E-Travel

หน้าแรก>>Travel Guide



22-03-09 สุวรรณภูมิ - กวางเจา - ฉงชิ่ง

       ได้รับข่าวจากบริษัทมิรามาร์ แจ้งมาว่าให้ไปฉงชิ่ง ล่องเรือแม่น้ำแยงซีเกียง ก็ตื่นเต้นน่าดู ยังประทับใจไม่หายกับการล่องเรือสตาร์ครูซ ตอนไป ที่สิงคโปร์ แต่โปรแกรมนั้นแค่ 2 วัน คราวนี้ ได้อยู่บนเรือ 3 วัน เต็ม ๆ หุหุ ได้ชมวิวทิวทัศน์อย่างหนำใจแน่เลย นัดลูกค้าไว้ 9.30 แต่ทุกคนก็มาก่อนเวลา คราวนี้เราไปด้วยกัน 10 ท่าน นานมากแล้วที่ไม่ได้กรุ๊ปเล็กแบบนี้ กลุ่มนี้เป็นกลุ่ม สว. แปลว่าอะไร ไปเดากันเอาเองนะ ใช้เวลาในการเช็คอินไม่นาน ทุก อย่างก็เรียบร้อย ให้ได้เข้ามานั่งยิ้มหวานกัน หน้าประตูขึ้นเครื่อง ใช้เวลาในการเดินทางมายังกวางเจา 2.45 ชั่วโมง เนื่องจากเราจะต้องบินต่อภายในประ เทศ เมื่อรับกระเป๋าได้  ก็เดินต่อไปข้างใน โหลดกระเป๋าต่อเลย ตรงนี้ฝากถึงเพื่อนหัวหน้าทัวร์ทั้งหลาย ควรบอกลูกค้าก่อน เมื่อรับกระเป๋าได้แล้ว ให้รออยู่ที่สายพานรับกระเป๋า ป้องกันลูกค้าประเภทรู้มากได้รับกระเป๋า แล้วก็เดินออกไปก่อน เพราะถ้าเดินออกไปก่อนงานจะเข้า เข้ายังไงเดี๋ยวเล่าให้ ฟัง เมื่อลูกค้าทุกคนรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็พาลูกค้าเดินอยู่ข้างใน ไปทำการโหลดกระเป๋าต่อ วิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ก็แค่นำกระเป๋าไปวางอีกสายพาน หนึ่ง เท่านี้ก็จบ แต่ถ้าสมมุติว่า ไม่ทันระวัง มีลูกค้าหลุดออกมาข้างนอก ก็ต้องพาลูกค้าขึ้นไปที่ ชั้น 3 ที่เคาเตอร์ c เพื่อแต่ทำการโหลดกระเป๋าใหม่ ยุ่งยากมากมาย ต้องโหลดกระเป๋าของใครของมัน ใช้เวลากันนานพอสมควร ถ้ากรุ๊ปเล็กก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากรุ๊ปใหญ่ ลูกค้าอาจบ่นได้ 
      
ที่กวางเจา มีพี่โจว ไกด์สาว คอยรอรับเราอยู่เมื่อจัดการเรื่องกระเป๋าเสร็จ พี่โจก็นำเราไปทานข้าว หลายเสียงบ่นยังไม่หิว  ก็ต้องจำใจทาน ไป แอบดูก็เกลี้ยงทุกจานเหมือนกัน อืม ดีนะไม่ค่อยหิว ฮา ๆ จากนั้นเราก็มาต่อเครื่องที่จะบินไปเมืองฉงชิ่ง ใช้เวลาในการเดินทางอีก 1.45 ชั่วโมง บนเครื่อง ก็ยังมีอาหารให้ทานอีก จนหลายคนเริ่มเมินหน้าหนี บางคนรับข้าวมา ก็เอามานั่งเขี่ยเล่น เป็นการฆ่าเวลา สรุปวันนี้ไม่ได้ทำอะไรเหนื่อย กินเหนื่อย
      
ฉงชิ่ง ก็เป็นไกด์หนุ่มหล่อ นามว่า เสียวหลี พี่แกบอกว่าเรียกแกว่า ผู้ใหญ่ลี ก็ได้ คงมีกรุ๊ปคนไทย ตั้งให้แก พี่เสียวหลี่พูดไทยได้นิดหน่อย เนื่อง จากรับกรุ๊ปไทยบ่อย อะไรที่พูดเป็นไทยได้แกก็จะพยายามพูด ก็น่ารักไปอีกแบบ อาจจะงงแล้วจะรู้เรื่องกันหรอ อันนี้ก็ไปหน้าที่ของคนไม่หล่อแต่ เร้าใจ อย่างผมที่รับหน้าที่ในการแปล จากสนามบินตรงเข้าโรงแรมกันเลย   พักผ่อนเอาแรง พรุ่งนี้ลุยโปรแกรมทัวร์กันเต็ม ๆ

23-03-09 เป๋าติ่งซาน - ผ้าไหม - ถนนคนเดินเจ่ฟั่งเปย - เมืองโบราณหงหยาต้ง

       เมืองฉงชิ่ง เป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมณฑลไหน ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว เมืองแบบนี้ในประเทศจีนมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่ง คือ ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง ฉงชิ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสี่เมือง มีเนื้อทั้งหมด 82,403 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าเกาะไต้หวัน 2 เท่า ประ ชากร 32 ล้านคน (ครึ่งหนึ่งของประเทศไทยเลย) เมื่อก่อนเมืองฉงชิ่งเป็นเมืองที่ยากจนมาก แต่ไม่มีกี่สิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ ประชากรของที่นี่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมหลักของที่นี่ ก็จะเป็นการผลิตรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถบัส มอเตอร์ไซด์ ก็ล้วนแล้ว แต่ผลิตเองได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังเด่นในเรื่องของยาสมุนไพร ผ้าไหม และที่ขาดไม่ได้ก็คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีชื่อเสียงมาก ก็คือการได้มาล่อง เรือที่แม่น้ำแยงซีเกียง ฉงชิ่ง อยู่ต้นแม่น้ำแยงซีเกียงดังนั้น ถ้าใครจะมาล่องแม่น้ำแยงซีเกียงก็ต้องมาลงเรือที่นี่
      
ในเรื่องของประวัติศาสตร์ เมืองฉงชิ่ง ก็มีความสำคัญไม่แพ้ที่อื่น ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3 พันปี ที่สำคัญก็คือในปี 1937 ถึง 1945 ญี่ปุ่น ได้เข้ารุกรานประเทศจีน วันที่ 20 กันยายน 1937 รัฐบาลกั๋วมินตั๋ง ได้ทำการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่ เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการในการสู้รบต่อต้านกับกองกำ ลังญี่ปุ่น ภายหลังที่นี่ยังได้เป็นศูนย์กลางของการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

       เช้านี้ที่แรกที่เราจะไปเยี่ยมชมกันก็คือ เป๋าติ่งซาน ภูเขาหินแกะสลัก สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองต้าจู๋ ใช้เวลาในการเดินทางจากเมืองฉง ชิ่งไปประมาณ 2.30 ชั่วโมง ต้าจู๋ 大足 ต้า หมายถึงใหญ่ จู๋ ไม่ได้หมายความตามอย่างที่คนไทยเข้าใจกันนะ จู๋ในที่นี้หมายถึง เท้า ซึ่งหมายถึงเท้าของ องค์พระพุทธรูปที่อยู่บน เป๋าติ่งซาน นอกจากจะมีความหมายตามนี้แล้ว ยังแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความอุดมสมบูรณ์ กสิกรรมของที่นี่ อุดมสมบูรณ์ มาก พี่เสียวหลี่ เล่าว่า ของกินขึ้นชื่อของเมืองนี้ คือ ปลา และหมู ลักษณะของเนื้อหมูจะละเอียดกว่าที่อื่น นุ่มลิ้น ยืนยันจากสมาชิกในกลุ่ม เล่ากันมาว่า งั้นไม่กล้าไปลองเอง เดี๋ยวผิดศีล นอกจากนี้ยังมีของขึ้นชื่ออีกอย่างก็คือ มีด เห็นว่าคมนัก อยากซื้อเหมือนกันแต่เงินในกระเป๋ามันน้อยเกินเหตุ เลยได้ แต่แอบมอง

       ภูเขาหินแกะสลักเป๋าติ่งซานมีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง ลูกศิษย์สร้างขึ้นจากแรงศรัทธา ที่ต้องการให้ผู้คนทำความดี เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ รอบภูเขามีงานแกะสลักกว่า 10,000 ชิ้น เป็นการวาดลงไปบนหินแล้วทำการแกะสลักลงไป ใครไม่รู้คงคิดว่าแกะสลักจากที่อื่นแล้วค่อยนำมาไว้ที่นี่ ชิ้นงานแต่ละชิ้น แสดงถึงความอ่อนช้อย ห้องที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ก็คือห้องพระ ภายในประกอบไปด้วยรูปแกะสลัก องค์พระโพธิสัตว์ 12 องค์ ซึ่งอยู่ทางซ้ายและทางขวา ตรงกลางจะเป็นองค์พระพุทธเจ้า ตามหลักของพุทธแบบมหายาน จะเห็นว่านิกายนี้เค้าจะไหว้ พระพุทธเจ้า 3 พระองค์ คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตรงหน้าองค์ พระพุทธเจ้า เป็นรูปแกะสลักของพระโพธิสัตว์ กำลังคุกเข่า เหมือนกับกำลังสนทนา ธรรม สอบถามปัญหาที่ตนเองยังไม่รู้แจ้ง เห็นจริง ลักษณะของชิ้นงานละเอียดมาก อย่างเช่นองค์แกะสลักของพระโพธิสัตว์ ดูจากการแกะสลัก ตรงที่ เป็นชายเสื้อมีความพลิ้วเหมือนของจริงมาก นอกจากนี้ยังมีงานแกะสลักที่เป็นปริศนาธรรม เช่น งานแกะสลัก แมวที่กำลังมองหนูอยู่บนต้นไม้ มองตอน แรกก็งง ว่าอันนี้สอนอะไร พี่เสียวหลี ให้สังเกตหนูก่อน หนูอยู่บนต้น กำลังระวังตัวเองไม่ให้ตกลงไป ถ้าตกลงไปต้องตายแน่ เหมือนคนที่จะต้องดิ้นรน ให้มีชีวิตรอด ส่วนแมวที่ท้องกำลังหิว คอยจ้องมองว่าหนูจะตกลงมาเมื่อไหร่ ก็หมายถึง คนเราเมื่อท้องหิว ก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ท้องอิ่ม นอก จากจะมีผลงานเกี่ยวศาสนาพุทธแล้ว ยังมีงานแกะสลักเกี่ยวกับลัทธิเต๋าอีกด้วย หลักคำสั่งสอนของ เต๋า จะเน้นถึงความกตัญญูต่อบิดา มารดา ถัดมาก็เป็นการสอนคนให้ทำดีจะได้ขึ้นสวรรค์

   

       อันสุดท้าย ก็จะเป็นนรก ใครบ้างที่จะลงนรก ก็จะเป็นคนที่กินเหล้า กินเนื้อสัตว์ อาจจะงง กินเนื้อสัตว์ ทำ ไมต้องลงนรก พุทธมหายาน เค้าไม่ทานเนื้อกัน พระสงฆ์กินเจ ครับป๋ม เพิ่มเติมอีกนิด ในเมืองต้าจู๋ จะมีงานแกะสลักแบบนี้ประมาณ 50,000 กว่าชิ้นงาน แต่เนื่องจากในสมัยของ เหมา เจ๋อ ตุง มีการปฏิวัติ วัฒนธรรม อะไรก็ตามที่ดูแล้วงมงาย หลักคำสอนที่ขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์ จะถูกทำลายหมด ที่นี่ก็ไม่รอดพ้นเหมือนกัน โชคดีสมัยนั้นยังไม่มีใครมาเจอ เป๋าติ่งซาน ที่อื่นถูกทำลายหมด เหลือรอดมาได้ก็คือที่ เป๋าติ่งซาน

       เราใช้เวลาเดินชมอยู่ชั่วโมงกว่า ๆ ท้องเริ่มประท้วง ความหิวเริ่มเข้ามาเยือน ดีที่ว่า ร้านอาหาร ก็อยู่ตรงทางเข้า จึงไม่เกิดเหตุการณ์กล่องข้าว น้อยฆ่าแม่ จากนั้นเราก็กลับเข้าเมือง ใช้เวลาเดินทางเหมือนตอนขามา มาถึงฉงชิ่งพลาดไม่ได้เลย ที่จะต้องมาเยี่ยมชมกับของขึ้นชื่ออย่างผ้าไหม ผ้า ไหมที่ขึ้นชื่อของเมืองจีน จะมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่ง คือ ซูโจว-หังโจว ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางเจา ที่เมืองฉงชิ่ง ไหมของที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่น เนื่องจาก สภาพภูมิอากาศที่มีหมอกตลอดทั้งปี ไม่ค่อยได้เจอกับแสงแดด ทำให้เส้นไหมที่ได้ เป็นเส้นไหมที่ละเอียด โดยปกติเมื่อดึงไหมออกจากตัวหม่อน จะได้ เส้นไหมที่ความยาวถึง 1.5 กิโลเมตร เวลาที่นำมาทำเป็นเสื้อผ้า ก็จะได้เนื้อผ้าที่ละเอียด นุ่น และบางเบากว่าที่อื่น

 

       จบจากผ้าไหม เราก็มาช้อปปิ้งกันต่อที่ถนนเจ่ยคนเดินฟั่งเปย ถนนสายนี้เป็นศูนย์กลางแหล่งชอปปิ้งของเมืองฉงชิ่ง ตรงใจกลางถนนจะมีหอ นาฬิกา สิ่งเป็นหอที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงตอนที่ทำการสู้รบ ขับไล่กองทัพญี่ปุ่นในสมัยของรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง อารมณ์ก็จะประมาณ ถนนคนเดินเป่ยจิง ลู่ เซี่ยงไฮ้ หวังฝูจิงที่ปักกิ่ง ร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของแบรนด์เนม มีทั้งของที่นำเข้าจากต่างประเทศ และของภายในประเทศ และยังมีห้างสรรพสินค้า อีกหลายแห่ง รวมไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย ใครที่อยากหาของก๊อบปี้ ต้องขอโทษด้วยที่นี่ไม่มีขายเน้อ
      
มื้อเย็น เป็นบุฟเฟ่ต์สุกี้แบบฉบับฉงชิ่ง all you can eat หรือที่เรียกว่า กินจนอ๊วก เอ้ย กินจนอิ่ม น้ำซุปจะมีสองแบบอยู่ในหม้อเดียว ด้านนอกจะเป็น น้ำซุปจืด และแบ่งขั้นกลางไว้สำหรับน้ำซุปเผ็ด รสชาติเผ็ดของที่นี่ ถ้าใครเคยไปเสฉวน ก็คงจะเคยได้ลิ้มลองมาแล้ว ใครที่ว่ากินเผ็ดเก่ง ๆ ลองมากินที่ นี่ดูรับรอง ได้กินไปเช็ดน้ำตาไป เพราะเค้าไม่ได้เผ็ดร้อนธรรมดา ยังทำให้ลิ้นชา

แรก ๆ จะรู้สึกซ่าที่ลิ้น ผ่านไปสักผักจะรับรู้ได้ถึงอาการลิ้นชา ไม่น่ากลัว ครับ ผมว่าน่าลองมากกว่า หลายครั้ง ๆ ลูกค้าหลายคนไม่กล้าลอง ไม่กล้ากิน กลัวไม่อร่อย ผมรู้สึกดายแทน การที่เราจะได้ออกมาสัมผัสวัฒนธรรมการ กินของแต่ละที่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย มาครั้งนี้แล้วไม่ได้ลอง รอครั้งหน้าก็ไม่รู้ว่าจะได้มาอีกทีเมื่อไหร่ ปกติผมจะบอกลูกค้าไว้เลยว่าให้ลองชิม ลองทานดู อร่อยหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ เราได้ประสบการณ์ในการทานซึ่งไม่ใช่หากันง่าย ๆ ดังนั้น อย่าพลาดกันนะครับ อะไรที่ว่าดี  ที่ว่าเด็ด ก็ควรได้ลิ้มลอง แต่อะไรที่พิศดารเกินก็ไม่ควรนะ อย่างเช่น อุ้งตีนหมี สมองลิง เอาที่คนทั่วไปเค้ากินกันดีกว่าเนอะ

       สถานที่สุดท้ายของเราในวันนี้ที่จะไปเยี่ยมชมกัน คือ หงหยาต้ง Complex ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ภายในประกอบได้ โรงแรม ร้าน อาหาร มีทั้งหมด 4 ชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นก็จะมีร้านขายของเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่เป็นจุดเด่นเลย ก็คือชั้น 4 ด้านบนจะจำลองเป็นบ้างเมืองสมัย โบราณ มีร้านขายขนม ร้านน้ำชา ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่ขายของทานเล่น เช่น เนื้อแพะย่าง เนื้อไก่ย่าง ปลาหมึกย่าง ก๋วยเตี๋ยว แต่สำหรับพวกเราใช้ที่นี่เป็นที่เดินย่อยอาหาร และถ่ายรูปหลังจากหนังท้องตึงเปรี้ยจากร้านสุกี้

       ไฮไลต์ของโปรแกรมที่มากันเที่ยวนี้ และเป็นที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง นั่นก็คือ ล่องเรือแม่น้ำแยงซีเกียง เรือลำที่เรามาขึ้นวันนี้ชื่อว่า New Century Cruises มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ชั้น ล๊อบบี้ ห้องอาหาร รวมถึงห้องพักอีกเล็กน้อย อยู่ชั้น 2 ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องพัก ชั้น 5 ห้องฟิตเนส บาร์ ร้านเสริมสวย ห้องนวดฝ่าเท้า ชั้น 6 เป็นดาดฟ้า และ Coffee shop ลำใหญ่โตไม่ใช่เล่น มาถึงบนเรือแล้ว เดินเล่นกันนิดหน่อย ก็เข้าห้องพักผ่อนตามอัธยาศัย ขึ้นนี้ได้อืดอยู่กลางแม่น้ำแยงซีเกียง ตื่นเต้นเป็นบ้า อิอิ

24-03-09 ถ้ำหิมะหยก ( 雪玉洞 ) - เมืองเฟิงตู - กิจกรรมสุดหรรษาบนเรือสำราญ ( ช่วงบ่าย )

         ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ จะมีนำรายการมาแจ้งให้ทุกคนได้ทราบว่า วันนี้เรามีโปรแกรมไปไหนบ้างโดยที่เจ้าหน้าที่แอบเอาเข้ามาวาง เหมือนซานต้าครอส แอบย่องเบาเอาของขวัญมาให้เด็ก ๆ ไม่เห็นตัว มาดูอีกที ใบรายการทัวร์วางอยู่บนเตียงนอนแล้ว มีทั้งภาษาจีน และภาษาอังกฤษ มาดูกันว่า วันนี้มีอะไรให้เราทำบ้าง

      
         06.30 น. - 07.00 น. บาร์ ชั้น 5 บริการชา กาแฟ และของว่าง

        
06.30 น. - 07.00 น. บาร์ ชั้น 5 รำไทเก๊ก

        
07.00 น. - 08.30 น. รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้น 2 (บุฟเฟต์)

         08.30 น. - 09.00 น. บาร์ ชั้น 5 ประชุมเพื่อแจ้งรายละเอียดของเรือ (พูดภาษาจีน)

         09.00 น. - 12.00 น. ขึ้นฝั่งเยี่ยมชม ถ้ำหิมะหยก (พบกับไกด์ และคนขับรถคนใหม่)
                         
                         1. ก่อนจะออกจากเรือกรุณารับบัตรประจำตัวเพื่อสะดวกในการแสดงตนเมื่อเวลากลับมาที่เรือ
                            
                         2. รบกวนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กรุณานั่งประจำรถที่ทางเรือได้จัดไว้ให้    

         12.00 น. - 13.30 น. รับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารชั้น 2 (บุฟเฟ่ต์)

         14.00 น. - 15.00 น. บาร์ ชั้น 5 กิจกรรมเข้าจังหวะ สอนเต้น (ไว้ใช้สำหรับงานเลี้ยงในตอนการคืน)

         15.00 น. - 15.30 น. ดาดฟ้าชั้น 6 เรียนทำสุกี้ฉงชิ่ง

         16.00 น. - 17.00 น. ชั้น 5 บริเวณร้านขายของที่ระลึก แสดงการวาดภาพภายในขวด
                                  
                                     ชั้น
4 สาธิตการร้อยไข่มุก ที่ร้านขายไข่มุก

         18.00 น. - 19.00 น. บาร์ ชั้น 5 งานเลี้ยงต้อนรับจากกัปตันเรือ (มีเครื่องดื่ม และอาหารว่างบริการ)

         19.00 น. - 20.30 น. รับประทานอาหารคำที่ห้องหารชั้น 2 (โต๊ะจีน)

         21.00 น. - 22.00 น. บาร์ชั้น 5 การแสดงจากพนักงานบนเรือ

       กิจกรรมบึ้มเลยวันนี้ ลุยกับอันแรกกันเลย ถ้ำหิมะหยก เมื่อได้เวลาออกเดินทางเราก็มารอกันที่บริเวณล๊อปบี้ เพื่อรับบัตรประจำตัวก่อนลงเรือ ไกด์ ท้องถิ่นมีนามว่า เสี่ยวควั้ง คอยดูแลเราในช่วงครึ่งวันเช้า คราวนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นชาวญี่ปุ่น เพราะกรุ๊ปเรามีแค่ 10 คน และกรุ๊ปญี่ปุ่นมี 8 คน เลยถูก จับมานั่งรถคันเดียวกัน หนวกหูเล็กน้อย เนื่องจากไกด์เป็นภาษาจีน แล้วหัวหน้าทัวร์ทั้งสองชาติ ต้องแปลเป็นภาษาของตัวเอง
      
มารู้จักเมืองเฟิงตูกันสักนิดดีกว่า เมืองเฟิงตู อยู่ห่างจากเมืองฉงชิ่ง 172 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 2,910 ตารางกิโลเมตร ประชากร 820,000 คน อยู่ใน ตัวเมืองประมาณ 1 แสนคน ที่เหลือก็กระจายอยู่ตามรอบนอก อาชีพโดยหลักของคนที่นี่การทำกสิกรรม ส่วนใหญ่จะปลูกผัก และผลไม้ ที่จะพิเศษกว่าที่ ก็เห็นจะเป็นหัวไชเท้า หัวไชเท้าทั่วไปจะเป็นสีขาว แต่ของที่นี่จะเป็นสีแดง ดูแล้วก็แปลกดี สาเหตุที่เป็นสีแดง ก็เป็นเพราะดินและน้ำของที่นี่ เสี่ยวควั้ง โม้ให้ฟังว่า สาว ๆ ที่นี่ ผิวสวยเพราะอากาศดี ไม่ค่อยเจอแดด มีแต่หมอก ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง ทำให้ผิวชุ่มชื้นตลอดเวลา แบบนี้ครีมทาผิว แบบมีมอยเจอร์ไรเซอร์ คงขายไม่ออกแน่ แล้วคนที่นี่ยังชอบทานเผ็ด พริกที่นี่จะเต็มไปด้วยวิตามิน ที่ดีต่อสุขภาพผิว ที่นี่กินเผ็ดจริง ๆ ไม่อยากคิด เช้า ๆ เวลาขับถ่ายจะเป็นยังไง ผมแค่ลองกินสุกี้ฉงชิ่งไปมื้อเดียว ตอนเช้าได้เรื่อง อร่อยปาก ลำบากตูด จริง ๆ ครับ คอนเฟิม !!! สาวที่นี่หุ่นดี เนื่องจากสภาพ ภูมิประเทศของที่นี่จะเต็มไปด้วยภูเขา ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็ต้องขึ้นเขา ลงเขาได้ออกกำลังทุกย่างก้าว จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่คนที่จะหุ่นดี แต่เหรียญมันมี 2 ด้าน มีส่วนดี ก็ต้องมีส่วนเสีย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างชื้น ทำให้คนที่นี่มีปัญหาเรื่องไขข้อ จะมีอากาศปวดข้อเมื่อเจออากาศ หนาว ไม่เว้นแม้แต่ไกด์สาวของเรา

       เราใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็มาถึงลานจอดรถ ถ้ำหิมะหยก จากลานจอดเดินไปทางปากถ้ำ ไกลเหมือนกัน และเป็นทางลาดชัน ใช้เวลาในการ เดินประมาณ 15 นาที ถ้ำหิมะหยกขาว ถูกค้นพบโดยบังเอิญ จากนายพรานล่าสัตว์ แต่เดินภายในจะเป็นทางเล็ก ๆ เมื่อค้นพบแล้วก็ได้มีการขยายทาง ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสะดวกในการเดินชม เพิ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2004 ภายในถ้ำ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ระยะทางทั้งสิ้น 1,166 เมตร การเดินทางชมภายในแปลกและต่างจากที่อื่น ถ้ำแห่งนี้จะต้องเดินขึ้น ตามบันไดที่ทางเจ้าหน้าที่ทำไว้ จะมีทั้งเดินขึ้นและเดินลง จะโหดหน่อยก็ตรงที่จากชั้น 2 ขึ้นไป ชั้น 3 เพราะต้องเดินขึ้นรวดเดียวเลยไม่มีที่พัก ดังนั้น หากมีผู้สูงอายุเดินทางด้วย ให้ดูตามกำลังของตัวเอง หากคิดว่าไม่ไหว ก็ให้เดินย้อนกลับไปทางเดิม เพราะทางออกกับทางเข้าคือทางเดียวกัน ข้อควร ระวังที่อยู่ภายในถ้ำ คือ ห้ามจับหินงอก และหินย้อย เพราะถ้าเราไปจับหินจะหยุดการเจริญเติบโต เนื่องจากในถ้ำมีหอกงอกเต็มไปหมด และบางช่วงทาง เดินก็แคบ ต้องระวังหัว

 

ไม่อย่างนั้นหัวอาจจะไปชนหินเค้าแตกได้ จะเป็นการทำลายธรรมชาติโดยไม่ตั้งใจ อันนี้ไม่ได้ล้อเล่น หัวแตก ไม่กี่อาทิตย์ก็หาย แต่ถ้าหินหัก ทราบไม่ครับว่าหินงอก กว่าจะยื่นมาได้แต่ละมิลลิเมตรใช้เวลากี่ปี หอกงอกและหินย้อยใช้เวลาในการเจริญเติบโต 1 มิลลิเมตร ใช้เวลา 100 ปี เห็นไหมครับว่าทำไมไม่ห่วงหัวคน กลับไปห่วงหินแทน ดังนั้น อย่ามัวเดินเพลินกับการถ่ายรูป และอีกอย่างอากาศภายในค่อนข้างชื้นพื้นจะเปียกแฉะ ตลอดเวลา เวลาเดินกลัวควรระวังครับ ไม่อย่างนั้นอาจลื่นได้ง่าย ห่างตอนเดินลงบันไดที่สุด ถ้าไม่ระวังอาจเห็นลูกขนุนกลิ้งลงมาก็ได้

       ภายในถ้ำจะเต็มไปด้วย หินงอก หินย้อย และเสาหิน (หินงอกและหินย้อยบรรจบกัน) แต่ละที่ก็จะมีความงามที่แตกต่าง ถ้ำแห่งนี้แปลกกว่าที่อื่น ก็คือ หินงอก หินย้อยภายในถ้ำ จะเป็นสีขาว เหมือนหิมะ บางแห่งก็เหมือนยกสีขาว จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำหิมะหยกขาว หินงอก หินย้อย ก็มีรูปร่างแปลก แตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นรูปเพนกวิน อันนี้ลักษณะจะเป็นเหมือนพุงเพนกวิน บ้างก็เหมือนกำแพงเมืองจีน หินงอกบ้างกลุ่มก็ยื่นออกมาเหมือนมีดดาบ ก็แล้วแต่คนจะจินตนาการกันไป ติดใจอยู่กันก็เป็นหินที่มีลักษณะเหมือนสาวกำลังหันหลัง แล้วอยู่ในม่านน้ำตก เหมือนได้ไปแอบดูซีซือ (4 สาวงามของเมืองจีน) อาบน้ำเลย เราอยู่ในนั้นชั่วโมงกว่า ถึงจะได้ออกมาข้างนอกกัน สวยประทับใจ แต่ก็เหนื่อยลิ้นห้อยเหมือนกัน รีบกลับกันที่รถ เพื่อที่ จะได้มาหม่ำ ๆ มื้อเที่ยงบนเรือ เที่ยงวันนี้ บุฟเฟ่ต์ มีอาหารหลายหลายให้ได้ลิ้มลอง พริกน้ำปลา เอามามะได้ใช้ซะง้าน - -*

       ช่วงบ่ายเราก็อยู่กันแต่บนเรือ ไม่ต้องกลัวเหงา ทางเรือเค้ามีจัดกิจกรรมไว้รออยู่แล้ว บ่าย 2 โมง มีนัดกันจะไปร่วมกิจกรรมเข้าจังหวะ แต่กลุ่ม สว. ขอบาย เนื่องจากเหนื่อยล้ากับการชมถ้ำ ถึงใจจะสู้ แต่ขามันสั่น (แบบนี้เค้าเรียกสั่นสู้อ่ะป่ะ) ขอนอนเอาแรงดีกว่า เลยขึ้นไปแอบดูคนเดียว ก็มีกลุ่ม นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น และฮ่องกง ขึ้นมาร่วม ก็เป็นการสอนเต้น แบบง่าย ๆ 4 เพลง เพื่อไว้ใช้ในกิจกรรมยามค่ำคืน มาแอบดูคนสอนเต้น เป็นรีเซฟชั่น สาวสวยมากความสามารถ นอกจากจะอยู่ที่หน้าฟร้อน แล้วยังขึ้นมาสอนเต้นอีก (สำหรับรีเซฟชั่นคนนี้มีเรื่องให้เซอร์ไพรส์อีก) ใช้งานคุ้มเลย

       ต่อจากกิจกรรมเข้าจังหวะ ก็เป็นการสอนทำสุกี้ฉงชิ่ง แวบไปดูแปป ๆ ก็แอบลงมา นัดกันไว้อีกทีก็ตอน 4 โมงเพื่อที่จะไปดูวิธีการวาดภาพลงภาย ในขวด ถึงเวลาก็มาดู เค้าสาธิตวิธีการวาดภาพภายในขวด เรียกเป็นภาษาบ้านเรา ก็ขวดใส่ยานัด แต่ที่นั่นจะเป็นขวดแก้ว สมัยก่อนคนที่จะใช้ได้ก็เป็น พวกที่อยู่ในวัง เอาไว้ดมตอนเป็นหวัด คัดจมูก บุคคลธรรมดาไม่สามารถใช้ได้ เพราะราคาแพง ยุคสมัยเปลี่ยนไป จากที่เคยใช้กันในวัง ประชาชนทั่วไป ก็สามารถใช้ได้ ด้วยความหัวใส ของจิตกรชาวจีน จึงได้ทำการวาดภาพลงไปในขวด จากขวดราไม่กี่หยวน พอวาดภาพลงไป ก็ขายได้เป็นร้อย ๆ หยวน บางชิ้น ขายถึงพันหยวนก็มี อาร์ตไหม อาร์ตตตตตตตตตตตตต
      
6 โมงเย็น เป็นงานเลี้ยงต้อนรับของกัปตัน เมื่อขึ้นมาบนชั้น 5 ก็จะเห็นกัปตันยืนรอรับอยู่ ใส่ชุดเต็มยศเลย

 

       ภายในงานเลี้ยงก็จะมีเครื่องดื่ม (ไวน์ น้ำส้ม เติมได้ตลอด) และของว่าง ไว้คอยบริการ งานเลี้ยงก็ไม่พิธีรีตรองมากมาย ก็มีการแนะนำตัวกัปตัน และกัปตันกล่าวยินดีต้อนรับ พร้อมกับเดินชน แก้วทักทาย และถ่ายรูป กับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มีการเต้นรำกันนิดหน่อย เอาแค่พอเป็นพิธี จากนั้นก็มารับประทานอาหารค่ำ

       กิจกรรมยามค่ำคืน มีการแสดงจากสต๊าฟของเรือ เรือลำนี้ใช้พนักงานได้คุ้มจริง ๆ ไม่ต้องจ้างนักแสดงมาเป็นพิเศษ ใช้พนักงานบนเรือนี่แหละ แสดงเองเลย ตั้งแต่ เด็กเสิร์ฟยันรีเซพชั่น ไม่เว้นแม้แต่กุ๊ก ก็ยังจับมาเต้น แหม นี่ถ้าเอากัปตันมาเต้น ได้มีวิ่งกันแน่ ฮา ๆ การแสดงก็จะมีหลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่เป็นแบบโชว์วัฒนธรรม การเล่นเกมกับผู้ชม จนถึงโชว์แบบร่วมสมัย แต่ที่เห็นเป็นจุดเด่น และเรียกเสียงฮือฮา ได้จากผู้ชมก็คง จะเป็นระบำเปลี่ยนหน้ากาก หรือ ภาษาจีนเรียกว่า เปี้ยนเหลี่ยน 變臉 โชว์เปลี่ยนหน้ากากเป็นโชว์ที่ขึ้นชื่อในมณฑลเสฉวน ใครไปเสฉวนไม่ได้โชว์นี้เรียกได้ว่าไปไม่ถึงเลยทีเดียว และโชว์ชนิดนี้ เค้าจะไม่มีการเปิดโรงเรียนสอน ส่วนใหญ่จะสอนให้แต่กับผู้ชาย และจะสอนให้แต่กับคนในครอบครัว ขนาดดาราชื่อดังอย่าง หลิว เต๋อ หัว มาขอเรียน ยังไม่มีใครสอนให้เลย วันนี้ได้มาดูโชว์นี้บนเรือ จึงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ตอนแรกที่ดูก็ยังคิดว่า เออ อย่างน้อยมันก็มีการลงทุนบ้าง นึกว่าจะใช้แต่พนักงานของตัวเองอย่างเดียว แต่ดูคนแสดงทำไมเดินเหมือนผู้หญิง ในใจก็คิดว่าคงไม่ใช่สต๊าฟ แต่พอถึงหน้าสุดท้าย ที่เป็นหน้าของตัว แสดง ฮือ กันทั้งโรง สรุปว่า เป็นเธอคับ เจนนี่ รีเซฟชั่น สาวสวยที่อยู่ข้างล่าง อุแม่เจ้า แม้แต่การแสดงเปลี่ยนหน้าเธอยังทำได้ สุดยอดจริง ๆ

 

       เมื่อเธอแสดงจบ และอยู่ในระหว่างรอขึ้นฉากต่อไป เลยแอบไปสอบสัมภาษณ์ว่าการแสดงนี้ไปได้แต่ใดมา ได้คำตอบมาว่า เธอรู้จักกับอาจารย์ที่แสดงระบำเปลี่ยนหน้า ด้วยความสนใจส่วนตัว จึงไปขอเรียน แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัว ก็จะไม่สอนให้ แต่ด้วยความมานะของเธอ เพียรพยายามขอร้อง จนอาจารย์ใจอ่อน (ก็หน้าใจ อ่อนอยู่ล่ะ ผมเห็นยังใจอ่อนเลย (^ ^) จึงยินยอมสอนให้ บอกได้คำเดียวครับว่าสุดยอด ชมโชว์และร่วมสนุกกันอยู่ ชั่วโมงกว่าก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปพักผ่อน วันพรุ่งนี้รายการก็สบาย ๆ มีอะไรบ้าง ขอนอนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเล่าต่อ

25-03-09 ช่องแคบฉวี่ถัง - ช่องแคบอู - เสินหนงซี - ช่องแคบซีหลิง

       กิจกรรมเบา ๆ ไม่หนักหน่วง เหมาะแก่การมาชมวิวและพักผ่อน หลีกเลี่ยงความวุ่นวาย จากเมืองไทย วันนี้เราจะได้ชมจุดเด่นของการล่องแม่น้ำ แย่ซีเกียงคือการล่องชมทัศนียภาพของ 3 ช่องแคบ

             
           
06.30 น. - 07.00 น. บาร์ ชั้น 5 บริการชา กาแฟ และของว่าง

          
06.30 น. - 07.00 น. บาร์ ชั้น 5 รำไทเก๊ก

          
06.45 น. - 09.00 น. อาหารเช้า ชั้น 2 (บุฟเฟ่ต์)
           
          
07.15 น. - 09.30 น. เมืองโบราณไป๋ตี้เฉิง
          
                                      
(ไม่รวมอยู่ในรายการทัวร์ หากท่านใดสนใจ ค่าเข้าชม ท่านละ 220 หยวน)

           10.00 น.                เยี่ยมชม ช่องแคบฉวี่ถัง ดาดฟ้าชั้น 6

           10.20 น.                กิจกรรม เล่นว่าว ดาดฟ้าชั้น 6

           10.40 น.                กิจกรรม ผูกผ้าพันคอ

           11.45 น.                เยี่ยมชม ช่องแคบอู ดาดฟ้าชั้น 6

           12.30 น. - 13.45 น. อาหารกลางวัน ชั้น 2 (บุฟเฟ่ต์)

           13.45 น. - 17.30 น. เปลี่ยนล่องเรือเล็ก ชมเสินหนงซี

           18.30 น. - 19.00 น. ประชุมเพื่อแจ้งกำหนดในวันรุ่งขึ้น ห้องประชุม ชั้น 3

                                       (ให้เจ้าหน้าที่ของเรือมาบอกให้ฟังแล้ว แจ้งให้ลูกทัวร์ทราบก็ได้)

            19.00 น. - 20.30 น. รับประทานอาหารค่ำ (โต๊ะจีน)

            20.30 น. - 23.00 น. เวลาสำหรับชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อยู่บนเรือ ที่บริเวณ Front desk

            21.00 น. - 22.00 น. คาราโอเกะ บาร์ชั้น 5

            22.00 น.                ดาดฟ้าชั้น 6 ชมช่องแคบซีหลี และผ่านประตูระบายน้ำ เขื่อนซานเสียตาป้า 

       เช้านี้เรือมาเทียบท่าอยู่ที่เมืองงเฟิงเจ๋ย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อนามว่า ป๋ายตี้เฉิง ใครจะไปเที่ยวที่นี้จะต้องจ่ายตังค์เพิ่มท่านละ 220 หยวน สมาชิกของเราหลายคนอยากไปเหมือนกัน ท่านหนึ่งบอกว่ามาทั้งที ก็เที่ยวมันให้หมดคราวหน้าไม่รู้เมื่อไหร่จะได้มาอีก เป็นความคิดที่ดีทีเดียว แต่ต้องไปปีนบันได200

    

       10 โมงเวลานัดหมายที่จะผ่านช่องแคบแรก คือ ช่องแคบฉวี่ถัง ช่องแคบแห่งนี้มีความกว้างเพียง 150 เมตร ความยาว 8 กิโลเมตร เมื่อเรือใกล้จะ เข้าช่องแคบผู้โดยสารทุกคน ก็ขึ้นมาอยู่บนบริเวณดาดฟ้า ชั้น 6 เพื่อรอชมทัศนียภาพของช่องแคบแห่งนี้ เรือค่อย ๆ ล่องเข้าสู่ช่องแคบไกด์บนเรือ "(เสี่ยวเหอ ลืมแนะนำเลย คนนี้คือไกด์บนเรือของเรา) ก็เริ่มอธิบายให้ฟัง ทั้งภาษาจีน จีนกวางตุ้ง และอังกฤษ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเสียงลมพัดเข้ามาใน ไกด์ หลายคนเลยตัดสินใจชมทัศนียภาพด้วยตัวเอง

    

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องมีคำบรรยายใด ความสวยงามของธรรมชาติสามารถอธิบายได้ด้วยตัวของมันเอง ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาสูง ตั้ง 1,000 - 1,500 เมตร สวยงามแปลกตา ใครเคยไปล่องเรือชมวิวที่กุ้ยหลิน ถ้ามาเจอที่นี่ ะภูเขาที่และความสวยงามที่อลังการ (วิจารณญาณส่วนบุคคลนะครับ) ใช้ระยะเวลาในการผ่านช่องแคบแห่งนี้แค่ 30

       มีกิจกรรมให้เล่นระหว่างที่ล่องชมช่องแคบด้วยก็คือ เล่นว่าว บนดาดฟ้าเรือ แต่เนื่องจากว่า วันนี้ลมแรงเกินเหตุ ปล่อยว่าขึ้นไป แล้วว่าวเกิดอา การควง ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ หลายคนจึงถอดใจ ลงไปเรียนผูกผ้าพันคอกันดีกว่า ที่ชั้น 5

       11.30 น. โดยประมาณ ก็มาถึงช่องแคบอู ช่องแคบนี้ยาว 40 กว่ากิโลเมตร หากไม่ทราบว่าตรงไหนคือจุดเริ่มต้นของช่องแคบสังเกตได้ง่าย ๆ จากสะพานแขวนสีแดง ที่พาดผ่านช่องแคบ เห็นสะพานนั้น ก็หมายถึงว่าเรามาถึงช่องแคบอูกันแล้ว สาเหตุที่ได้ชื่อว่าช่องแคบอู ก็เพราะลักษณะของภู เขาที่นี่ หากดูจากด้านบนจะเหมือนตัวอักษร อู ก็เลยเป็นที่มาของชื่อช่องแคบนี้ ทัศนียภาพก็สวยงามจับใจ ได้ถ่ายภาพกันเยอะทีเดียว แต่น่าเสียดาย อยากจะถ่ายตรงบริเวณหัวเรือ ก็ดันมีโซ่กันไว้ ไม่สามารถไปจนถึงด้านในสุด ทำให้เวลาถ่ายภาพจากด้านหน้า จะติดเสากระโดงเรือ เลยต้องไปถ่ายจาก ข้างหลังเรือ กว่าจะผ่านพ้นช่องแคบอู ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นเวลารับประทานอาหารกลางวัน ก็ยังสามารถที่จะชมทัศนียภาพได้จากห้อง อาหาร เพิ่มอรรถรสในการทานได้ดีทีเดียว

       เกือบบ่ายสอง เราก็มาถึงต้นทางของช่องแคบซีหลิน ซึ่งจะเป็นที่ที่เราจะต้องลงเรืออีกลำ เพื่อไปเยี่ยมชม เสินหนงซี ลักษณะของเรือที่มารับเรา ก็เป็นเรือลำใหญ่บรรจุผู้โดยสารได้เป็นร้อยคน ดังนั้นผู้โดยสารทั้งหมดจึงลงเรือลำเดียวกันอีกครั้ง ในการล่องเรือไปชมเสินหนงซี ใช้เวลาไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า โดยจะผ่าน ช่องแคบเล็ก ๆ อีก 3 เขื่อนซานนเสียต้าป้า 三峡大坝 น้ำเพิ่มปริมาณสูงขึ้น ประชากรต้องอพยพขึ้นไปอยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 175

       เรือล่องมาเอื่อย ๆ ลมหนาวปะทะ พร้อมกันบรรยากาศเขียวชอุ่ม ของภูเขารอบด้าน สดชื่นดีแท้ ไม่นานนักเราก็มาถึงช่องแคบแรก คือช่องแคบ หนงชาน มีระยะทาง 5 กิโลเมตร เสี่ยวเซี่ยงบอกว่าเดี๋ยวอีกสักพักให้มองไปทางซ้ายมือ จะให้ดูการฝังศพของคนสมัยก่อน ก็ยังงง ๆ ฝังยังไง ในเมื่อ มีแต่ ชะง่อนผา มาถึงบางอ้อ ก็ตอนเธอชี้ให้ดู เป็นลักษณะรอยแยกของภูเขา แล้วนำไม้ไปขัดไว้ 2

สาเหตุของการที่ ต้องนำโลงศพขึ้นไปวางไว้สูงขนาดนั้นก็เพราะว่าภาษาจีน เวลาที่เค้าจะอวยพรกันในวันตรุษจีนนเนี่ย จะมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า 深管发财 อ่านว่า เซิน กวน ฟา ฉาย แยกความหมายเป็นตัว ๆ ให้ดูกันก่อน เซินแปลว่า ลึก ยกขึ้น กวน แปลว่ายศ ตำแหน่งงาน 发财 ฟาฉาย แปลว่า เจริญรุ่งเรือง ความหมายโดย รวมจะแปลว่า เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับโลงศพ โลงศพในภาษาจีนคือ 棺材 อ่านว่า กวนฉาย เห็นไหมครับ มีคำว่ากวน ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงแต่มีความหมายต่างกัน กวน ตัวแรกหมายถึง ยศ ตำแหน่งงาน กวนตัวหลังมายถึงโลงศพ ดังนั้นเค้าจึงเอามาใช้ด้วยกัน ก็หมาย ถึงให้เอาโลงมาไว้ที่สูง เพื่อให้คนรุ่นหลังของตัวมั่งมีศรีสุข เจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน คนจีนจะชอบใช้คำพ้อง เสียง หรือเสียงที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ มาใช้เพื่อให้เกิดความอุ่นใจ และเป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เลข 8 เลขตัวนี้คนตัวจีนจะชอบมาก อย่างทะเบียนรถ เบอร์โทรศัพท์ ถ้าลงท้ายด้วย 88 หรือ 888 ราคาจะไปอีกเรื่องหนึ่งเลย เลข 8 ภาษาจีนอีกเสียงว่า ปา จะไปใกล้เคียงกับคำว่า ฟา หมายถึงเจริญรุ่งเรือง อาจจะงงว่า ป.ปลา กับ ฟ.ฟัน มันใกล้เคียงกันตรงไหน เป็นคำถามที่ไม่ต้องหาคำตอบครับ คนจีนเค้าใช้แบบนี้มันเป็น พัน ๆ ปีแล้ว กับการที่เราจะสงสัยแค่เพียงไม่กี่สิบนาที คงช่วยหาคำตอบไม่ได้ วัฒนธรรมใคร วัฒนธรรมมันครับ ย้อนกลับมาเรื่องโรงศพกันต่อดีกว่า หลายคนคง อยากรู้ว่าเอาโลงศพขึ้นไปไว้บนนั้นได้อย่างไร ไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่การคาดเดาไว้ 3

       ช่องแคบที่ 2 ช่องแคบอิงอู่ มีระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ที่ได้ชื่อว่า อิงอู่ ก็เนื่องจากชะง่อนผา มีลักษณะคล้ายกับปากนกแก้ว จินตนาการกันหน่อย แล้วกันนะ มาต่อช่องแคบที่ 3 ที่เป็นจุดเด่นของการที่เรามาครั้งนี้กันเลยดีกว่า ช่องแคบเสินหนงซี มาถึงที่นี่ เราต้องเปลี่ยนนั่งเรือไม้กัน ไม่มีเครื่องยนต์ ใช้ฝีผายทั้งหมด 6 คน 4 คนอยู่ด้านหน้า 2 คน อยู่ด้านหลัง เรือ 1 ลำ บรรจุได้ 18 (รวมหัวหน้าทัวร์ และไก๊ด์ท้องถิ่น) ช่องแคบนี้มีความยาว 17 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางไปกลับประมาณ 1

 โดยให้ฝีพาย 2 คนขึ้นไปบนฝั่ง แล้วก็ใช้ดึงเชือกที่อยู่ตรงหัวเรือ แล้วก็ลากเราไปการแสดงตรงนี้ เสี่ยวเซี่ยงบอกเราว่า เป็นการแสดงให้ดูว่าเมื่อก่อนเวลาที่เรือมาถึงบริเวณที่ตื้นเขิน จะต้องทำการลากเรืออย่างไร เชือกที่ใช้ในการลาก ก็เป็นเชือกที่ผลิตขึ้นเอง โดยการใช้เยื้อไผ่ เอามาสาน มีความเหนี่ยวเป็นพิเศษ สามารถใช้ลากเรือที่บรรทุกของหนัก ๆ ได้ โดยไม่ต้องกลัวขาด แต่วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยน อย่างที่เรียนให้ได้ทราบไว้ตั้งแต่ต้น การลากเรือในปัจจุบัน จึงเหลือเป็นเพียงการแสดงให้กับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม ในบริเวณเสินหนงซี ขณะที่ล่องเรือกลับ เสี่ยวเซี่ยงก็ได้ร้องเพลงให้เราฟัง เป็นเพลงของชนเผ่าถู่เจีย ที่ไว้ร้องโต้ตอบกัน เธออยากให้พวกเราร้องโต้ตอบ ด้วย แต่มันเป็นภาษาพื้นเมือง แค่จีนกลางก็ไม่จะได้กันอยู่แล้ว นี่ยังเป็นภาษาพื้นเมืองอีก ดีว่า บนเรือที่ไปลำเดียวกับเรามีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาด้วย ก็รับหน้าที่นี้ไป เป็นที่ครื้นเครงกันพอสมควร มีเสียงเหน็บแนมจากคุณป้าจรี ว่าทำไมไกด์เราไม่ร้องโต้ตอบ กลัวร้องตอบกลับไปเดี๋ยวเค้าตามกลับมา เมืองไทยด้วย ยุ่งเลยทีนี้ เสียงแว่วมาตามลม หล่อตายเลยแก ฮากันทั้งลำ

       วันนี้ล่องชมช่องแคบ และทัศนียภาพกันมาทั้งวัน เมื่อกลับมาถึงที่เรือสำราญ ก็แยกย้ายกันพักผ่อน ไม่ค่อยมีใครสนใจกับช่องแคบซีหลิงซักเท่า ไหร่ รอเวลาทานข้าว พรุ่งนี้เราจะต้องอำลากับเรือลำนี้กันแล้ว สำหรับใครที่มีค่าใช้จ่ายกับทางเรือ ก็สามารถมาชำระค่าเสียหายได้หลังจากอาหารค่ำ

       3 ทุ่มมีคาราโอเกะบ้านบึ้ม งานนี้พี่ไทยขอบาย เพราะมีแต่เพลงจีน ให้กรุ๊ปฮ่องกง เค้าครองไมค์ไป แยกย้ายพักผ่อนตามอัธยาศัย กลับมาเจอกัน อีกทีตอน 4 ทุ่ม เพื่อรอดูตอนผ่านประตูน้ำที่เขื่อนซานเสียต้าป้า เมื่อเรือเรามาถึงประตูน้ำ เรือต้องรอต่อคิวเพื่อที่จะผ่านประตูไป ประตูมีทั้งหมด 5 ประตู กว่าจะผ่านได้ครบทั้งหมด ต้องใช้เวลาทั้ง 4 ชั่วโมง หลายคนอาจจะงงว่าทำไมต้องนานขนาดนั้น เนื่องจากระดับที่อยู่หน้าเขื่อน และที่อยู่หลัง เขื่อนมีความแตกต่างกันมาก หน้าเขื่อนระดับน้ำอยู่ที่ 165

แต่ที่หลังเขื่อนระดับน้ำจะอยู่ที่ 65 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงต้องมีประตูน้ำไว้สำหรับทำการ ลด/เพิ่ม ระดับน้ำ ประตูที่ 1 ตอนที่เราเข้ามาระดับน้ำอยู่ที่ 165 เมตร เมื่อเรือเข้ามาพร้อมกันหมด(ตอนนั้นเรือเข้ามาได้ 4 ลำ ลำเป้ง ๆ ทั้งนั้นเลย) ก็จะทำการลดระดับลง 20 เมตร เพื่อให้เท่ากับระดับน้ำของประตูชั้นที่สอง เมื่อประตูน้ำปิดสนิท เราจะเห็นว่าเรือค่อย ๆ ลดระดับลงตามน้ำที่ หายไป เมื่อระดับน้ำลดลงได้ที่ ประตูด้านหน้าก็จะเปิดออก แล้วเรือก็จะค่อย ๆ ทำการเคลื่อนตัวไป ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงประตูสุดท้าย เมื่อถึงประตูสุดท้าย ระดับน้ำก็จะลดลงให้เท่ากับระดับน้ำที่อยู่หลังเขื่อน ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเรือที่มาจากหลังเขื่อน ก็จะเป็นการเพิ่มระดับน้ำแทน เลยมี คำถามว่า แล้วแบบนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผ่านทางเหมือนกับผ่านทางด่วนไหม ไม่ต้องครับ ฟรี นอกจากนี้ในส่วนของเรือเล็ก ก็จะมีอีกทางหนึ่ง สำ หรับเรือเล็กโดยเฉพาะ วิธีการของเรือเล็กจะง่ายกว่า มีแค่ประตูเดียว เมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะลด/เพิ่ม ระดับน้ำทีเดียวเลย ใช้เวลาแค่ 45 นาที ก็เลยมีคนพูดว่า เรือใหญ่เหมือนเดินขึ้นบันได ส่วนเรือเล็กนั้นเหมือนนั่งลิฟต์ ในช่วงตอนที่น้ำลดระดับเรียกเสียงฮือฮาได้ดีทีเดียว หลายคนเคยเห็นแต่ในหนัง วันนี้ได้มา เห็นกับตาตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ เราอยู่ดูกันแค่ประตูเดียว แค่ผ่านประตูเดียว ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่น แต่เช้า เราจะไปเยี่ยมชมอภิมหาอลังการงานสร้าง เขื่อนซานเสียต้าป้า กัน ว่าแล้วก็แยกย้ายกันไปเก็บของ พักผ่อนกันดีกว่า

26-03-09 เขื่อนซานสียตาป้า - จิงโจว กำแพงเมืองโบราณ - อู่ฮั่น     

       6 โมงตรงเสียงจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าได้เวลาที่เราจะต้องเก็บข้าวของ เพื่อเตรียมอำลากับเรือสำราญแห่งนี้กันแล้ว 8

       เขื่อนซานนเสียต้าป้า เป็นเขื่อนพลังน้ำที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุดในโลก ผลิตไฟฟ้าให้ให้กับหลายมณฑลในประเทศจีน ผู้ริเริ่มโครงการนี้ ก็คือ ดร.ซุนยัดเซ็น ในปี 1919 ท่านได้เขียนบทความเกี่ยวกับเขื่อน ในนิตยสารเล่มหนึ่ง พูดถึงการที่จะป้องกัน น้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน แต่การจะ สร้างเขื่อนแห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเขื่อนขนาดยักษ์ ต้องทำการวิจัยผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ปัญหาที่เจอกันอยู่ทุกปี

ของเขตเมืองที่อยู่ทางด้านล่างของแม่น้ำแยงซีเกียง คือตั้งแต่เมืองอี้ชางลงไป เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะเข้าท่วมที่ดินทำกิน  ทำให้ในแต่ละปี รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ ปัญหาอย่างมหาศาล แต่ถ้าจะทำการสร้างเขื่อน ก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่าง ๆ อย่างเช่น การอพยพประชากร พื้นทีที่จะถูกน้ำท่วม และโบราณสถาน และโบราณวัตถุต่าง ๆ แต่จนแล้วจนรอด ก็ได้มีการสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาโดยการร่วมแรงร่วมใจ ของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิส และประชาชนชาวจีน การสร้าง ใช้ระยะเวลา 17 ปี เพิ่งจะเสร็จเมื่อต้นปี ที่ผ่านมา ใช้เงินลงทุนกว่า 2 พันล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยก็ หมื่นกว่าล้านบาท ในการสร้างเขื่อนแห่งนี้พิจารณา จากชัยภูมิที่เหมาะสม ก็ได้ตกลงปลงใจจะใช้บริเวณตรงตอนกลางของช่องแคบซีลินสร้างเขื่อน เนื่องจากตรงบริเวณนี้ หินที่อยู่รอบข้างของช่องแคบ คือหินภูเขา หรือที่เรียกกันเท่ ๆ ว่า หินอัคนี ตลอด 3 ช่องแคบ จะมีแค่บริเวณนี้ บริเวณเดียวที่มีหินอัคนี หินชนิดนี้เป็นหินที่แข็งแรง คงทนต่อแรงดันน้ำ จึงไม่แปลกทำไมจึงเลือกที่จะใช้บริเวณนี้สร้างเขื่อน การสร้างเขื่อน แบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรกเริ่มในปี 1993 ช่องที่สองเริ่มในปี 1998 ช่วงที่สามเริ่มในปี 2003 จนถึงเมื่อต้นปีที่ผ่านมาจึงได้แล้วเสร็จ (บางแหล่งข้อมูลก็ว่าเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว) ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อนแห่งนี้ โดย หลักก็คือ ป้องกันน้ำป่าไหลหลาก ผลิตกระแสไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกในการจราจรทางน้ำ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยว อย่างช่องแคบทั้ง 3 ที่เพิ่งผ่านมา เมื่อวาน แต่ก่อนที่จะสร้างเขื่อนแห่งนี้ก็ต้องผ่านปัญหาต่าง ๆ นานา หลัก ๆ เลยก็คือ ต้องมีการอพยพประชากร ประชากรที่ต้องย้ายถิ่นฐานมีประมาณ 1.2

       เขื่อนซานนเสียต้าป้า ก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน แอบไปเห็นราคาบัตรก็ตกใจไม่น้อย ค่าเข้าคนละ 107 หยวน แต่จะว่า ไปมาดูเขื่อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกก็คุ้มนะ เมื่อมาถึงก็ต้องเปลี่ยนรถ นั่งรถบัสของทางเขื่อนขึ้นไปนำชม โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือขึ้นไป บนจุดสูงสุด เพื่อให้ได้เห็นสภาพโดยรวมของเขื่อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 262.48 เมตร นอกจากนี้ ยังมีโมเดลของเขื่อนให้ได้ชมอีกด้วย เสียดาย วันนี้หมอกลงจัด เลยมองเห็นได้ไม่ทั่ว เมื่อชมทางบนเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมาทางด้านหล้า ที่สถานี 185 หมายถึง ความสูงจากระดับน้ำทะเล ที่เราอยู่กันตรงนั้น ตรงนั้นเราจะได้เห็นตัวเขื่อนแบบใกล้ชิด
      
จบที่เขื่อนเราก็กลับเข้ามาในเมืองอี๋ชาง เพื่อพบกับไก๊ด์คนใหม่ ที่จะนำเรากลับไปที่อู่ฮั่น ไก๊ด์คนใหม่เป็นผู้สาว นามว่า เสี่ยวหลิว หลังข้าวเที่ยง ก็ได้เวลาเดินทางกลับสู่อู่ฮั่น แต่ระหว่างทางเราก็แวะเยี่ยมชมกำแพงเมืองเก่าที่เมืองจิงโจวกันก่อน จะได้ไม่เบื่อกับการนั่งรถจนเกินไป ถ้าเรานั่งรถตรงดิ่ง จากอี๋ชาง ไปอู่ฮั่น ต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมง ดังนั้นตรงกลางเราจึงแวะพักยืดเส้น ยืดสายที่เมืองจิงโจว เมืองจิงโจวแห่งนี้ก็เป็นเมืองสำคัญในสมัยของสาม ก๊ก ในสมัยนั้น ใคร ๆ ก็อยากได้เมืองจิงโจวแห่งนี้ เนื่องจากที่อื่นจะเต็มไปด้วยเนินเขา แต่ที่เมืองจิงโจว จะเป็นที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ท้ายที่ สุดเมืองนี้ก็ตกเป็นของเล้าปี่ กำแพงเมืองแต่เดิมสร้างขึ้นจากดิน และต้องมาได้มีการปรับปรุงใช้อิฐมาทำแทนเมื่อ 300 กว่าปีก่อน ปัจจุบันได้พัฒนาให้ เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ประตูเมืองทั้งหมดจะมีทั้งหมด 6 ประตู แต่จะเหลือประตูที่สมบูรณ์อยู่แค่ประตูเดียว ก็คือประตูที่เราจะมาชมกัน ภายในหอกลอง ที่อยู่บนกำแพงเมือง มีโมเดลจำลองของเมืองจิงโจวให้ดู ลักษณะของเมืองจิงโจวสมัยก่อน จะแคบ ๆ มีเนื้อที่แค่ 4 กว่าตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นส่วน สามัญชน และส่วนของเชื้อพระวงศ์ เราใช้เวลาเดินชมและถ่ายรูปกันประมาณ 30 นาที ก็ออกเดินทางสู่เมืองอู่ฮั่น
      
อู่ฮั่นเมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย อู่ฮั่น ประกอบด้วย 3 เขต คือ อู่ชาง ฮั่นโค่ว ฮั่นหยาง และนี่ก็คือที่มาของชื่อเมือง อู่ฮั่น ที่นี่เป็นศูนย์รวมของ เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรมของมณฑล ในด้านเศรษฐกิจ ที่นี่มีอุตสาหกรรมหลัก ๆ คือ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเคมี ทางด้านการศึกษาก็มีมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 30 มหาวิทยาลัยตั้งอยุ่ที่นี่ ดังนั้นเด็กนักเรียนที่ต้องการเรียนหนังสือ จากหัวเมืองต่าง ๆ ก็จะเข้ามาอยู่ที่นี่กัน เสี่ยวหลิวบอกว่า เรื่องอาหารการกินของที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะของกินเล่น อย่างเช่น ซาลาเปา ซาลาเปาที่นี่ จะใช้แป้งกับข้าวเหนียว มา เป็นส่วนประกอบ คลุกเคล้า แล้วทำเป็นแป้งแผ่นบาง ๆ แต่เหนียวนุ่ม ใส่หมู่ลงไปข้างใน พร้อมน้ำซุป ก่อนจะทานซาลาเปาต้องกัดก่อนหนึ่งคำ เพื่อดูดน้ำ ซุปออกมาก่อน หรือจะเป็นในส่วนของอาหารเช้า เค้าบอกว่าถ้าเราอยู่ที่นี่ 3 เดือน สามารถกินหาอาหารเช้าได้แบบไม่ซ้ำกันเลยทีเดียว แต่น่าเสียดาย ครับเรามาที่นี่ เพื่อมาพักกัน 1 หนึ่งคืน พรุ่งนี้เราจะต้องบินเที่ยวบิน 08.30 น. เพื่อกลับไปที่กวางเจา และเดินทางต่อไปที่สุวรรณภูมิ พรุ่งนี้ตื่นแต่ตี 5 ขอ ตัวนอนก่อนนะครับ


27-03-09 อู่ฮั่น - กวางเจา - กรุงเทพฯ

       งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา การเดินทางของเราก็มาถึงวันสุดท้าย ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของรายการ เราได้ไปเยี่ยมชมกัน หมดแล้ว วันนี้เราจะนั่งเครื่องบินกันอย่างเดียว เริ่มตั้งแต่ 08.30 - 10.00 น. อู่ฮั่น - กวางเจา และเราก็แวะทานข้าวกลาววันกันที่สนามบินก่อน จากนั้นก็มา นั่งรอขึ้นเครื่องต่อ เวลา 15.30-17.20 น กวางเจา - กรุงเทพฯ ก็เดินทางโดยสวัสดิภาพ กลับมาถึงกรุงเทพฯ อย่างปลอดภัย
      
มาล่องแม่น้ำแยงซีเกียงครั้งนี้ ประทับใจกับทัศนียภาพอันงดงาม อย่างมากมาย ลูกค้าทุกคนก็ประทับใจ ทั้งเรือ ทัศนียภาพ อาหารและการบริ- การบนเรือ พนักงานบนเรือมีความเป็นกันเองมาก ทิปที่ต้องจ่ายบนเรือ 150 หยวน/ท่าน ก็สมควรแล้วครับที่จะต้องให้เค้า ถึงตรงนี้ก็ต้องขอบคุณบริษัท มิราม่า เซอร์วิส ที่ให้โอกาศได้ไปดูและทำบันทึกกับเส้นทางนี้ พบกันใหม่กับบันทึกครั้งหน้าครับ