หน้าแรก>>Travel Guide
|
22-03-09 สุวรรณภูมิ - กวางเจา - ฉงชิ่ง |
|||
|
ได้รับข่าวจากบริษัทมิรามาร์ แจ้งมาว่าให้ไปฉงชิ่ง ล่องเรือแม่น้ำแยงซีเกียง
ก็ตื่นเต้นน่าดู ยังประทับใจไม่หายกับการล่องเรือสตาร์ครูซ ตอนไป ที่สิงคโปร์
แต่โปรแกรมนั้นแค่
2
วัน คราวนี้ ได้อยู่บนเรือ 3 วัน
เต็ม ๆ หุหุ ได้ชมวิวทิวทัศน์อย่างหนำใจแน่เลย นัดลูกค้าไว้ 9.30
แต่ทุกคนก็มาก่อนเวลา คราวนี้เราไปด้วยกัน 10
ท่าน นานมากแล้วที่ไม่ได้กรุ๊ปเล็กแบบนี้
กลุ่มนี้เป็นกลุ่ม สว. แปลว่าอะไร ไปเดากันเอาเองนะ
ใช้เวลาในการเช็คอินไม่นาน ทุก อย่างก็เรียบร้อย
ให้ได้เข้ามานั่งยิ้มหวานกัน หน้าประตูขึ้นเครื่อง
ใช้เวลาในการเดินทางมายังกวางเจา 2.45 ชั่วโมง
เนื่องจากเราจะต้องบินต่อภายในประ เทศ เมื่อรับกระเป๋าได้
ก็เดินต่อไปข้างใน โหลดกระเป๋าต่อเลย
ตรงนี้ฝากถึงเพื่อนหัวหน้าทัวร์ทั้งหลาย ควรบอกลูกค้าก่อน
เมื่อรับกระเป๋าได้แล้ว ให้รออยู่ที่สายพานรับกระเป๋า
ป้องกันลูกค้าประเภทรู้มากได้รับกระเป๋า แล้วก็เดินออกไปก่อน
เพราะถ้าเดินออกไปก่อนงานจะเข้า เข้ายังไงเดี๋ยวเล่าให้ ฟัง
เมื่อลูกค้าทุกคนรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็พาลูกค้าเดินอยู่ข้างใน
ไปทำการโหลดกระเป๋าต่อ วิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ก็แค่นำกระเป๋าไปวางอีกสายพาน
หนึ่ง เท่านี้ก็จบ แต่ถ้าสมมุติว่า ไม่ทันระวัง มีลูกค้าหลุดออกมาข้างนอก
ก็ต้องพาลูกค้าขึ้นไปที่ ชั้น 3 ที่เคาเตอร์
c เพื่อแต่ทำการโหลดกระเป๋าใหม่ ยุ่งยากมากมาย
ต้องโหลดกระเป๋าของใครของมัน ใช้เวลากันนานพอสมควร
ถ้ากรุ๊ปเล็กก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากรุ๊ปใหญ่ ลูกค้าอาจบ่นได้ |
|||
|
23-03-09 เป๋าติ่งซาน - ผ้าไหม - ถนนคนเดินเจ่ฟั่งเปย - เมืองโบราณหงหยาต้ง |
|||
|
เมืองฉงชิ่ง เป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมณฑลไหน
ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว เมืองแบบนี้ในประเทศจีนมีอยู่ด้วยกัน
4
แห่ง คือ ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง ฉงชิ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสี่เมือง
มีเนื้อทั้งหมด 82,403 ตารางกิโลเมตร
ใหญ่กว่าเกาะไต้หวัน 2 เท่า ประ ชากร 32
ล้านคน (ครึ่งหนึ่งของประเทศไทยเลย) เมื่อก่อนเมืองฉงชิ่งเป็นเมืองที่ยากจนมาก
แต่ไม่มีกี่สิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้
ประชากรของที่นี่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมหลักของที่นี่
ก็จะเป็นการผลิตรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถบัส มอเตอร์ไซด์
ก็ล้วนแล้ว แต่ผลิตเองได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังเด่นในเรื่องของยาสมุนไพร
ผ้าไหม และที่ขาดไม่ได้ก็คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีชื่อเสียงมาก
ก็คือการได้มาล่อง เรือที่แม่น้ำแยงซีเกียง ฉงชิ่ง
อยู่ต้นแม่น้ำแยงซีเกียงดังนั้น
ถ้าใครจะมาล่องแม่น้ำแยงซีเกียงก็ต้องมาลงเรือที่นี่ |
|||
|
|||
|
|
|||
|
|||
|
อันสุดท้าย ก็จะเป็นนรก ใครบ้างที่จะลงนรก ก็จะเป็นคนที่กินเหล้า กินเนื้อสัตว์ อาจจะงง กินเนื้อสัตว์ ทำ ไมต้องลงนรก พุทธมหายาน เค้าไม่ทานเนื้อกัน พระสงฆ์กินเจ ครับป๋ม เพิ่มเติมอีกนิด ในเมืองต้าจู๋ จะมีงานแกะสลักแบบนี้ประมาณ 50,000 กว่าชิ้นงาน แต่เนื่องจากในสมัยของ เหมา เจ๋อ ตุง มีการปฏิวัติ วัฒนธรรม อะไรก็ตามที่ดูแล้วงมงาย หลักคำสอนที่ขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์ จะถูกทำลายหมด ที่นี่ก็ไม่รอดพ้นเหมือนกัน โชคดีสมัยนั้นยังไม่มีใครมาเจอ เป๋าติ่งซาน ที่อื่นถูกทำลายหมด เหลือรอดมาได้ก็คือที่ เป๋าติ่งซาน |
|||
|
|
|||
|
เราใช้เวลาเดินชมอยู่ชั่วโมงกว่า ๆ ท้องเริ่มประท้วง ความหิวเริ่มเข้ามาเยือน ดีที่ว่า ร้านอาหาร ก็อยู่ตรงทางเข้า จึงไม่เกิดเหตุการณ์กล่องข้าว น้อยฆ่าแม่ จากนั้นเราก็กลับเข้าเมือง ใช้เวลาเดินทางเหมือนตอนขามา มาถึงฉงชิ่งพลาดไม่ได้เลย ที่จะต้องมาเยี่ยมชมกับของขึ้นชื่ออย่างผ้าไหม ผ้า ไหมที่ขึ้นชื่อของเมืองจีน จะมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่ง คือ ซูโจว-หังโจว ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางเจา ที่เมืองฉงชิ่ง ไหมของที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่น เนื่องจาก สภาพภูมิอากาศที่มีหมอกตลอดทั้งปี ไม่ค่อยได้เจอกับแสงแดด ทำให้เส้นไหมที่ได้ เป็นเส้นไหมที่ละเอียด โดยปกติเมื่อดึงไหมออกจากตัวหม่อน จะได้ เส้นไหมที่ความยาวถึง 1.5 กิโลเมตร เวลาที่นำมาทำเป็นเสื้อผ้า ก็จะได้เนื้อผ้าที่ละเอียด นุ่น และบางเบากว่าที่อื่น |
|||
|
|||
|
แรก ๆ จะรู้สึกซ่าที่ลิ้น ผ่านไปสักผักจะรับรู้ได้ถึงอาการลิ้นชา ไม่น่ากลัว ครับ ผมว่าน่าลองมากกว่า หลายครั้ง ๆ ลูกค้าหลายคนไม่กล้าลอง ไม่กล้ากิน กลัวไม่อร่อย ผมรู้สึกดายแทน การที่เราจะได้ออกมาสัมผัสวัฒนธรรมการ กินของแต่ละที่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย มาครั้งนี้แล้วไม่ได้ลอง รอครั้งหน้าก็ไม่รู้ว่าจะได้มาอีกทีเมื่อไหร่ ปกติผมจะบอกลูกค้าไว้เลยว่าให้ลองชิม ลองทานดู อร่อยหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ เราได้ประสบการณ์ในการทานซึ่งไม่ใช่หากันง่าย ๆ ดังนั้น อย่าพลาดกันนะครับ อะไรที่ว่าดี ที่ว่าเด็ด ก็ควรได้ลิ้มลอง แต่อะไรที่พิศดารเกินก็ไม่ควรนะ อย่างเช่น อุ้งตีนหมี สมองลิง เอาที่คนทั่วไปเค้ากินกันดีกว่าเนอะ |
|||
|
|
|||
|
สถานที่สุดท้ายของเราในวันนี้ที่จะไปเยี่ยมชมกัน คือ หงหยาต้ง Complex ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ภายในประกอบได้ โรงแรม ร้าน อาหาร มีทั้งหมด 4 ชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นก็จะมีร้านขายของเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่เป็นจุดเด่นเลย ก็คือชั้น 4 ด้านบนจะจำลองเป็นบ้างเมืองสมัย โบราณ มีร้านขายขนม ร้านน้ำชา ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่ขายของทานเล่น เช่น เนื้อแพะย่าง เนื้อไก่ย่าง ปลาหมึกย่าง ก๋วยเตี๋ยว แต่สำหรับพวกเราใช้ที่นี่เป็นที่เดินย่อยอาหาร และถ่ายรูปหลังจากหนังท้องตึงเปรี้ยจากร้านสุกี้ |
|||
|
|
|||
|
ไฮไลต์ของโปรแกรมที่มากันเที่ยวนี้ และเป็นที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง นั่นก็คือ ล่องเรือแม่น้ำแยงซีเกียง เรือลำที่เรามาขึ้นวันนี้ชื่อว่า New Century Cruises มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ชั้น ล๊อบบี้ ห้องอาหาร รวมถึงห้องพักอีกเล็กน้อย อยู่ชั้น 2 ชั้น 3 และ 4 เป็นห้องพัก ชั้น 5 ห้องฟิตเนส บาร์ ร้านเสริมสวย ห้องนวดฝ่าเท้า ชั้น 6 เป็นดาดฟ้า และ Coffee shop ลำใหญ่โตไม่ใช่เล่น มาถึงบนเรือแล้ว เดินเล่นกันนิดหน่อย ก็เข้าห้องพักผ่อนตามอัธยาศัย ขึ้นนี้ได้อืดอยู่กลางแม่น้ำแยงซีเกียง ตื่นเต้นเป็นบ้า อิอิ |
|||
|
24-03-09 ถ้ำหิมะหยก ( 雪玉洞 ) - เมืองเฟิงตู - กิจกรรมสุดหรรษาบนเรือสำราญ ( ช่วงบ่าย ) |
|||
|
|
|||
|
ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ จะมีนำรายการมาแจ้งให้ทุกคนได้ทราบว่า วันนี้เรามีโปรแกรมไปไหนบ้างโดยที่เจ้าหน้าที่แอบเอาเข้ามาวาง เหมือนซานต้าครอส แอบย่องเบาเอาของขวัญมาให้เด็ก ๆ ไม่เห็นตัว มาดูอีกที ใบรายการทัวร์วางอยู่บนเตียงนอนแล้ว มีทั้งภาษาจีน และภาษาอังกฤษ มาดูกันว่า วันนี้มีอะไรให้เราทำบ้าง |
|||
|
08.30 น. - 09.00 น. บาร์ ชั้น 5 ประชุมเพื่อแจ้งรายละเอียดของเรือ (พูดภาษาจีน)
09.00 น. - 12.00 น.
ขึ้นฝั่งเยี่ยมชม ถ้ำหิมะหยก (พบกับไกด์
และคนขับรถคนใหม่) 14.00 น. - 15.00 น. บาร์ ชั้น 5 กิจกรรมเข้าจังหวะ สอนเต้น (ไว้ใช้สำหรับงานเลี้ยงในตอนการคืน) 15.00 น. - 15.30 น. ดาดฟ้าชั้น 6 เรียนทำสุกี้ฉงชิ่ง
16.00 น. - 17.00 น. ชั้น
5 บริเวณร้านขายของที่ระลึก แสดงการวาดภาพภายในขวด 18.00 น. - 19.00 น. บาร์ ชั้น 5 งานเลี้ยงต้อนรับจากกัปตันเรือ (มีเครื่องดื่ม และอาหารว่างบริการ) 19.00 น. - 20.30 น. รับประทานอาหารคำที่ห้องหารชั้น 2 (โต๊ะจีน) 21.00 น. - 22.00 น. บาร์ชั้น 5 การแสดงจากพนักงานบนเรือ |
|||
|
กิจกรรมบึ้มเลยวันนี้ ลุยกับอันแรกกันเลย ถ้ำหิมะหยก
เมื่อได้เวลาออกเดินทางเราก็มารอกันที่บริเวณล๊อปบี้
เพื่อรับบัตรประจำตัวก่อนลงเรือ ไกด์ ท้องถิ่นมีนามว่า เสี่ยวควั้ง
คอยดูแลเราในช่วงครึ่งวันเช้า คราวนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นชาวญี่ปุ่น
เพราะกรุ๊ปเรามีแค่
10
คน และกรุ๊ปญี่ปุ่นมี 8 คน เลยถูก
จับมานั่งรถคันเดียวกัน หนวกหูเล็กน้อย เนื่องจากไกด์เป็นภาษาจีน
แล้วหัวหน้าทัวร์ทั้งสองชาติ ต้องแปลเป็นภาษาของตัวเอง |
|||
|
|||
|
ไม่อย่างนั้นหัวอาจจะไปชนหินเค้าแตกได้ จะเป็นการทำลายธรรมชาติโดยไม่ตั้งใจ อันนี้ไม่ได้ล้อเล่น หัวแตก ไม่กี่อาทิตย์ก็หาย แต่ถ้าหินหัก ทราบไม่ครับว่าหินงอก กว่าจะยื่นมาได้แต่ละมิลลิเมตรใช้เวลากี่ปี หอกงอกและหินย้อยใช้เวลาในการเจริญเติบโต 1 มิลลิเมตร ใช้เวลา 100 ปี เห็นไหมครับว่าทำไมไม่ห่วงหัวคน กลับไปห่วงหินแทน ดังนั้น อย่ามัวเดินเพลินกับการถ่ายรูป และอีกอย่างอากาศภายในค่อนข้างชื้นพื้นจะเปียกแฉะ ตลอดเวลา เวลาเดินกลัวควรระวังครับ ไม่อย่างนั้นอาจลื่นได้ง่าย ห่างตอนเดินลงบันไดที่สุด ถ้าไม่ระวังอาจเห็นลูกขนุนกลิ้งลงมาก็ได้ |
|||
|
ภายในถ้ำจะเต็มไปด้วย หินงอก หินย้อย และเสาหิน (หินงอกและหินย้อยบรรจบกัน) แต่ละที่ก็จะมีความงามที่แตกต่าง ถ้ำแห่งนี้แปลกกว่าที่อื่น ก็คือ หินงอก หินย้อยภายในถ้ำ จะเป็นสีขาว เหมือนหิมะ บางแห่งก็เหมือนยกสีขาว จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำหิมะหยกขาว หินงอก หินย้อย ก็มีรูปร่างแปลก แตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นรูปเพนกวิน อันนี้ลักษณะจะเป็นเหมือนพุงเพนกวิน บ้างก็เหมือนกำแพงเมืองจีน หินงอกบ้างกลุ่มก็ยื่นออกมาเหมือนมีดดาบ ก็แล้วแต่คนจะจินตนาการกันไป ติดใจอยู่กันก็เป็นหินที่มีลักษณะเหมือนสาวกำลังหันหลัง แล้วอยู่ในม่านน้ำตก เหมือนได้ไปแอบดูซีซือ (4 สาวงามของเมืองจีน) อาบน้ำเลย เราอยู่ในนั้นชั่วโมงกว่า ถึงจะได้ออกมาข้างนอกกัน สวยประทับใจ แต่ก็เหนื่อยลิ้นห้อยเหมือนกัน รีบกลับกันที่รถ เพื่อที่ จะได้มาหม่ำ ๆ มื้อเที่ยงบนเรือ เที่ยงวันนี้ บุฟเฟ่ต์ มีอาหารหลายหลายให้ได้ลิ้มลอง พริกน้ำปลา เอามามะได้ใช้ซะง้าน - -* |
|||
|
ช่วงบ่ายเราก็อยู่กันแต่บนเรือ ไม่ต้องกลัวเหงา ทางเรือเค้ามีจัดกิจกรรมไว้รออยู่แล้ว บ่าย 2 โมง มีนัดกันจะไปร่วมกิจกรรมเข้าจังหวะ แต่กลุ่ม สว. ขอบาย เนื่องจากเหนื่อยล้ากับการชมถ้ำ ถึงใจจะสู้ แต่ขามันสั่น (แบบนี้เค้าเรียกสั่นสู้อ่ะป่ะ) ขอนอนเอาแรงดีกว่า เลยขึ้นไปแอบดูคนเดียว ก็มีกลุ่ม นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น และฮ่องกง ขึ้นมาร่วม ก็เป็นการสอนเต้น แบบง่าย ๆ 4 เพลง เพื่อไว้ใช้ในกิจกรรมยามค่ำคืน มาแอบดูคนสอนเต้น เป็นรีเซฟชั่น สาวสวยมากความสามารถ นอกจากจะอยู่ที่หน้าฟร้อน แล้วยังขึ้นมาสอนเต้นอีก (สำหรับรีเซฟชั่นคนนี้มีเรื่องให้เซอร์ไพรส์อีก) ใช้งานคุ้มเลย |
|||
|
|
|||
|
|||
|
ภายในงานเลี้ยงก็จะมีเครื่องดื่ม (ไวน์ น้ำส้ม เติมได้ตลอด) และของว่าง ไว้คอยบริการ งานเลี้ยงก็ไม่พิธีรีตรองมากมาย ก็มีการแนะนำตัวกัปตัน และกัปตันกล่าวยินดีต้อนรับ พร้อมกับเดินชน แก้วทักทาย และถ่ายรูป กับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มีการเต้นรำกันนิดหน่อย เอาแค่พอเป็นพิธี จากนั้นก็มารับประทานอาหารค่ำ |
|||
|
|
|||
|
|||
|
เมื่อเธอแสดงจบ และอยู่ในระหว่างรอขึ้นฉากต่อไป เลยแอบไปสอบสัมภาษณ์ว่าการแสดงนี้ไปได้แต่ใดมา ได้คำตอบมาว่า เธอรู้จักกับอาจารย์ที่แสดงระบำเปลี่ยนหน้า ด้วยความสนใจส่วนตัว จึงไปขอเรียน แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัว ก็จะไม่สอนให้ แต่ด้วยความมานะของเธอ เพียรพยายามขอร้อง จนอาจารย์ใจอ่อน (ก็หน้าใจ อ่อนอยู่ล่ะ ผมเห็นยังใจอ่อนเลย (^ ^) จึงยินยอมสอนให้ บอกได้คำเดียวครับว่าสุดยอด ชมโชว์และร่วมสนุกกันอยู่ ชั่วโมงกว่าก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปพักผ่อน วันพรุ่งนี้รายการก็สบาย ๆ มีอะไรบ้าง ขอนอนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเล่าต่อ |
|||
|
|
|||
|
25-03-09 ช่องแคบฉวี่ถัง - ช่องแคบอู - เสินหนงซี - ช่องแคบซีหลิง |
|||
|
กิจกรรมเบา ๆ ไม่หนักหน่วง เหมาะแก่การมาชมวิวและพักผ่อน หลีกเลี่ยงความวุ่นวาย จากเมืองไทย วันนี้เราจะได้ชมจุดเด่นของการล่องแม่น้ำ แย่ซีเกียงคือการล่องชมทัศนียภาพของ 3 ช่องแคบ |
|||
|
10.00 น. เยี่ยมชม ช่องแคบฉวี่ถัง ดาดฟ้าชั้น 6 10.20 น. กิจกรรม เล่นว่าว ดาดฟ้าชั้น 6 10.40 น. กิจกรรม ผูกผ้าพันคอ 11.45 น. เยี่ยมชม ช่องแคบอู ดาดฟ้าชั้น 6 12.30 น. - 13.45 น. อาหารกลางวัน ชั้น 2 (บุฟเฟ่ต์) 13.45 น. - 17.30 น. เปลี่ยนล่องเรือเล็ก ชมเสินหนงซี
18.30 น. - 19.00 น.
ประชุมเพื่อแจ้งกำหนดในวันรุ่งขึ้น ห้องประชุม ชั้น 3 19.00 น. - 20.30 น. รับประทานอาหารค่ำ (โต๊ะจีน) 20.30 น. - 23.00 น. เวลาสำหรับชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อยู่บนเรือ ที่บริเวณ Front desk 21.00 น. - 22.00 น. คาราโอเกะ บาร์ชั้น 5 22.00 น. ดาดฟ้าชั้น 6 ชมช่องแคบซีหลี และผ่านประตูระบายน้ำ เขื่อนซานเสียตาป้า |
|||
|
|
|||
|
เช้านี้เรือมาเทียบท่าอยู่ที่เมืองงเฟิงเจ๋ย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อนามว่า ป๋ายตี้เฉิง ใครจะไปเที่ยวที่นี้จะต้องจ่ายตังค์เพิ่มท่านละ 220 หยวน สมาชิกของเราหลายคนอยากไปเหมือนกัน ท่านหนึ่งบอกว่ามาทั้งที ก็เที่ยวมันให้หมดคราวหน้าไม่รู้เมื่อไหร่จะได้มาอีก เป็นความคิดที่ดีทีเดียว แต่ต้องไปปีนบันได200 |
|||
|
|||
|
ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องมีคำบรรยายใด ความสวยงามของธรรมชาติสามารถอธิบายได้ด้วยตัวของมันเอง ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาสูง ตั้ง 1,000 - 1,500 เมตร สวยงามแปลกตา ใครเคยไปล่องเรือชมวิวที่กุ้ยหลิน ถ้ามาเจอที่นี่ ะภูเขาที่และความสวยงามที่อลังการ (วิจารณญาณส่วนบุคคลนะครับ) ใช้ระยะเวลาในการผ่านช่องแคบแห่งนี้แค่ 30 |
|||
|
|
|||
|
มีกิจกรรมให้เล่นระหว่างที่ล่องชมช่องแคบด้วยก็คือ เล่นว่าว บนดาดฟ้าเรือ แต่เนื่องจากว่า วันนี้ลมแรงเกินเหตุ ปล่อยว่าขึ้นไป แล้วว่าวเกิดอา การควง ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ หลายคนจึงถอดใจ ลงไปเรียนผูกผ้าพันคอกันดีกว่า ที่ชั้น 5 |
|||
|
|
|||
|
11.30 น. โดยประมาณ ก็มาถึงช่องแคบอู ช่องแคบนี้ยาว 40 กว่ากิโลเมตร หากไม่ทราบว่าตรงไหนคือจุดเริ่มต้นของช่องแคบสังเกตได้ง่าย ๆ จากสะพานแขวนสีแดง ที่พาดผ่านช่องแคบ เห็นสะพานนั้น ก็หมายถึงว่าเรามาถึงช่องแคบอูกันแล้ว สาเหตุที่ได้ชื่อว่าช่องแคบอู ก็เพราะลักษณะของภู เขาที่นี่ หากดูจากด้านบนจะเหมือนตัวอักษร อู 巫 ก็เลยเป็นที่มาของชื่อช่องแคบนี้ ทัศนียภาพก็สวยงามจับใจ ได้ถ่ายภาพกันเยอะทีเดียว แต่น่าเสียดาย อยากจะถ่ายตรงบริเวณหัวเรือ ก็ดันมีโซ่กันไว้ ไม่สามารถไปจนถึงด้านในสุด ทำให้เวลาถ่ายภาพจากด้านหน้า จะติดเสากระโดงเรือ เลยต้องไปถ่ายจาก ข้างหลังเรือ กว่าจะผ่านพ้นช่องแคบอู ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นเวลารับประทานอาหารกลางวัน ก็ยังสามารถที่จะชมทัศนียภาพได้จากห้อง อาหาร เพิ่มอรรถรสในการทานได้ดีทีเดียว |
|||
|
เกือบบ่ายสอง เราก็มาถึงต้นทางของช่องแคบซีหลิน ซึ่งจะเป็นที่ที่เราจะต้องลงเรืออีกลำ เพื่อไปเยี่ยมชม เสินหนงซี ลักษณะของเรือที่มารับเรา ก็เป็นเรือลำใหญ่บรรจุผู้โดยสารได้เป็นร้อยคน ดังนั้นผู้โดยสารทั้งหมดจึงลงเรือลำเดียวกันอีกครั้ง ในการล่องเรือไปชมเสินหนงซี ใช้เวลาไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า โดยจะผ่าน ช่องแคบเล็ก ๆ อีก 3 เขื่อนซานนเสียต้าป้า 三峡大坝 น้ำเพิ่มปริมาณสูงขึ้น ประชากรต้องอพยพขึ้นไปอยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 175 |
|||
|
|||
|
สาเหตุของการที่ ต้องนำโลงศพขึ้นไปวางไว้สูงขนาดนั้นก็เพราะว่าภาษาจีน เวลาที่เค้าจะอวยพรกันในวันตรุษจีนนเนี่ย จะมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า 深管发财 อ่านว่า เซิน กวน ฟา ฉาย แยกความหมายเป็นตัว ๆ ให้ดูกันก่อน 深 เซินแปลว่า ลึก ยกขึ้น 管 กวน แปลว่ายศ ตำแหน่งงาน 发财 ฟาฉาย แปลว่า เจริญรุ่งเรือง ความหมายโดย รวมจะแปลว่า เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับโลงศพ โลงศพในภาษาจีนคือ 棺材 อ่านว่า กวนฉาย เห็นไหมครับ มีคำว่ากวน ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงแต่มีความหมายต่างกัน 管 กวน ตัวแรกหมายถึง ยศ ตำแหน่งงาน 棺 กวนตัวหลังมายถึงโลงศพ ดังนั้นเค้าจึงเอามาใช้ด้วยกัน ก็หมาย ถึงให้เอาโลงมาไว้ที่สูง เพื่อให้คนรุ่นหลังของตัวมั่งมีศรีสุข เจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน คนจีนจะชอบใช้คำพ้อง เสียง หรือเสียงที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ มาใช้เพื่อให้เกิดความอุ่นใจ และเป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เลข 8 เลขตัวนี้คนตัวจีนจะชอบมาก อย่างทะเบียนรถ เบอร์โทรศัพท์ ถ้าลงท้ายด้วย 88 หรือ 888 ราคาจะไปอีกเรื่องหนึ่งเลย เลข 8 ภาษาจีนอีกเสียงว่า ปา จะไปใกล้เคียงกับคำว่า ฟา หมายถึงเจริญรุ่งเรือง อาจจะงงว่า ป.ปลา กับ ฟ.ฟัน มันใกล้เคียงกันตรงไหน เป็นคำถามที่ไม่ต้องหาคำตอบครับ คนจีนเค้าใช้แบบนี้มันเป็น พัน ๆ ปีแล้ว กับการที่เราจะสงสัยแค่เพียงไม่กี่สิบนาที คงช่วยหาคำตอบไม่ได้ วัฒนธรรมใคร วัฒนธรรมมันครับ ย้อนกลับมาเรื่องโรงศพกันต่อดีกว่า หลายคนคง อยากรู้ว่าเอาโลงศพขึ้นไปไว้บนนั้นได้อย่างไร ไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่การคาดเดาไว้ 3 |
|||
|
|||
|
โดยให้ฝีพาย 2 คนขึ้นไปบนฝั่ง แล้วก็ใช้ดึงเชือกที่อยู่ตรงหัวเรือ แล้วก็ลากเราไปการแสดงตรงนี้ เสี่ยวเซี่ยงบอกเราว่า เป็นการแสดงให้ดูว่าเมื่อก่อนเวลาที่เรือมาถึงบริเวณที่ตื้นเขิน จะต้องทำการลากเรืออย่างไร เชือกที่ใช้ในการลาก ก็เป็นเชือกที่ผลิตขึ้นเอง โดยการใช้เยื้อไผ่ เอามาสาน มีความเหนี่ยวเป็นพิเศษ สามารถใช้ลากเรือที่บรรทุกของหนัก ๆ ได้ โดยไม่ต้องกลัวขาด แต่วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยน อย่างที่เรียนให้ได้ทราบไว้ตั้งแต่ต้น การลากเรือในปัจจุบัน จึงเหลือเป็นเพียงการแสดงให้กับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม ในบริเวณเสินหนงซี ขณะที่ล่องเรือกลับ เสี่ยวเซี่ยงก็ได้ร้องเพลงให้เราฟัง เป็นเพลงของชนเผ่าถู่เจีย ที่ไว้ร้องโต้ตอบกัน เธออยากให้พวกเราร้องโต้ตอบ ด้วย แต่มันเป็นภาษาพื้นเมือง แค่จีนกลางก็ไม่จะได้กันอยู่แล้ว นี่ยังเป็นภาษาพื้นเมืองอีก ดีว่า บนเรือที่ไปลำเดียวกับเรามีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาด้วย ก็รับหน้าที่นี้ไป เป็นที่ครื้นเครงกันพอสมควร มีเสียงเหน็บแนมจากคุณป้าจรี ว่าทำไมไกด์เราไม่ร้องโต้ตอบ กลัวร้องตอบกลับไปเดี๋ยวเค้าตามกลับมา เมืองไทยด้วย ยุ่งเลยทีนี้ เสียงแว่วมาตามลม หล่อตายเลยแก ฮากันทั้งลำ |
|||
|
|
|||
|
วันนี้ล่องชมช่องแคบ และทัศนียภาพกันมาทั้งวัน เมื่อกลับมาถึงที่เรือสำราญ ก็แยกย้ายกันพักผ่อน ไม่ค่อยมีใครสนใจกับช่องแคบซีหลิงซักเท่า ไหร่ รอเวลาทานข้าว พรุ่งนี้เราจะต้องอำลากับเรือลำนี้กันแล้ว สำหรับใครที่มีค่าใช้จ่ายกับทางเรือ ก็สามารถมาชำระค่าเสียหายได้หลังจากอาหารค่ำ |
|||
|
|||
|
แต่ที่หลังเขื่อนระดับน้ำจะอยู่ที่ 65 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงต้องมีประตูน้ำไว้สำหรับทำการ ลด/เพิ่ม ระดับน้ำ ประตูที่ 1 ตอนที่เราเข้ามาระดับน้ำอยู่ที่ 165 เมตร เมื่อเรือเข้ามาพร้อมกันหมด(ตอนนั้นเรือเข้ามาได้ 4 ลำ ลำเป้ง ๆ ทั้งนั้นเลย) ก็จะทำการลดระดับลง 20 เมตร เพื่อให้เท่ากับระดับน้ำของประตูชั้นที่สอง เมื่อประตูน้ำปิดสนิท เราจะเห็นว่าเรือค่อย ๆ ลดระดับลงตามน้ำที่ หายไป เมื่อระดับน้ำลดลงได้ที่ ประตูด้านหน้าก็จะเปิดออก แล้วเรือก็จะค่อย ๆ ทำการเคลื่อนตัวไป ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงประตูสุดท้าย เมื่อถึงประตูสุดท้าย ระดับน้ำก็จะลดลงให้เท่ากับระดับน้ำที่อยู่หลังเขื่อน ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเรือที่มาจากหลังเขื่อน ก็จะเป็นการเพิ่มระดับน้ำแทน เลยมี คำถามว่า แล้วแบบนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผ่านทางเหมือนกับผ่านทางด่วนไหม ไม่ต้องครับ ฟรี นอกจากนี้ในส่วนของเรือเล็ก ก็จะมีอีกทางหนึ่ง สำ หรับเรือเล็กโดยเฉพาะ วิธีการของเรือเล็กจะง่ายกว่า มีแค่ประตูเดียว เมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะลด/เพิ่ม ระดับน้ำทีเดียวเลย ใช้เวลาแค่ 45 นาที ก็เลยมีคนพูดว่า เรือใหญ่เหมือนเดินขึ้นบันได ส่วนเรือเล็กนั้นเหมือนนั่งลิฟต์ ในช่วงตอนที่น้ำลดระดับเรียกเสียงฮือฮาได้ดีทีเดียว หลายคนเคยเห็นแต่ในหนัง วันนี้ได้มา เห็นกับตาตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ เราอยู่ดูกันแค่ประตูเดียว แค่ผ่านประตูเดียว ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่น แต่เช้า เราจะไปเยี่ยมชมอภิมหาอลังการงานสร้าง เขื่อนซานเสียต้าป้า กัน ว่าแล้วก็แยกย้ายกันไปเก็บของ พักผ่อนกันดีกว่า |
|||
|
26-03-09 เขื่อนซานสียตาป้า - จิงโจว กำแพงเมืองโบราณ - อู่ฮั่น |
|||
|
6 โมงตรงเสียงจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าได้เวลาที่เราจะต้องเก็บข้าวของ เพื่อเตรียมอำลากับเรือสำราญแห่งนี้กันแล้ว 8 |
|||
|
|||
|
ของเขตเมืองที่อยู่ทางด้านล่างของแม่น้ำแยงซีเกียง คือตั้งแต่เมืองอี้ชางลงไป เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะเข้าท่วมที่ดินทำกิน ทำให้ในแต่ละปี รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ ปัญหาอย่างมหาศาล แต่ถ้าจะทำการสร้างเขื่อน ก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่าง ๆ อย่างเช่น การอพยพประชากร พื้นทีที่จะถูกน้ำท่วม และโบราณสถาน และโบราณวัตถุต่าง ๆ แต่จนแล้วจนรอด ก็ได้มีการสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาโดยการร่วมแรงร่วมใจ ของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิส และประชาชนชาวจีน การสร้าง ใช้ระยะเวลา 17 ปี เพิ่งจะเสร็จเมื่อต้นปี ที่ผ่านมา ใช้เงินลงทุนกว่า 2 พันล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยก็ หมื่นกว่าล้านบาท ในการสร้างเขื่อนแห่งนี้พิจารณา จากชัยภูมิที่เหมาะสม ก็ได้ตกลงปลงใจจะใช้บริเวณตรงตอนกลางของช่องแคบซีลินสร้างเขื่อน เนื่องจากตรงบริเวณนี้ หินที่อยู่รอบข้างของช่องแคบ คือหินภูเขา หรือที่เรียกกันเท่ ๆ ว่า หินอัคนี ตลอด 3 ช่องแคบ จะมีแค่บริเวณนี้ บริเวณเดียวที่มีหินอัคนี หินชนิดนี้เป็นหินที่แข็งแรง คงทนต่อแรงดันน้ำ จึงไม่แปลกทำไมจึงเลือกที่จะใช้บริเวณนี้สร้างเขื่อน การสร้างเขื่อน แบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรกเริ่มในปี 1993 ช่องที่สองเริ่มในปี 1998 ช่วงที่สามเริ่มในปี 2003 จนถึงเมื่อต้นปีที่ผ่านมาจึงได้แล้วเสร็จ (บางแหล่งข้อมูลก็ว่าเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว) ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อนแห่งนี้ โดย หลักก็คือ ป้องกันน้ำป่าไหลหลาก ผลิตกระแสไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกในการจราจรทางน้ำ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยว อย่างช่องแคบทั้ง 3 ที่เพิ่งผ่านมา เมื่อวาน แต่ก่อนที่จะสร้างเขื่อนแห่งนี้ก็ต้องผ่านปัญหาต่าง ๆ นานา หลัก ๆ เลยก็คือ ต้องมีการอพยพประชากร ประชากรที่ต้องย้ายถิ่นฐานมีประมาณ 1.2 |
|||
|
|
|||
|
เขื่อนซานนเสียต้าป้า
ก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน
แอบไปเห็นราคาบัตรก็ตกใจไม่น้อย ค่าเข้าคนละ 107
หยวน แต่จะว่า ไปมาดูเขื่อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกก็คุ้มนะ
เมื่อมาถึงก็ต้องเปลี่ยนรถ นั่งรถบัสของทางเขื่อนขึ้นไปนำชม
โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือขึ้นไป บนจุดสูงสุด
เพื่อให้ได้เห็นสภาพโดยรวมของเขื่อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
262.48 เมตร นอกจากนี้ ยังมีโมเดลของเขื่อนให้ได้ชมอีกด้วย
เสียดาย วันนี้หมอกลงจัด เลยมองเห็นได้ไม่ทั่ว เมื่อชมทางบนเรียบร้อยแล้ว
ก็ลงมาทางด้านหล้า ที่สถานี 185
หมายถึง ความสูงจากระดับน้ำทะเล ที่เราอยู่กันตรงนั้น
ตรงนั้นเราจะได้เห็นตัวเขื่อนแบบใกล้ชิด |
|||
|
|
|||
|
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา การเดินทางของเราก็มาถึงวันสุดท้าย
ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของรายการ เราได้ไปเยี่ยมชมกัน
หมดแล้ว วันนี้เราจะนั่งเครื่องบินกันอย่างเดียว เริ่มตั้งแต่
08.30 - 10.00
น. อู่ฮั่น - กวางเจา และเราก็แวะทานข้าวกลาววันกันที่สนามบินก่อน
จากนั้นก็มา นั่งรอขึ้นเครื่องต่อ เวลา 15.30-17.20
น กวางเจา - กรุงเทพฯ ก็เดินทางโดยสวัสดิภาพ กลับมาถึงกรุงเทพฯ
อย่างปลอดภัย |





























