23-02-10 สุวรรณภูมิ - โอซาก้า
ห่างหายจากการเขียนบันทึกการเดินทางไปซะนานเลย ครั้งล่าสุดที่เขียนเห็นจะเป็นเมื่อปีที่แล้ว ตอนไปคุนหมิง หลังจากนั้น ก็มีการเริ่มคิดที่จะทำ หน้าเวปใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็ได้มาเรียบร้อย และได้เปลี่ยนชื่อเป็น เพื่อนเที่ยว.com บันทึกครั้งนี้ ก็เป็นบันทึกแรกที่เริ่มเขียนในเวปนี้ ดังนั้นก็ต้องเป็นสถานที่ที่ไป ครั้งแรกเหมือนกัน ทริปนี้ เป็นทริปที่จัดไปญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ใฝ่ฝันมานาน แต่กว่าที่จะได้ไป ก็ยากเย็นแสนเข็น เนื่องจากวีซ่า เข้าญี่ปุ่นเนี่ย ค่อนข้างจะวุ่นวายในเรื่องของการยื่นขอ ยิ่งถ้าเป็น คนที่ครั้งแรกเนี่ย จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดจากทางสถานทูต มาดูกันนิดดีกว่า มันยากเย็นแค่ไหนเนอะ

ได้ไปญี่ปุ่นแว้ววว
|
| |
มาตั้งแต่หลักฐานในการยื่นก่อน รูปถ่าย 2 X 2 นิ้ว พื้นหลังเป็นสีขาว ห้ามเป็นรูปตัดต่อ ใส่เสื้อตัวไหนไปถ่ายก็ต้องเป็นตัวนั้นนะครับ อย่าไปเปลี่ยนเป็นเสื้อสูท จากการตัดต่อนะครับ ทางสถานทูตจะ ไม่รับพิจารณาทันที สำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งตัวจริงและสำเนา สมุดบัญชีเงินฝาก อัพเดทล่าสุด ถ่ายสำเนา ทุกหน้านะครับ ไม่ใช่ย้อน หลังหกเดือน ย้ำว่าทุกหน้า หนังสือรับรองการทำงาน กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนในแบบฟอร์มการขอวีซ่า และแบบสอบถาม เตรียมหลักฐานให้ครบนะครับ จะได้ไม่วุ่นวาย แต่ถ้าไปกับบริษัททัวร์ ก็ไม่ต้องห่วงทางบริษัททัวร์จะจัดการให้เสร็จ แต่บังเอิญ วันที่เค้ายื่นวีซ่ากันเนี่ย ดันไม่อยู่เลยต้องมาแยกยื่น ผมเริ่มยื่นขอวีซ่าตั้งแต่วันที่ 10 กุมพาพันธ์ ปกติแล้วจะใช้เวลาในการขอประมาณ 2 วันทำการ แต่เรามันดันไม่เคย ไปญี่ปุ่นมาก่อน ก็ต้องใช้เวลามากกว่านั้น ( สำหรับคนที่จะมายื่นวีซ่าเอง ควรยื่นก่อน วันเิดินทาง สักสองอาทิตย์ ) แล้วทีนี้วันที่ 14 - 18 กุมพาพันธ์ ต้องเดินทางไปบาหลี ก็เลยได้กรณีศึกษาไว้เป็นตัวอย่าง ในขณะที่หนังสือเดินทางกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่นั้น หากผู้เดินทางมีความ จำเป็นต้องใช้หนังสือเดิน ให้มาทำเรื่องขอยื้มหนังสือเดินทาง ก่อนเวลา 11.30 น. โดยกดบัตรคิว C (เค้าจะมีให้กด A คือยืนขอวีซ่า B คือรับเล่ม C คือ ปรึกษาปัญหาเรื่องวีซ่า) โดยทางสถานทูตจะมีแบบฟอร์มมาให้กรอก ว่าจะเอาหนังสือเดินทางออกไปทำอะไร แล้วจะนำกลับมาคืนเมื่อไหร่ ซึ่งผมจะต้องรีบนำกลับมาคืน วันที่ 18 การเดินทางกรุปนี้จะเริ่มในวันที่ 23 ดูระยะเวลาแล้ว ก็น่าจะทัน แต่ก็นะ ค่อนข้างลุ้นพอสมควร เพราะวีซ่ายังไม่ออก แต่ต้องทำการจองตั๋วเครื่องบินก่อน ลุ้นซิครับ ถ้าเกิดวีซ่า ไม่ออกขึ้นมา เงินค่าตั๋วเครื่องบิน ก็ต้องโดนหัก ในกรณีนี้ โดนหัก 4,000 บาท แล้วก็รอจนถึงวันที่ 22 ทางสถาตทุตยังไม่โทรมา ใจร้อนเลยโทรไปถามเอง ได้ความว่า วันนี้จะโทร แจ้งอยู่พอดี ให้มาฟังผลวีซ่า วันพรุ่งนี้ตอนบ่าย และแล้ววีซ่าก็ผ่านฉลุย
เวลานัดหมายในการเดินทางวันนี้คือ 3 ทุ่มตรง แต่มาครั้งนี้เป็นลูกทัวร์ ก็เลยมาช้าไปนิดหน่อย เราเดินทางโดยสายการบินไทย บริการประทับใจตลอดการเดินทาง ขึ้นเครื่องมาแล้ว ก็ไม่ทำอย่างอื่น รีบนอนก่อนดีกว่า ได้ยินเจ้าหน้าที่สายการบินประกาศว่า "เราจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4.30 ชั่วโมง และจะบริการอาหารเ้ช้าก่อนเครื่อง ลง 1.30 ชั่วโมง" นั่นหมายความว่า จะมีเวลานอนแค่ 3 ชั่วโมง ว่าแล้วก็ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ
24-02-10 พระราชวังโอซาก้า - วัดคินคาคุจิ - วัดคิโยมิซึ - ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ
ถึงแ้ล้ววววววววว แดนปลาดิบ ดินแดนที่เรียกตัวเองว่า "แดนอาทิตย์อุทัย" สนามบินที่เรามาถึงน ี้ ชื่อว่า "สนามบินคันไซ" เดินลงมาจากเครืองเหมือนคนละเมอ นอนนิดเดียวก็ปลุกซะแล้ว เฮ้อออออ มาคุยเรื่อง พิธีการตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่ดีกว่า ดูแล้วเก๋ดี พิธีการตรวจคนเค้าเมืองของที่นี่ นอกจากจะตรวจหนังสือเดินทางแ้ล้ว ยังต้องมี การแสกนลายนิ้วมือ และถ่ายรูป โดยจะมีหน้าจอคอยบอกเป็นภาษาไทยว่าจะต้องวางนิ้วตรงไหน มีการบอกให้เตรียมตัวก่อนถ่ายภาพด้วย คงกลัวถ่ายไม่สวย อิอิ เมื่อผ่านพ้นจาก ด่าน ตม. ก็ออกมาขึ้นรถออกเดินทางไปเที่ยวกันเลย
ตาก็จะปิด เห็นว่าต้องใช้เวลาเดินทางอีก 1 ชั่วโมงจึงจะถึงที่หมาย งั้นระหว่างนี้ เรามารู้จัก เมืองคันไซ กันหน่อยดีกว่าเนอะ คันไซ (ญี่ปุ่น: 関西地方 Kansai-chih ?) หรือ คิงกิ (近畿) เป็นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นบนเกาะฮอนชู โดยเขตคันไซประกอบไปด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ เฮียวโงะ เคียวโตะ โอซะกะ ชิงะ นะระ วะกะยะมะ และมิเอะ คันไซมีขนาดประมาณ 27,335.11 ตารางกิโลเมตร และประชากรประมาณ 22,515,720 คน (วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548)อัตราความหนาแน่น 755.39 คน/ตารางกิโลเมตร ภูมิภาคคินคิ หรือที่คนส่วนใหญ่จะเรียกกันในนามของภูมิภาคคันไซ หรือภาคตะวันตกญี่ปุ่น ภูมิภาคคันไซแห่งนี้เป็นอีกภูมิภาคที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น นอกเหนือจากภูมิภาคคันโตซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียวเมืองหลวง ภูมิภาคคันไซนับเป็นภูมิภาคที่ความเจริญมาช้านานเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของญี่ปุ่นในยุคแรก ๆ ประวัติศาสตร์คือ เมืองนาราและเมืองเกียวโต เมืองหลวงทั้งสองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศญี่ปุ่นมานับพันปี มีพระราชวังที่ประทับองค์จักรพรรดิหรือพระราชวังอิมพีเรียล ณ เมืองเกียวโต ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงโตเกียว นอกจากจะเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นแล้ว ภูมิภาคแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของเมืองอุตสาหกรรมหลายแห่ง ได้แก่ นครโอซาก้า ศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเป็นเมืองใหญ่อันดับสามรองจา กกรุงโตเกียวและโยโกฮามา เมืองเกียวโตและนารา เมืองหลวงเก่าที่ยังคงอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญและงดงามเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงเมืองโกเบซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ภูมิภาคแห่งนี้มีทางออกทะเลได้ถึง 3 เส้นทางได้แก่ทะเลญี่ปุ่นทางตอนเหนือ ทะเลในทางตะวันตกเฉียงใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำมีภูเขาล้อมรอบ และเป็นที่ตั้งของทะเลสาบบิวะจังหวัดชิงะ นับเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
 |
| |
 |
| |
 |
| |
ฝันถึงข้อมูลของคันไซเพลิน ๆ เราก็มาถึงจุดหมายแห่งแรก สถานที่นี้ก็คือ "ปราสาทโอซาก้า" จากลานจอดรถเดินไปถึงตัวปราสาท ก็ไกลพอควร ประมาณสัก 800 เมตร เห็นจะได้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ก็เลยหยิบข้อมูลของปราสาท มาอ่านซะหน่อย ปราสาทโอซาก้าเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโอซา ก้า สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกบนบริเวณที่เคยเป็นวัด Osaka Hongan-ji เมื่อปีค.ศ.1583 โดย Toyotomi Hideyoshi (ค.ศ.1537-1598) นักรบระดับไดเมียวผู้พยายามรวบรวมประเทศเป็นครั้งแรก หอคอยประสาทหรือส่วนที่เรียกว่า Tenshukaku แล้วเสร็จลงสองปีต่อมา แต่หลังจากสงคราม Osaka Natsu No-jin ในปีค.ศ.1615 ตระกูล Toyotomi ถูกฆ่าล้างโคตร Tenshukaku ก็ถูกทำลายลงย่อยยับ ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ในสมัย Tokugawa แต่น่าเสียดายที่ในปีค.ศ.1665 ได้ถูกฟ้าฝ่าเสียหายย่อยยับอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ปราสาทโอซาก้าไม่มี Tenshukaku มานานปี จนกระทั่งในปี 1931 นายกเทศมนตรีเมืองโอซาก้า นาย Seki ได้ขอรับเงินบริจาคจากชาวเมืองจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนเยน (เท่ากับราว 75,000 ล้านเยนในปัจจุบันนี้) มาบูรณะปราสาทใหม่ ปราสาทโอซาก้าปัจจุบันสูง 55 เมตร มี 5 ส่วน 8 ชั้น เครื่องประดับหลังคาและภาพเสือบนกำแพงตัวปราสาทและหลายๆส่วนลงทองสีอร่ามสวยงาม (ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกสำคัญของประเทศ) บนหอคอยชั้น 8 ของ Tenshukaku ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรวมของเมืองโอซาก้าได้อย่างชัดเจน ในการเข้าชมภายใน ตัวปราสาท จะต้องซื้อบัตรเพิ่มอีกคนละ 600 เยน หรือประมาณ 242 บาท (คิดอัตราแลกเปลี่ยน 100 เยน ต่อ 37 บาท อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 24 กุมพาพันธ์ 2553)
 |
| |
 |
| |
เมื่อเราเดินผ่านประตูทางเข้า ก็จะเห็นกำแพงเก่า สูงตระหง่านดูน่าเกรงขาม เสมือนองค์รักษ์ผู้ดูแลปราสาท มาสะดุดตาที่หินก่อนหนึ่งซึ่ง เป็นหินก้อนที่ใหญ่มาก และเป็น หินทั้งก้อน ที่เอามาสกัดทำกำแพง ก้อนหินนี้มีชื่อว่า "ทาโกะอีสึ" หรือ "ห้อนหินปลาหมึก" ฟังแล้วน่าเอามาแทะกินเล่นเนอะ น้ำหนักของหินก้อนนี้ก็ประมาณ 130 ตัน ซึ่งเป็นหินก้อน ใหญ่ที่สุดในปราสาทแห่งนี้ หน้าที่ของหินก้อนนี้ก็คือ ไว้สำหรับกันพวกข้าศึก ที่จะเข้ามาตีปราสาท ที่น่าทึ่งก็คือ หินก้อนยักษ์ลูกนี้ นำขึ้นมาโดยใช้แรงงานคน โหะ ๆ แค่คิดก็เหนื่อย แทน แต่ก็อลังการงานสร้างจริง ๆ ครับ ถัดมาภายในก็จะมีพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บพวกของเก่า ของพวกไดเมียว นอกากนี้ก็ยังมีร้านขายของที่ระลึก และของกินเล่น ซึ่งจะพลาดไม่ ได้เลย กับ "ทาโกะยากิ" เคยกินแต่ที่เมืองไทย คราวนี้มาถึงถิ่น ก็ต้องลองซะหน่อย สนนราคาก็ 10 ลูก 400 เยน ลูกละประมาณ 15 บาท รู้ราคาแ้ล้ว ทีนี้ก็มาดูเรื่องรสชาติกันบ้าง รสชาติ อร่อยสมคำล่ำลือ โดยเฉพาะปลาหมึกครับ ปลาหมึกที่น ี่เค้าใช้หนวดปลาหมึกยักษ์ หรือ "ทาโกะ" นั่นเอง กินแรก ก็อร่อยดี ผ่านไปลูกที่ 5 รู้สึกเริ่มเค็ม เป็นเพราะซอสที่ราดมา มีรสเค็มนิด ดังนั้นแนะว่า ให้ซื้อ 1ชุด แล้วทานกันหลาย ๅ คนจะดีกว่า
เมื่อเราเที่ยวที่ปราสาทโอซาก้าเรียบร้อยแ้แล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เมืองเกียวโต ทันทีใช้เวลาเิิดินทางอีก 1 ชั่วโมงเศษ ได้เวลาปิดตาชมวิวอีกแว้ว แต่อย่าเพิ่งเงียบเป็นหลับ ขยับเป็นแ_กดีกว่าเนอะ ตั้งใจฟังไก๊ด์ อธิบบายหน่อยดีกว่า แต่ขอหลับตาไปฟังไปแล้วกัน อิอิ เกียวโต ซึ่งจริง ๆ แล้วอ่านว่าเคียวโตะ เป็นจังหวัดนะครับ มีเมืองหลวงชื่อเดียวกัน จังหวัดเคียวโตะ (ญี่ปุ่น: 京都府 Kyōto-fu ?) เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดเคียวโตะเป็นที่ราบสลับหุบเขา ทิศเหนือติดกับทะเลญี่ปุ่น ทิศตะวันตกติดกับจังหวัดเฮียวโงะ ทิศใต้ติดกับจังหวัดโอซะกะ จังหวัดนะระ ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดชิงะ จังหวัดฟูกูอิ ในเมืองเคียวโตะมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1,500,000 คน เมืองเคียวโตะ มีความสำคัญคือ เคยเป็นเมืองหลวงเก่า มีโบราณวัตถุมากมาย มีชื่อในการทำผ้าไหมและแพร
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ก็มีหลายแห่ง แต่วันนี้ที่เราจะเข้าเยี่ยมชมมีด้วยกัน ทั้งหมด 3 ที่ครับ ประกอบด้วย วัดคินคาคุจิ วัดคิโยมิซึ และ ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ
เสร็จจากการเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ เราจะต้องนั่งรถยาวไปพักที่เมืองนาโกย่าครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง

แผนที่ภายในวัดคินคาคุจิ
|
| |

World Cultural Heritage
|
| |
เรามาเริ่มที่วัดคินคาคุจิกันก่อนเลยดีกว่า เอ่ยชื่อวัดหลายคนคงไม่คุ้นหู แต่เอ่ยถึง วังสีทองที่โชกุนพักอาศัย ในเรื่องเณรน้อยอิคคิวซัง หลายคนคง จะร้องอ้อ ว่าแต่คนที่ร้องอ้อ เนี่ยบ่งถึงอายุได้เลยนะ 555+ วัดคินคาคุจิ(Kinkaku)หรือวัด วิหารทอง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘วัดโระคุงอนจิ’ (Rokuon-ji Temple) ซึ่งมีความหมายว่า วัดสวนกวาง เดิมเป็นสถานตากอากาศของ โชกุนโยชิมิสึ (Yoshimitsu) แห่งตระกูลอาชิคางะ จากภาพยนตร์เรื่อง เณรน้อยเจ้าปัญญา – อิคคิวซัง ปราสาทนี้ สร้างขึ้นใหม่ในปีค.ศ . 1955 หลังจากที่ได ้ ถูกไฟไหม้ ไปเมื่อปี ค.ศ . 1950 ซึ่งได้ถอดแบบจำลองโครงสร้างจากของจริงในยุคศตวรรษที่ 14 ตัวอาคารมี 3 ชั้น ตัวเรือนเป็นสีทองจาก ทองคำเปลว อีก จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้ก็คือรูปหล่อ นกฟีนิกซ์ บนยอดปราสาท .. โดยรอบปราสาทมีลำธารน้ำใสสะอาดทำให้เกิดภาพสะท้อนผิวน้ำแสน สวยราวภาพวาด และภายในบริเวณปราสาทมี สวนญี่ปุ่น จัดแต่งไว้อย่างสวยงาม องค์การยูเนสโกประกาศให้เ ป็นมรดกโลก (World Cultural Heritage )ในปี 1994 วิหารหลังงาม แห่งนี้ แต่เดิมเคยเป็นที่ดินของไซออนจิ คิซูเนะ(Kintsune Saionji) (ค.ศ.1171 -1244) หลังจากนั้นก็ตกเป็นของท่านโชกุน โยชิมิตสึ อาชิคางะ(Shogun of Ashikaga) ซึ่งขณะนั้นโชกุนโยชิมิตสึได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่พักผ่อน และรับรองแขกสำคัญ เช่น จักรพรรดิโคมัตสึ พระบิดาของ อิกคิวซัง ต่อมาในปี 1419 บุตรชายของโชกุน อาชิคางะได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดนิกายเซน สายรินไซ
ภายในคินคาคูจินั้น แต่เดิมครั้งยังเป็นสถานที่ตากอากาศ ของโชกุน มีอาคารหลายแห่งปรากฏอยู่ อย่างเช่นรูปจำลอง ของประสาทชิชิน-เดน แต่เมื่อได้ เปลี่ยนเป็นวัดแล้ว จึงถูกรื้อถอนออกไป แต่ตอนนี้แม้จะไม่มีอาคารอื่นๆ ให้เห็น แต่สวนและต้นไม้รอบๆ คินคาคูจินั้น ก็ยังคงสภาพดั้งเดิมเช่น เมื่อร้อยกว่าปี
ขอวกกลับมาที่ตัววิหารทองอีกครั้ง มาดูเรื่องสถาปัตยกรรมกันบ้างดีกว่า วิหารทอง เป็นอาคาร 3 ชั้น ตั้งตระหง่านด้วยความสูง 12.8 เมตร กว้าง 10 เมตร และ ยาว 15.2 เมตร แต่ละชั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างกันไป
สำหรับชั้นแรกของวิหาร เรียกว่า ‘โฮซุยอิน’ ตกแต่งสไตล์ชินเดน-ซูคูริ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่และมีระเบียงไม้ล้อมรอบ แบบพระราชวังสมัยนั้น พื้นที่ส่วนนี้ ใช้เป็นส่วนต้อนรับแขกสำคัญ
ชั้นที่ 2 ถูกออกแบบในสไตล์บ้านของซามูไร หรือเรียกว่า ‘โชฮอนโด’ ซึ่ง โชกุนจะใช้เป็นที่ประชุม หรือพบปะกับแขกผู้มีเกียรติ ผนังของห้องตกแต่งด้วย ภาพวาดของ คาโน่ มาซาโนบุ ในยุค 1434-1530
ส่วนชั้นที่ 3 เรียกว่า ‘คูเคียวโช’ เป็นรูปแบบวัดนิกายเซน มีพื้นที่เพียง 23 ตารางฟุต ซึ่งเป็นที่ที่ท่านโชกุนใช้พบ ปะกับเพื่อนสนิทเพื่อดื่มน้ำ ชา การตกแต่งของชั้นนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของจีน มีขอบหน้าต่างเป็นรูป ระฆัง มีพระพุทธรูป 3 องค์ประทับอยู่
ชั้นที่ 2 และ 3 ใช้ขั้นตอนที่เรียกว่า อูรูชิ เป็นการทาเคลือบวัสดุตาม แบบของญี่ปุ่น เพื่อเป็นการรักษา และเชื่อมวัสดุเข้าด้วยกัน แล้วใช้แผ่นทองคำ น้ำหนักรวม 20 กก. ปิดทับรวม 5 ชั้น สร้างความโอ่อ่าอลังการเป็นอย่างมาก วิหาร ทองแห่งนี้ยังเป็นตัวแทนของการรวมวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่นกับจีนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโชกุน โยชิมิตสุ ชื่นชอบ วัฒนธรรมและศิลปะของจีนเป็นพิเศษ
แม้ความงามของวิหารทองแห่งนี้ จะถูกสร้างขึ้นด้วยแรง ศรัทธา แต่ก็ถูกเผาทำลายหลายครั้งในระหว่างสงครามโอนิง และครั้งหนึ่งวิหารถูกเผาจากฝีมือของพระในวัดวัย 21 ปี และเมื่อถูกจับได้ ก็ยอมสารภาพว่า ตัวเองอยากตายในกอง เพลิงพร้อมกับวิหารสีทองแสนสวยแห่งนี้ และวิหารที่เห็นใน ปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ ตามรูปแบบเดิมเมื่อปี พ.ศ.2498

ก้อนหินปลาคาร์ฟ
|
| |
จากลานจอดรถเดินเข้ามาไม่ไกลก็จะ ถึงประตูทางเข้า ซึ่งทางเข้ากับทางออกคนละทางกัน แต่ก็ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ เพราะเค้าจัดทางเป็น one way เดินไปตามทาง ยังไงก็ไม่หลง ก่อนถึงประตูทางเข้า เราก็จะเห็นการ จัดสวนแบบญี่ปุ่น ซึ่งบ้านเราก็เคยฮิตกันอยู่พักหนึ่ง คราวนี้มาเห็นแบบต้นตำหรับ สวยอย่าบอกใครเชียว บรรยากาศร่มรื่นต้อนรับผู้ไปเยือนตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ ตัววัด ด้านขวามือ เป็นเขตของพระและฮอนโด ซึ่งเป็นวิหารหลัก และมีต้นคาเมลเลียท ี่พระจักรพรรดิโก มิซูโนโอะ ทรงปลูกไว้ ประดับอยู่ด้านหน้าหอ หลังจากที่เดินไปตามทางตลอดแนวของ ต้นไม้ ก็จะเห็นประตูกลาง หรือชูมอง ซึ่งด้านขวาจะมีก้อนหินรูปเรือขนาดใหญ่ประดับอยู่ ส่วนด้านซ้ายจะเป็น ส่วนของหอระฆัง หรือที่เรียกว่า ‘โชโร’ เมื่อเดินไปจนสุดก็จะพบกับประตูจีน หรือคารามอน เมื่อเดินผ่านประตูจีนเข้าไป ก็จะเห็นภาพที่สวยงามที่สุด นั่นก็คือ สระกระจก ที่สะท้อนภาพศาลาทองอร่ามชัดเจน สระกระจก ถูกออกแบบให้เป็นสระน้ำบนสรวงสวรรค์ ภาย ในสระมีดอกบัว และยังมีเกาะเล็กๆและก้อนหินโผล่พ้นขึ้น มาเหนือน้ำ ซึ่งก็เปรียบเป็นมหาสมุทร 8 แห่ง และภูเขา 9 ลูก ในตำนานของเซน
เมื่อดื่มดำ กับการถ่ายภาพวิหารทองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินออกกันหล่ะ มาเดินมาเรื่อย ๆ จะเห็นซุ้มน้ำตก อ่านจากป้าย เค้าบอกว่า "ก้อนหินปลาคาฟ" ลักษณะ เหมือนปลาคาฟ ที่นอนเล่นน้ำตกอยู่ กล่าวกันว่าน้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำที่โชกุนใช้มาชงชา เมื่อเดินออกไปอีกหน่อย ก็จะเป็นซุ้มขายของที่ระลึก จำพวกเครื่องลาง ของคลัง เกี่ยวกับ เรื่องความรัก การงาน โชคดี มีตั้งแต่ราคา 500-5000 เยน ก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวพอสมควร ถัดมาจะเป็นซุ้มน้ำชา ซึ่งเค้าจัดสวนแบบสมัยก่อน ดื่มน้ำชาในป่าไผ่ เสียดาย ครับไม่มีเวลา ไม่อย่างนั้นคงได้ลิ้มลองมาเล่าสู่กันฟัง ราคาก็ไม่แพง 500 เยน สำหรับชาหนึ่งชุด พร้อมของว่าง แต่เห็นจะพลาดไม่ได้เลยกับ ไอศครีมชาเขียว ตรงบริเวณลาน จอดรถ ใครมาก่อน ก็ได้ลิ้มลองกันก่อน รสชาติ ชาเขียวแท้ ๆ อาจไม่ถูกปากคนไทยมากนัก แต่เป็นชาเขียวต้นตำหรับขนานแท้ ราคาที่ 200 เยน

ร้านน้ำชา
|

มุมทานชา
|

ไอซ์ครีมชาเขียว
|
| |
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ ไปต่อกันเลยกับวัดคิโยมิซึ ซึ่งห่างจากวัดคินคาคุจิ เพียง 40 นาที ในการเที่ยวชมวัดแห่งนี้ ต้องใช้เวลากันพอสมควร อย่างน้อย ก็ประมาณ 1 ชั่วโมง จากลานจอดรถไปถึง ประตูทางเข้าวัดก็ประมาณ 500 เมตร แต่เนื่องจากทางเดิน เป็นทางขึ้นเนิน ประกอบกับสองข้างทางมีร้านขายของที่ระลึก ขนมท้องถิ่น ทำให้เสียเวลากับสิ่งยั่วยวนเหล่านี้พอสมควร เมื่อมาถึงหน้าวัดก็เห็นความอลังการของประตูวัดครับ ประตูใหญ่ สูงตระหง่าน สีแดงของประตู ตัดกับท้องฟ้า เย้ายวนชวนให้ถ่ายภาพ เป็นอย่างยิ่ง ยากนักที่ใครมาถึงตรงนี้แล้ว จะไม่หยิบกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์ รวมถึงตัวของผมด้วย
วัดคิโยมิซึ (Kiyomizu-dera) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเกียวโต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1633 ชื่อของวัด ซึ่งมีความหมายว่า "น้ำบริสุทธิ์" มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด
อาคารหลักของวัดคิโยมิซึ เป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้
วลีที่กล่าวว่า "กระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซึ" มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า "To take the plunge" ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอโดะ ที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดด จากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล
คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด เดินมาดูตรงจุด ที่เค้ากระโดด ผมว่าถ้ารอดมาได้ก็คงเจ็บไม่น้อย สูงปรี๊ดซะขนาดนั้น เห็นแล้วเสียวแวบ ไปดูวิหารอื่นต่อดีกว่า

ศาลเจ้าจิชู
|
| |
ถัดมาไม่ไกลจากอาคารหลัก ก็จะเป็น ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพ โอคุนินุชิโนะ มิโคโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรัก และเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี "ก้อนหินแห่งความรัก" 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ เลยไม่ได้ไปลองเดิน คราวหน้ามาใหม่ไม่พลาดแน่ ฝากไว้ก่อน
ต่อมาก็จะมีวิหารที่ไว้สำหรับขอพร การขอพรของที่นี่ จะต้องมีการทำบุญด้วยครับ โดยการโยนเหรียญลงไปในกล่องบริจาค จากนั้นตบมือสองที แล้วก็อธิษฐาน สุดท้าย ก็จะเป็นการเคาะระฆัง คล้าย ๆ กับของไทยเรา เพียงแต่ระฆังของที่นี่ เค้าจะแขวนไว้ข้างบน แล้วก็จะมีเชือกห้อยลงมา ก็ไปเขย่าตรงเชือกนั้น เพื่อเคาะระฆัง เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี

น้ำศักดิ์สิทธิ์
|
| |
และสถานที่สุดท้ายจะพลาดไม่ได้เลย กับการมาดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ บ่อน้ำโอตาวะ ตามตำนานเล่าว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง นามว่า พระเอนชิน ท่านได้ฝันว่า มีคนมา บอก ให้ท่านตามหาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ภูเขาฮายาชิกามา เมื่อท่านตื่นจากความฝัน ท่านก็ได้ออกเดินทางจากวัดยาโมโต้ เมืองนารา มายังภูเขาลูกนี้ และท่านก็ได้พบกับบ่อน้ำแห่งนี้ นอกจากนี้ ท่านยังได้พบพระสงฆ์อีกรูปหนึ่ง ซึ่งพระสงฆ์รูปนี้ได้ให้ พระไม้ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับองค์เจ้าแม่กวนอิม ท่านเอนชิน จึงได้นำองค์เจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานไว้ข้างบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และนี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นของวัดคิโชมิซึ
 |
| |
แต่ละปีก็มีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มาเยี่ยมชมวัดแห่งนี้ และก็ได้มาดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง กล่าวกันว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจาก สายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา ดังนั้นผมก็ไม่สามารถที่จะพลาดกับตรงนี้ได้ วันนี้โชคดีครับ คนรอต่อคิวไม่เยอะ ว่าแล้วก็ชวนน้องกิ๊ฟหัวหน้าทัวร์ ไปด้วยกัน ไม่นานนักก็มาึถึงตาเรา การดื่มน้ำ ก็ไม่มีอะไรมากครับ เค้าทำเป็นศาลา แล้วน้ำก็ไหล ออกมาจากราง ที่เค้าำทำไว้ ตรงหลังคา มีทั้งหมด 3 ราง แล้วเค้าก็มีกระบวยยาว ๆ ให้เราได้รองน้ำ ถ้าใครอยากส่วนตัวหน่อย ก็บริจาค 200 เยน เค้าจะมีถ้วยต่างหาก มาให้ อืม ช่างคิด เราไม่อยากเสียเวลามาก ครับ พอถึงคิว ก็เลยเอากระบวยของเรา ล้างซักนิด พอเป็นพิธี แล้วก็นำไปรองน้ำ ทั้ง 3 ราง ดื่มทีเดียว หมดแก้วเลย เอิ๊กกกกกกกก อิ่ม ^ ^
การเดินวันแรกยังไม่จบเท่านี้นะครับ เด๋ว จะนำมาเล่าต่อในโอกาศต่อไป
ขอบคุณเว็บเพื่อนเที่ยว.com นะคะ |