปล่องไฟ ราวกับว่าพยามยามบอกเตือนคนล่าง ว่าฉันยังไม่หลับสนิทนะ ภูเขาไฟลูกนี้เคยระเบิดในปี 1963 ยังคงเหลือรอยลาวาสีดำเอาไว้ตรงบริเวณเชิงเขา ด้านข้างภูเขาก็จะเห็นทะเลสาบกูนุงอาตูร ซึ่งเป็นการยุบตัวของเปลือกโลกทำให้เกิด ทะเลสาบขึ้น ธรรมชาติช่างบรรจงสร้าง ความงามที่เหมาะเจาะจริง ๆ สมาชิกหลายคน มัวแต่สาละวนอยู่กับการถ่ายภาพจนลืมหิว ก็แหมมันสวยจริง ๆ เราเองก็ได้ภาพพานอรามา จ๊าบ ๆ มาหลายใบเหมือนกัน

         ถ่ายรูป และรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาลงมาเยี่ยมชม วัดตัมปักซิริงค์ ซึ่งเป็นวัดหลวงอีกแห่งของศาสนาฮินดู วัดนี้ เวลาชาวบ้านมาทำการกราบไหว้ จะต้องชำระร่างกายก่อน ซึ่งภายในจะมีบ่อน้ำแร่ธรรมชาติ ไว้ชำระร่างกาย ล้างสิ่งสกปรก ก่อนเข้าไปขอพรจากพระเจ้า คนที่นี่เวลารู้สึกว่าโชคไม่ดี การงานไม่สะดวกราบรื่น ก็จะมาชำระร่างกาย (เปรียบเหมือนการล้างซวย) แล้วก็เข้าไปขอพร ก่อนที่จะอาบน้ำนั้น จะต้องมีการนำ อาหารมาไหว้ก่อน แล้วจึงลองไปอาบ พอเสร็จแล้วจึงเดินไปทางด้านใน ทำการขอพร เราโชคดีมาก พอไปทางด้าน กำลังเห็นมีพราหมณ์กำลังทำพิธี อยู่พอดี จงได้มีโอกาสชมวิธีขอพรแบบฮินดู เห็นคนที่มานั่งเป็นเด็กวัยรุ่น พี่ตุ๊ดบอก ว่าเด็กพวกนี้เป็นเด็กมหาลัย แต่เห็นเข้ามานั่งตรงนี้ได้ ก็หมายความพวกเข้าจะต้องอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว (เสียดายจัง ไม่ได้ดู)แต่พี่ตุ๊ดแกว่า กรณีที่บางคนไม่อยากอาบน้ำ พราหมณ์จะมีการร้องเพลงศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนเป็นการชำระร่างกายเหมือนกัน เพราฉะนั้น ที่  พราหรณ์กำลังสวดอยู่นี้ก็คือการชำระล้างร่างกาย ออ แบบนี้นี่เอง เมื่อพราหมณ์ สวดเสร็จ ก็จะมีการพรมน้ำมนต์ บนหัว และให้เอามือรองน้ำมนต์แล้วนำมาดื่ม หลังจากนั้น ก็จะมีการนำข้าวมาแปะที่หน้าผาก ส่วนหนึ่งจะต้องกินเข้าไป และอีกส่วนหนึ่งสำหรับผู้หญิงก็เอามาไว้บนหัว หมายถึง พระเจ้าได้อวยพรให้เรียบร้อยแล้ว เห็นดังนั้น สมาชิกเรา ก็เลยอยากมีส่วนร่วมด้วย เลยเนียน เข้าไปนั่ง ทำหน้าตาเหมือนคนบาหลี จะบอกว่าทำยังไงก็เหมือนไทยอพยพ เมื่อถึงคิวของเรา พราหมณ์ได้พรมน้ำมน และแปะข้าวที่หน้าผากให้ แต่สมาชิกของเรากลัวว่าจะได้บุญไม่ทั่วถึง แปะทั้งหน้าเลย  sp;  เสร็จสรรพ ก็ได้เวลาไปขึ้นรถ เส้นทางจากทางออกถึงรถไม่ไกล ตอนนั้นเป็นเวลา สี่โมง แต่พี่ตุ๊ดว่า ขึ้นรถห้าโมงนะ ก็งงนะ ฝนก็ตก ไม่ค่อยมีที่ให้ถ่ายรูปทำไม ให้เวลาตั้งชั่วโมงหนึ่ง แกว่า ออกไปเดี๋ยวก็รู้เอง เมื่อถึงทางออก ก็มาถึงบางอ้อทันที  ที่แท้มันก็คือตลาดปราบเซียนนั่นเอง มีร้านขายของมากมาย ทั้งของที่ระลึก ผ้าบาติค กว่าจะหลุดได้จากทีละร้าน โดนฉุด โดนลากกันเหนื่อย ที่นี้มียุทธวิธีการขายที่แปลกแหวกแนว บอกตะโกนเป็นภาษาไทย 20 บาท แต่เข้าไปดูแล้วมันไม่ใช่ แหม ถ้ามีแบงค์ 20 นะจะเอาให้มันเลย แต่ราคาก็ถูกนะ ได้ผ้าบาติค มาสนนราคาก็ผืนละ 30000 รูเปีย แล้วก็ยังมีกรอบรูปอีก แต่ละคน ก็ได้กลายเป็นบ้าหอบฟาง คราวนี้ที่นี่ ไม่ยักเจอตุ๊กตาแกะสลัก ไม่งั้น คงได้มีเฮ ถ้าใครซื้อได้ถูกกว่า กว่าจะต้อนกันมาขึ้นรถได้ครบ วิ่งหลายรอบอยู่เหมือนกัน  ใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ จึงกลับเข้ามาในเมืองทานอาหาร อาหารเย็นวันนี้เป็นสไตล์ จีน-บาหลี จากนั้นก็แวบกันไปแอบซื้อสละที่ซุปเปอร์อีกนิดหน่อย ค่อยกลับโรงแรม ถึงโรงแรมยังหัวค่ำอยู่ หลายคนจะออกไปสำรวจโลก อยากไปเหมือนกัน แต่ไม่ไหว ทั้งเหนื่อยและเพลีย คิดถึงบ้าน (รึปล่าว) ทำบันทึก และนอนดีกว่า

11-08-08 กลับบ้านแล้วววว     ตลาดสด  - บาหลี - จาการ์ต้า - กรุงเทพฯ  
         โล่งงงงงงงงงง สบายใจจัง และแล้ววันที่ได้ปลดปล่อยก็มาถึง อัดอั้นมานาน เริ่มรู้สึกอึดอัดตั้งแต่วันที่ 2 ตอนแรกก็นึกว่าปรับตัวได้ ที่ไหนได้ ไม่คิดว่าจะมาเจอแบบนี้ ได้แต่เก็บกดอัดอั้นเอาไหว ท้ายสุด ก็ได้ปล่อยออกมากองโตเลย ท้องผูกตั้งแต่วันแรกที่มา เลยไม่ค่อยได้กินอะไร มันเหมือนรู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลา คงเป็นผลพวงจากการกินน้ำน้อย ไม่รู้เป็นไรอยู่นี้ไม่ค่อยกินน้ำ ท้องผูกเงื่อนตาย ถ่ายไม่ออกเลย ดีว่าวันนี้ ออกจากโรงแรมสาย เลยมีเวลามานั่งคุยกัน อยากให้ออกมาให้หมด พวกแกควรอยู่ที่นี่ ไปด้วยกันที่เมืองไทยเดี๋ยวก็คุยกับขี้ที่นุ่นไม่รู้เรื่องเหงาแย่ กว่าจะเกลี้ยกล่อมสำเร็จ นั่งอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง ออกมาขาเลยเป็นตะคริว เดินเป๋เลย สมาชิกถามด้วยความห่วงใหญ่ ขาเป็นไร ตอบไปด้วยความห่วงกว่าว่า ขาเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ถูกตบมาหนึ่งพลัวะแทนความห่วงใหญ่ - -*
          การที่เราจะดูความเป็นอยู่ของชุมชนแต่ละแห่ง เราสามารถดูได้สองที่ ที่แรกก็คือที่วัด วัดคือศูนย์รวมวัฒนธรรมและความรู้ ที่ที่สองก็คือ ตลาด ตลาดจะเป็นแหล่งศูนย์รวมของผุ้คน จะเห็นถึงวัฒนธรรมการกินของแต่ละพื้นที่ ตามโปรแกรมเดิมของคือ ต้องไปดิวตี้ฟรี แต่เนื่องจากว่า ของในดิ้วตี้ฟรี เราไม่สามารถซื้อได้ เพราะต้องไปต่อเครื่องที่จาร์การ์ต้า เมื่อเห็นว่าซื้อไรไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนไปเดินตลาดสด ดีกว่า เมื่อมาถึงตลาดสด หลายคนมองว่า คงไม่ได้อะไร มาเดินดู ๆ ก็พอ ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ กะว่าจะไม่ซื้อของ (แหมอยากจะบอกว่า ผมไม่เชื่อพี่หรอก) ก็เลยว่าเดินครึ่งชั่วโมงพอ ระหว่างก็ได้สละมาโลหนึ่ง สละที่นี่กรอบหวานอร่อยได้ของฝากให้คนที่บ้านล่ะ และก็ไปซัดก๋วยเตี๋ยวท้องถิ่นมาอีก หนึ่งชาม พุงกางเลย เมื่อเวลาครบกำหนด ที่ว่าจะไม่ซื้อสรุป ก็ได้สละ มา
3 กล่อง กับอีกที่เป็นถุง ๆ คาดว่าคงหลายโล (ไม่ซื้อจริง ๆ ฮา...)
      
 หลังจากอาการกลางวันเราก็มาต่อกันที่บริเวณชายหาดคุปต้า ซึ่งก็จะมีของขาย ก็จะเป็นพวกเสื้อผ้าที่ระลึก มีเขียนคำว่าบาหลี พวงกุญแจ ผ้าบาติค (ได้อีกสองผืนราคาเดิมจากที่นี่) มาถึงที่นี้ ก็ยังไม่วายสายตาสอดส่องกับตุ๊กตาแกะสลัก ดีว่าเราซื้อกันมาตลอดทาง จึงมีข้อมูลเรียบร้อย ก็ต่อราคาได้อย่างสบายใจ
          บินกลับบ้านเที่ยวนี้ บินสองเด้ง จากบาหลี บินกลับจาร์การ์ต้าก่อน แล้วสี่ทุ่มฝ่า ๆ ค่อยบินกลับกรุงเทพฯ กว่าจะมาถึงก็กินเวลาเข้าวันแม่พอดี กว่าจะถึงบ้าน งอมพอดู วันแม่ เป็นลูกที่ดี พาแม่ไปกินข้าวดีกว่า วันนี้ อิอิ