|
 |
|
30-08-09 สุวรรณภูมิ
- คุนหมิง - ต้าหลี่ |
|
ไม่ได้เขียนบันทึกการเดินทางซะนานเลย ตั้งแต่กลับมาจากทิเบต
จะว่าไปทิเบตก็ยังเขียนไม่เสร็จเลย ไม่เป็นไร เดี๋ยวมีเวลาเราค่อยวนกลับ ไป
ได้รับมองหมายจากบริษัทต้นสังกัด ไดมอนด์ไชน์ ฮอลิเดย์ ให้พากรุ๊ปทัวร์ ไปคุนหมิง
ตาลี่ ลี่เจียง โดยมีอาจารย์สมชาย แห่งโฟโต้ฮัท ร่วมเดินทาง ไปด้วย
รู้สึกตื่นเต้น ได้ยินชื่อเสียงอาจารย์มานาน จริง ๆ
แล้วทางบริษัทก็ได้จัดทัวร์ร่วมกับรายการโฟโต้ฮัท ค่อนข้างบ่อย
ไปกันมาก็หลายที่ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า บาหลี จีน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปกับ
อ.สมชาย ซักที คราวนี้ได้สมหวังล่ะ และยิ่งเป็นรายการท่องธรรมชาติ
คงได้ภาพเด็ด ๆ จากการแนะนำของ อ. มาอวดกัน
เช้านี้อึมครึมไปด้วยเมฆฝน
ต้องรีบออกจากบ้านก่อนที่ฝนจะลงหมด คงไม่ดีแน่ ถ้าตัวเปียกปอน
ก่อนปฏิบัติงาน หลังจากถึงสนามบินไม่นาน นัก
เสียงหยาดฝนกระทบกับหลังคาสนามบินดังสนั่น ในใจได้แต่คิดว่าฝนตกหนักขนาดนี้
ลูกค้าจะมาทันไหมหนอ สิ่งที่กังวล กลับไม่เป็นจริงอย่างที่คิด
ทุกอย่างสะดวกราบรื่น เราใช้เวลาในการเดินทาง
1.55
ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบิน อูเจียป้า เมืองคุนหมิง คุนหมิงคือเมืองหลวงของมณฑลยูนาน
ก่อนที่เราจะออกเดินทางไปไหนไกล
เรามารู้จักกับมณฑลแห่งชนกลุ่มน้อยกันก่อนดีกว่า
มณฑลหยุนหนัน ชื่อย่อ หยุน
(云)หรือ
เตียน
(滇)เป็นมณฑลชายแดนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
มีพื้นที่ทั้งสิ้น
394,000 ตารางกิโลเมตร
คิดเป็น 4.1%ของพื้นที่ทั้งประเทศ
ด้านตะวันออกติดกับมณฑลกุ้ยโจวและเขตปกครองตนเองมณฑลกว่างซี
ด้านเหนือมีแม่น้ำจินซาเจียงกั้นคนละฟากกับมณฑลซื่อชวน
ด้านตะวันตกเฉียงเหนือเชื่อมต่อกับเขตปกครองตนเองทิเบต
ด้านตะวันตกติดกับประเทศพม่า ด้านใต้ติดกับประเทศลาวและเวียดนาม
รวมทั้งสิ้นมีพรมแดนติดต่อถึงกันเป็นระยะทางยาว 4,060
กิโลเมตร |
|
 |
| |
|
ภูมิประเทศ
พื้นที่ทางตอนเหนือสูง ส่วนทางตอนใต้ต่ำ ความสูงต่ำต่างกันมาก
ด้านใต้สูงราว 1,500-2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนด้านเหนือสูงประมาณ
3,000-4,000 เมตร ยอดเขาข่าเก๋อป๋อแห่งทิวเขาหิมะเหมยหลี่ สูงถึง 6,740
เมตร สูงที่สุดในหยุนหนัน
และที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและท้าทายนักนิยมกีฬาไต่เขาจากทั่วโลก
ทรัพยากร หยุนหนัน
เป็นมณฑลที่มีความหลากหลายของพืชไม้นานาพันธุ์ของประเทศจีน พืชชั้นสูงมีถึง
18,000 ชนิดมากเกินครึ่งหนึ่ง ของทั้งประเทศที่มีอยู่เกือบ 30,000 ชนิด
โดยไม่เพียงแต่มีพืชพันธุ์ของเขตร้อน เขตร้อนแถบเอเซีย เขตอบอุ่น
หรือในเขตหนาวเท่านั้น ยังมีพันธุ์ไม้ โบราณ
รวมถึงมีการเพาะปลูกพืชพันธุ์ดีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศอีกด้วย |
|
ทรัพยากร
น้ำ-ในแต่ละปีจะมีปริมาณการไหลของน้ำถึง3591;
200,000 ลูกบาศก์เมตร เป็น 3
เท่าของแม่น้ำเหลือง( หวงเหอ ) จึงกลายเป็นแหล่งที่มีความได้เปรียบจากการใช้พลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุด
ทรัพยากรแร่-ปัจจุบันพบว่ามีแร่ธาตุที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งสิ้น
150 ชนิด เป็น 93%ของแร่ธาตุที่พบทั้งประเทศ
ที่มีการสำรวจและมีสำรองอยู่ 86 ชนิด
และมีแหล่งขุดแร่อยู่ทั้งสิ้น 2,700 แห่ง
โดยมีแร่ที่เป็นที่ต้องการติดอันดับหนึ่งของประเทศ เช่น สังกะสี ตะกั่ว
ดีบุก เป็นต้น
ประชากร จากการสำรวจในปี
2003 หยุนหนันมีประชากรทั้งสิ้น 43.75
ล้านคน มีอัตราการเกิด 17%
อัตราการตาย 7.2% อัตราการเพิ่มขึ้นของประชาการ
9.8%
โดยมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ถึง 25
ชนชาติ อาทิ ชาวไท แมนจู มองโกล ทิเบต ไป๋ จ้วง แม้ว
หุย(อุยกอร์) เป็นต้น คิดเป็นอัตราส่วน 38.07%
จากประชากรทั้งมณฑล |

|
|
|
ต้น
ไกด์ท้องถิ่นของเรา ยืนคอยอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
กรุ๊ปนี้พิเศษกว่าใครเนื่องจากเราใช้วีซ่ากรุ๊ป
ไกด์จึงสามารถเข้ามารับภายในได้
เนื่องจากช่วงนี้มีการคุมเข้มในเรื่องของไข้หวัดสายพันธ์ใหม่
จึงมีการตรวจเข้ม เสียเวลากันพอสมควร เมื่อออกจากด่านอรหันต์มาได้
เราก็มุ่งหน้าสู่ เมืองตาหลี่กันเลย ใช้เวลาในการเดินทางอีกประมาณ 4
ชั่วโมงกว่า ก่อนที่ทุกคนจะหลับไหล
เรามารู้จักกับเมืองคุนหมิงกันต่อดีกว่า
คุนหมิง
(昆明;
พินอิน: Knmíng)
เป็นเมืองเอกในมณฑลยูนนานในสาธารณรัฐประชาชนจีน
มีจำนวนประชากรประมาณ 3,740,000 คน
โดยมีประมาณ 1,055,000 คนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง
ตัวเมืองตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเตียนฉือด้านทิศเหนือ
เนื่องจากมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี จึงถูกขนานนามว่า "นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ"
มณฑลยูนนานแบ่งเขตการปกครองเป็น
17 เขต/เมือง กล่าวคือ เขต (Prefecture) 7
เขต ได้แก่ 1.เขตจ้าวทง (Zhaotong)
2.ชูจิ้ง (Qujing) 3.ยู้วซี
(Yuxi) 4.ซือเหมา (Simao) 5.เป่าซาน
(Baoshan) 6.ลี่เจียง (Lijiang) 7.หลินชาง
(Lincang)
เขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย (Autonomous
Prefecture) 8 เขต 1.เหวินซาน (Wenshan)
(ชนชาติจ้วงและแม้ว) 2.หงเหอ (Honghe)
(ชนชาติฮาหนีและอี๋) 3.สิบสองปันนา
(Xishuangbanna) (ชนชาติไต) 4.ฉู่สุง
(Chuxiong) (ชนชาติอี๋) 5.ต้าหลี่
(Dali) (ชนชาติไป๋และไต) 6.เต๋อหง
(Dehong) (ชนชาติไตและจิ่งพอ) 7.นู่เจียง
(Nujiang) (ชนชาติลีซอ) 8.ตี๋ชิ่ง
(Diqing) (ชนชาติทิเบต)
เมืองที่ขึ้นตรงต่อมณฑล (Provincially
Administered Municipality) 2 เมือง ได้แก่ นครคุนหมิง (Kunming)
และเมืองตงชวน (Dongchuan)
โดยมีนครคุนหมิง (Kunming Municipality)
เป็นเมืองหลวงของมณฑล |
|
 |
สภาพทางภูมิศาสตร์
เมืองคุนหมิงตั้งอยู่บนที่ราบสูงในมณฑลยูนนาน
มีภูเขาล้อมรอบตัวเมือง 3 ด้าน
อาณาเขตทิศใต้ติดกับทะเลสาบ สูง 1,850
เมตรจากระดับน้ำทะเล มณฑลยูนนานมีแม่น้ำไหลผ่านกว่า
600 สาย แม่น้ำสายสำคัญ
6 สาย ได้แก่ 1.แม่น้ำอิระวดี
(ภาษาจีนเรียกว่า อีลั่วหว่าตี้เจียง
(Yiluowadi
Jiang)
2.แม่น้ำจินซาเจียง
(Jinsha Jiang) (เป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำแยงซีเกียงตอนบน)
3.แม่น้ำนู่เจียง
(Nu Jiang) (ไหลลงสู่ประเทศพม่า)
4.แม่น้ำจูเจียง
(Zhu Jiang) (ต้นน้ำของแม่น้ำจูเจียงในนครกวางโจว)
5.แม่น้ำหลาน
ชางเจียง
(Lanchang Jiang) (หรือแม่น้ำโขงไหลลงสู่ประเทศพม่า
ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม) 6.แม่น้ำหงเหอ
(Honghe) (ไหลลงสู่ประเทศเวียดนาม) โดยแม่น้ำ
2
สายหลังถือเป็นแม่น้ำนานาชาติ (
|
|
|
สภาพทางภูมิอากาศ
มณฑลยูนนานมีภูมิอากาศเย็นสบาย
ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัดและฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง
15-18
องศาเซลเซียส
ประวัติศาสตร์
ปี พ.ศ. 1308
มีการสร้างเมืองขึ้นในบริเวณนี้ เมืองนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า ถัวตง (Tuodong)
ราวศตวรรษที่ 13
มาร์โคโปโล
ได้เดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ และเขียนบันทึกบอกเล่าความประทับใจ
ต่อมาเมืองนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นคุนหมิง
โดยเหล่าชนชั้นปกครองชาวมองโกลแห่งราชวงศ์หยวนเมื่อปี
พ.ศ. 1819 ราวศตวรรษที่ 14
คุนหมิงถูกยึดอำนาจกลับคืนโดยราชวงศ์หมิง
และมีการสร้างกำแพงล้อมรอบส่วนที่เป็นเมืองในปัจจุบัน
ในศตวรรษที่ 20
คุนหมิงตกเป็นเป้าของการโจมตีจากกองทัพอากาศหลวงญี่ปุ่นเมื่อครั้งที่บุกจีนแผ่นดินใหญ่
สภาพเศรษฐกิจ
จากการจัดอันดับเมื่อปี พ.ศ.
2535 เศรษฐกิจของคุนหมิงมีการเจริญเติบโตเป็นอันดับที่
12 ในบรรดาเมืองทั้งหมดในสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตเกลือและฟอสเฟตที่ดีที่สุดของจีน
ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2530-2540
เนื่องจากตัวเมืองตั้งอยู่ในส่วนที่ห่างไกลของประเทศ
จึงยังไม่ได้รับผลจากกระแสการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของจีนมากนัก
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลจีนได้ให้ความสนใจคุนหมิงมากขึ้น
และตั้งใจจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมระดับนานาชาติ
เพื่อรองรับการคมนาคมขนส่งไปสู่ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีการวางแผนก่อสร้างทางรถไฟและทางหลวงมากมายเพื่อเชื่อมต่อระหว่างคุนหมิงกับ
ไทย
เวียดนาม
และ
ลาว
เพื่อเตรียมเส้นทางคมนาคมขนส่งจาก
คุนหมิงไปถึงท่าเรือทางทะเลต่างๆ |
|
เราแวะพักระหว่างทางที่เมืองสู่เฉิง ดินแดนทีได้ชื่อว่าเมืองแห่งฟอสซิล
มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลมากมายที่นี่ บางอันสมบูรณ์มาก ทราบ
มาว่าปีนี้ยังได้จัดส่งซากฟอสซิลไปแสดงที่นครปักกิ่ง
เราเพียงแวะพักทานมื้อเย็นกันที่นี่ จากนั้นเราก็เดินทางต่อ
มุ่งหน้าสู่เมืองต้าหลี่ คืนนี้เราตกลงกัน ว่าจะไปเดินที่เมืองโบราณตาหลี่
ระหว่างทาง อ.สมชาย ก็ได้แนะนำเราเรื่องการถ่ายภาพ วิธีการใช้กล้อง
อาจารย์พูดอยู่ประโยคหนึ่ง โดนใจอย่างแรง "หลายคนซื้อกล้องราคาเป็นหมื่น
แต่ส่วนใหญ่จะใช้กันอยู่แค่สองพันบาท" ก็เป็นจริงอย่างที่อาจารย์ว่า
แต่ละคนเมื่อซื้อกล้องมาแล้ว กล้องมีฟังค์ชั่น การใช้งานอย่างไรบ้าง
ไม่ค่อยจะมีใครสนใจ ส่วนใหญ่ก็จะปรับให้อยู่ที่ออโต้ไว้ก่อน ก็คนอื่น ๆ
เค้าทำกันแบบนี้ อินเทรนด์ไว้ ยังไงก็ไม่ตกขอบ แต่การกระทำแบบนี้ ไม่คุ้มครับ อ.
บอกว่า กล้องที่เราใช้กันอยู่เนี่ย ถ้าใช้ให้เหมาะสมกับสถานที่ที่เราถ่าย
ก็จะได้ภาพที่ออกมาสวยงาม ไม่แพ้ภาพที่เห็น ในโปสการ์ดเลยทีเดียว ดังนั้นในสิ่งที่
อ. จะแนะนำต่อไปนี้ ก็คือวิธีการใช้กล้อง ให้เต็มประสิทธิภาพ ของกล้องที่เราใช้อยู่
พอได้ยินตรงนี้หูผึ่งเลยผม เพราะที่ อ. พูดมา ก็โดนแป๊ะ กล้องคอมแพคตัวนี้ใช้มา
5
ปี ใช้แต่ออร์โต้อย่างเดียว
บางทีภาพที่ได้ออกมาก็สวย บางทีก็ดูแข็ง ๆ ถึงบางอ้อ ก็เมื่อตอน ที่ อ. ได้แนะนำ |
|
คืนนี้เราจะไปเดินทางที่เมืองโบราณต้าหลี่
อ. จึงได้แนะนำเรื่องการถ่ายภาพตอน กลางคืน
หลายคนมีปัญหาเวลาถ่ายภาพตอนกลางคืน
ชอบเปิดแฟรชเวลาถ่าย แล้วภาพที่ได้ออกมา ก็จะเห็นแต่ตัวคน ด้วยสาเหตุที่ว่า
กล้องจะไปจับภาพ กับแสงแฟรช ที่ไปกระทบกับวัตถุ ดังนั้นจึงได้แต่ตัว คน
แต่ภาพด้านหลังจะดำมืด วิธีแก้ปัญหา สำหรับกล้องคอมแพค
ให้เปิดไปที่โหมดถ่ายภาพตอนกลางคืน แล้วปิดแฟรช แต่จะต้องมีขาตั้งกล้อง
เมื่อเปิดเป็นโหมดการถ่ายภาพตอนกลางคืน รูรับแสง จะเปิดกว้างมากขึ้น
เวลาในการประมวลผล ก็จะใช้เวลานานมากขึ้น หากขณะเวลาถ่าย เกิดการสั่น
ภาพที่ได้ออกมาก็จะเบลอ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหาขาตั้งกล้อง
หรือหาที่วางแล้วถ่าย หาใครไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมา อ.
แนะว่าใช้ขาตัวเองแทนแล้ว กัน ฮาาาาาาาาา |

|
|
|
 |
|
เมืองโบราณต้าหลี่
หรือที่เค้าเรียกกันว่า
"กำแพงโบราณ"
สร้างขึ้นใน ปี ค.ศ
1382 ถึงเวลานี้ก็มีอายุ 600
กว่าปีแล้ว ว้าว เกือบเท่าอายุของ ประเทศไทยเลยนะเนี่ย
ตอนนั้นที่นี่ก็อยู่ในส่วนของอาณาจักรน่านเจ้า สมัยของกษัตริย์ "หมิงหงอู่"
ตามหลักศิลาจารึก ได้บันทึกไว้ว่า กำแพงเมือง มีลักษณะ 4
เหลี่ยมจัตุรัส สูงใหญ่ น่าเกรงขาม มีความยาว 12
ลี้ แต่ละด้านของกำแพงจะมีประตูเมือง
บนประตูเมืองแต่ละอันก็จะมีหอคอยสังเกตุการณ์
ภายในเมืองก็จะเป็นที่พักอาศัยของชาวบ้าน ซึ่งก็คือชาวไป๋นั่งเอง
ผังเมืองภายใน จะมีถนน 5 สาย ซอยนับได้ก็ 8
ซอย กาลเวลาล่วงเลยมาหลายร้อย ปี
ความอลังการณ์ของกำแพงเมืองที่หลงเหลือให้เห็นก็คือ
ประตูเมืองทางด้านทิศใต้ ซึ่งถูกบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 1982
พร้อมทั้งยังเชิญ ปรมาจารย์
ผู้มีชื่อเสียงในด้านการเขียนพู่กัน มาเขียนชื่อเมือง
ต้าหลี่
大理
ไว้บนกำแพงด้วย ณ ปัจจุบัน กำแพงเมืองโบราณต้าหลี่
ได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเมืองนี้
ภายในจากที่เคยเป็นที่พักอาศัย ก็ได้ปรับเปลียนมาเป็น ร้านขายของที่ระลึก
ใครที่ผ่านมาเมืองต้าหลี่ ก็จะต้องมาแวะ เที่ยวชมกำแพงเมืองโบราณต้าหลี่
เรียกได้ว่า มาเมืองต้าหลี่ ไม่มาถ่ายรูปคู่กับกำแพงโบราณ
ก็เหมือนยังมาไม่ถึงนั่นเอง
1
ชั่วโมงผ่านไป ไวเหมือนโกหก
แต่ละคนก็ได้ภาพประทับใจกันไม่น้อย แต่ดู ๆ
แล้วเหมือนจะยังไม่ค่อยพอใจกันซักเท่าไหร่ เนื่องจาก เพิ่ง
จะได้ลองประสิทธิภาพกล้องกันอย่างเต็มที่
แต่ทุกคนก็ประทับใจที่ได้มาถ่ายรูปยามค่ำคืน ได้วิวสวย ๆ พร้อมคำแนะนำดี ๆ
จาก อาจารย์สมชาย ก็หน้า ตาชื่นมื่น หายเหนื่อยกันไปตาม ๆ
วันนี้กลับโรงแรมกันก่อน พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายรายการรอพวกเราอยู่
ราตรีสวัสดิ์ |
|
31-08-09 คุนหมิง - เจดีย์สามองค์ - พิธีชงชา - ลี่เจียง -
ทะเลสาปมังกรดำ - เมืองโบราณลี่เจียง
(มื้อค่ำ เมนูพิเศษ อาหารไทย) |
|
กริ๊ง ๆๆๆๆๆๆ เสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือ พร้อมเสียงโทรศัพท์ตั้งโต๊ะของโรงแรม
ประสานเสียงดังขรม ไม่ตื่นเห็นว่าจะลำบาก ปฏิบัติภาระ กิจส่วนตัวก็ลงมาเตรียมกาแฟ
อาหารเช้าของที่นี่ เป็น CBF ได้ยินที่แรกก็งง เคยได้ยินแต่
ABF ถามไถ่ได้ความว่า มันย่อมาจาก
Chinese Breakfast
เรียกซะหรูเชียว หุหุ แต่ก็ไม่ถึงกับทานไม่ได้
สมาชิกบอกกันมาว่าไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะปาท่องโก๋ กับกาแฟร้อน ๆ
|
|
เช้าวันนี้มีไก๊ด์ท้องถิ่นมาสมทบเพิ่มอีกหนึ่งคน ชื่อว่าจังจินฮวา
เป็นคนชนกลุ่มน้อย
เผ่าไป๋
สาวเผ่าไป๋ เค้าว่ากันว่าหน้าตาดี อันนี้ก็เห็นด้วย เลย
แล้วเวลาที่ที่เค้าจะเรียกชื่อกัน ก็จะมีคำนำหน้าชื่อ อย่างบ้านเราก็จะมี นางสาว
คุณ แต่ที่นี่ เค้าจะใช้คำว่า จินฮวา
金花
ได้ยินทีแรกก็อึ้ง สำหรับคน ที่รู้ภาษาจีน เมื่อได้ยินคงแอบยิ้มไปตาม ๆ กัน
กับคำนำหน้าของชาวเผ่าไป๋ เรามาดูคำแปลกัน
金
หมายถึง ทอง
花
หมายถึง ดอกไม้
เมื่อรวมกัน ก็จะเป็นคำที่ไม่สุภาพ ที่คนไทยจะไว้ใช้ด่ากัน แต่ที่นี่
เค้าไม่ได้ความว่าอย่างนั้น เค้าเปรียบผู้หญิงเหมือนดอกไม้สีทอง ที่สวยงาม ดังนั้น
金花
จึงหมายถึงสาวงามนั่นเอง |
|
 |
|
จากโรงแรมเราใช้เวลาไม่ถึง
10
นาที
ก็มาถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่แรก
วัดฉงเซิ่ง
และ
เจดีย์สามองค์
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศจีน หาจะดู ว่าน่าเที่ยวมากน้อยแค่ไหน
ก็ดูได้จากประกาศณียบัตรที่มอบโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน โดยใช้ตัว
A เป็นตัวบ่งบอก มาสุด
AAAAA วัดฉงเซิ่ง ได้ AAAA
เหตุที่ได้ถึง 4เอ
ก็เพราะวัดฉงเซิ่งมีประวัติยาวนาน ตั้งแต่ในสมัยที่นี่ยังเป็น ก๊กตาหลี่
และวัดแห่งนี้ก็ยัง เป็นสัญลักษณ์ของเมืองต้าหลี่ อีกด้วย
วัดฉงเซิ่งสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์
"เฉวียนเฟิงโหย่ว
劝(quàn)丰(fēng)右(yòu)"
(ประมาณ ปีค.ศ 824-859)
วัดฉงเซิ่ง
มีสถานะ เป็นวัดหลวง เมื่อกษัตริย์สละราชสมบัติ ก็จะมาบวชที่วัดแห่งนี้สถานที่ตั้งของวัด
ก็ตั้งตามหลักฮวงจุ้ย
风水
ด้านหลังติดภูเขาชาง ซึ่งเป็นภูเขาที่สำคัญ ในเมืองต้าหลี่
ด้านหน้าติดกับทะเลสาม เอ๋อไฮ
耳海
เมื่อเดินเข้ามาภายในวัดก็จะเห็นเจดีย์
3 องค์ สูงตระหง่าน คอยต้อนรับผู้มาสักการะ ทำหน้าที่
อยู่แบบนี้มานนับร้อยปี ลักษณะของเจดีย์ คล้ายกับ เจดีย์เสี่ยวเย่น เมืองซีอัน
เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถัง องค์กลางฐานมีความกว้าง
9.9 เมตร สูง 69.13 เมตร
องค์ซ้ายและขวา มีความสูง 42.4 เมตร ก่อนหน้านี้
ภายในบริเวณเจดีย์ สามารถที่จะเข้าไปชมภายในได้ แต่เนื่องจากดินโดยรอบ
เป็นดินเนื้ออ่อน ทางรัฐบาลท้องถิ่นเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อโบราณสถาน และผู้เข้าชม
จึงงดเข้าชมบริเวณภายใน แค่ชมภายนอก ก็คุ้มแล้วครับ
สมาชิกก็แยกไปเก็บภาพถ่ายตามมุมต่าง ๆ ตัวผมเองก็ไปแอบเก็บมาได้บ้าง
ตามภาพด้านล่างนี้ล่ะคับ |
|
 |
|
จากวัดฉงเซิ่ง
เราก็มาชมการแสดงพิธีชงชา ของชาวไป๋ ตอนแรกก็นึกว่าจะเหมือนกับพิธีชงชา
ของญี่ปุ่น กว่าจะกินได้สักถ้วยนั่งกันซะเหน็บ กิน แต่การแสดงของที่นี่
เค้าเปรียบการชงชาเหมือนชีวิตคู่รัก การแสดงจะแบ่งออกเป็นสามช่วง ในช่วงแรก
เมื่อหนุ่มสาวจีบกันใหม่ ๆ ทุกอย่างก็ดูหวาน ชื่น เมื่อการแสดงจบลงก็จะมีชาแก้วแรก
นำมาเสริฟ เป็นชารสหวาน ในระหว่างที่ทานชา การแสดงโชว์ในช่วงที่สองก็ดำเนินต่อ
ชีวิตคู่รักเริ่มมีรสชาติมา ขึ้น ชาที่นำมาเสริฟหลังการแสดงช่วงสอง จะมีรสเปรี้ยว
การแสดงช่วงที่สาม จะเป็นฉากงานแต่งงาน หลังจากแต่งงานชีวิตคู่
ก็จะมีหลากหลายรสชาติ คราวนี้ชาจะมีทั้งรสหวานและเปรี้ยว
ในระหว่างการแสดง อ.สมชาย ได้แนะนำว่า
การถ่ายภาพเคลื่อนไหว จะต้องปรับไปที่โหมด ภาพเคลื่อนไหว เวลาถ่ายภาพจะได้ไม่เกิด
อาการภาพเบลอ ง่าย แบบนี้นี่เอง ปรับนิดเดียว ได้ภาพสวยขึ้นมาอีกเยอะเลย
^ ^ |
|
 |
|
ชิมชาเรียกน้ำย่อยกันแล้ว ก็ได้เวลาไปหม่ำมื้อเที่ยง
ตุนให้เต็มท้องก่อนออกเดินทางสู่เมืองลี่เจียง บ่ายนี้เราต้องนั่งรถกันอีก
สามชั่วโมงกว่าๆ ช่วงบ่าย จึงได้ให้สมาชิก เล่นเกมซ่อนตาดำ เกมนี้เล่นกันไม่อยาก
ใคร ๆ ก็เล่นเป็น บางคน สนุกถึงขั้นส่งเสียงดัง (คร๊อกกกกกกกกกก) สนั่นไปทั่วรถ
ก็ให้ได้พักผ่อนกันช่วงบ่ายเต็ม ๆ
ระหว่างที่สมาชิกเราแอบหลับมารู้จัก เมืองลี่เจียงกันสักนิดดีกว่า
ลี่เจียง
(丽江市
หรือ
丽江古城
ลี่เจียงกู้ฉาง
Lijiang)
เป็นเขตการปกครองที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเขตเมืองและเขตชนบททางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน
สาธารณรัฐประชาชนจีน
มีจำนวนประชากรราว 1,100,000 คน
มีย่านเมืองเก่าลี่เจียงที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า
เมืองเก่าต้าเหยียน (Dayan old town)
การปกครอง
พื้นที่ของเมืองลี่เจียงประกอบด้วยไปด้วยเขต 1 เขต
(เขตเมืองเก่า) และ 4 ตำบล รวมทั้งย่านเมืองใหม่ลี่เจียง
เมืองเก่าต้าเหยียน เมืองเก่าซูเหอ เมืองเก่าไป๋ซา และบางส่วนของช่องเขาเสือกระโจน
ประวัติศาสตร์
ย่านเมืองเก่าลี่เจียงมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปได้มากกว่า
800 ปี และเคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าตามเส้นทางสาย
Tea Horse สายเก่า
ย่านเมืองเก่านี้มีชื่อเสียงจากคูคลองและสะพานที่มีอยู่มากมาย
จนได้รับการขนานนามว่า "เวนิสแห่งตะวันออก"
เมืองเก่าลี่เจียงมีสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์
และวัฒนธรรมแตกต่างไปจากเมืองโบราณอื่นๆของจีน
เนื่องจากเป็นเมืองที่เป็นที่ตั้งรกรากของชาวหน่าซี
หรือนาสี มาตั้งแต่สมัยโบราณ
เหตุการณ์สำคัญ
-
กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2539 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น
ส่งผลให้พื้นที่หนึ่งในสามของเมืองถูกทำลายลง
-
4 ธันวาคม
พ.ศ. 2540
ย่านเมืองเก่าลี่เจียง (ต้าเหยียน ไป๋ซา และซูเหอ)
ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก
ตั้งแต่นั้นมา
ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับภาระหน้าที่ในการพัฒนาและอนุรักษ์ย่านเมืองเก่ามากขึ้น
และยังทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
จนมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยี่ยมชมเมืองเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวเมืองเกรงว่ากระแสการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จะทำให้เมืองนี้สูญเสียเอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ที่น่าประทับใจไป
-
พ.ศ.
2550
เมืองลี่เจียงของมณฑลยูนนานได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวดีเด่นทางวัฒนธรรมจีน
|
|
สถานที่ท่องเที่ยว |
|
 |
1.ภูเขาหิมะมังกรหยก
ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง
เป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล
โดยเฉลี่ย
4,000 เมตร เนื่องจากมียอดเขา 13
ยอดเรียงต่อกัน และปกคลุมด้วยหิมะ มีลักษณะคล้ายมังกร
จึงถูกเรียกว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก
ด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานต้องเสียค่าธรรมเนียมรวม
160 หยวน แยกได้ดังนี้ - ค่าบำรุงเมืองเก่าคนละ
80 หยวน
(อย่าลืมเก็บบัตรนี้ใช้แทนตั๋วเข้าชมสระมังกรดำ “เฮ้ยหลงทัน”
ได้) - ค่าเข้าอุทยานคนละ 80 หยวน
ซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าอีก คนละ 172
หยวน
|
|
|
 |
|
2.สระน้ำมังกรดำ
(Heillongtan, Black Dragon Pool) หรือที่รู้จักกันว่า สวนยู้วฉวน
(Yuquan)ตั้งอยู่ในตัวเมืองลี่เจียง
ห่างจากตัวเมืองเก่าลี่เจียงไปทางทิศเหนือประมาณ 1
กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,390 ตารางเมตร
สระน้ำมังกรดำมีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต นอกจากนี้
ภายในสวนยังมีการสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และน่าซี
ไว้ด้วยกัน |
|
3.โค้งแรกแม่น้ำแยงซี
(Changjiangdiyiwan) ห่างจากเมืองเก่าลี่เจียง 53
กิโลเมตร เกิดจากแม่น้ำแยงซี (หรือที่คนจีนเรียกว่า
แม่น้ำฉางเจียง) ที่ไหลลงมาจากที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มากระทบกับภูเขาไห่หลอ
ทำให้ทิศทางของแม่น้ำหักโค้งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
จนเกิดเป็นโค้งน้ำที่สวยงาม
|

|
|
|
 |
4.หุบเขาเสือกระโจน
(Hutiaoxia)
ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางแยกของเมืองลี่เจียงและเมืองจงเตี้ยน
เป็นหุบเขาในช่วงที่แม่น้ำแยงซีไหลลงมาจากจินซาเจียง
(แม่น้ำทรายทอง) น้ำบริเวณนี้ไหลเชี่ยวมาก
ช่วงที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 30
เมตร ตามตำนานเล่าว่า
ในอดีตช่องแคบนี้มีเสือกระโดดข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้
เนื่องจากกลางแม่น้ำบริเวณนี้มีหินที่เรียกว่า “หินเสือกระโดด”
ซึ่งก้อนหินมีความสูงกว่า 13 เมตร
จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช่องแคบเสือกระโดด
ในเมืองลี่เจียง
ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชาวเผ่าน่าซี
ชาวน่าซี
นาสี
หรือ
หน่าซี
(ภาษาจีน:
胖金哥
หรือ
胖金妹;พินอิน:Nàx
Zú) เป็นชนกลุ่มหนึ่งในประเทศจีน
ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองลี่เจียง
เมืองที่มีมนต์เสน่ห์แห่งหนึ่งของมณฑลยูนนาน
ซึ่งได้ถูกขนานนามว่าเป็นเวนิสแห่งที่สอง
|
|
|
ประวัติ
ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าต้นตระกูลของชาวหน่าซีอยู่ที่ใด
แต่เชื่อกันว่าเมื่อสหัสวรรษก่อน
ชนกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน (ในมณฑลชิงไห่
มณฑลกานซู และมณฑลเสฉวนในปัจจุบัน)
ก่อนจะถูกชาวเอเชียกลางรุกรานจึงต้องถอยร่นลงมาทางใต้ในปัจจุบัน
นักชาติพันธุ์วิทยาจากทั่วโลกได้ให้ความสนใจศึกษา
กรณีของชาวหน่าซีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาที่ใช้ภาพเป็นสัญลักษณ์
ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม หรือโครงสร้างทางสังคมของชนกลุ่มนี้
ชาวหน่าซีเป้นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยในโลกที่มีโครงสร้างแบบสตรีมีบทบาทโดดเด่น
ปัจจุบันโครงสร้างนี้ก็ยังคงเห็นได้ชัด ในชุมชนชาวหน่าซี
สตรีเป็นผู้ประกอบกิจกรรมที่สำคัญๆ และกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายมาก
และเป็นผู้ที่มีบทบาทสูงในการจัดการครอบครัวของตน
การแต่งกาย
เครื่องแต่งกายของสตรีน่าซี
มีรองหลังเพื่อช่วยลดน้ำหนักของสัมภาระที่ต้องแบกหาม เครื่องประดับเป็นรูปกลม
2 ชิ้นใหญ่ และ 7
ชิ้นน้อยๆ ทางด้านหลังของชุด เป็นสัญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ และดาว ซึ่งก็คือฟากฟ้าของทั้งหลายทั้งปวงนั้นเอง
เครื่องประดับเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของสตรีผู้มีหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน
วัฒนธรรม
ในคัมภีร์ตงปา
(หรือบางที่อ่านทับศัพท์ว่าดองปา) ของชาวหน่าซี
ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่จารึกแบบอักษรภาพ มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า
"ที่ใดฟากฟ้าและแผ่นดินยังคงไม่ถูกแบ่งแยกออกจากกัน
ที่นั่นมวลไม้ย่อมเคลื่อนกาย มวลหินย่อมเอ่ยวาจา"
นอกจากนี้คัมภีร์นี้ยังรวมเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ
และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอื่นๆของชาวหน่าซี ซึ่งรวมไปถึงความรู้ด้านดาราศาสตร์
และไสยศาสตร์
ประมาณว่าพ่อหมอตงปาที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ
30-40 คน บางคนทำงานให้กับสถาบันลี่เจียง
โดยทำหน้าที่แปลจารึกของชาวหน่าซี นอกจากนี้ หมอดูยังเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมเต้นไฟ
และมีดอันเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชาวหน่าซี
เทศกาลที่สำคัญของชาวน่าซีคือวันที่ 8
เดือนกุมภาพันธ์ หนุ่มสาวจะมาชุมนุมกัน จัดกิจกรรมเซ่นไหว้
เต้นรำและร้องเพลงกัน ตลอดจนแข่งขันการร้องเพลงด้วย บางทีก็จัดกันเอง
ตกกลางคืนแต่ละหมู่บ้านก็จะจัดกิจกรรมเต้นรำ
พิธีกรรม
ในงานพิธีของชุมชนเป็นโอกาสของหญิงสาวที่จะได้เลือกคู่ครอง
ชายที่ถูกเลือกจะอาศัยอยุ่กับภรรยาของตนเวลากลางคืนเท่านั้น
ในเวลากลางวันเขายังต้องทำงานอยู่กับมารดาของตนเอง
ห้องนี้เป็นที่รโหฐานซึ่งนางใช่ชีวิตอยู่ร่วมกับคู่รัก
ส่วนผู้ชายต้องอาศัยอยู่ในห้องรวมกับสมาชิกชายคนอื่นๆในครอบครัว
ชุมชนที่มีเพศหญิงมีบทบาททางหน้าที่การงานเช่นนี้
บุรุษจึงเป็นเพศที่ให้ความรื่นรมย์แก่ชุมชน ได้แก่การร้อง
การเต้น และการดนตรี
ร่ายยาวเลย ไม่รู้ผู้อ่านหลับตามสมาชิกบนรถกันหมดรึยัง ข้อมูลคร่าว
สำหรับเมืองลี่เจียง ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ตอนนี้เรามาถึงจุดหมายกัน
ก่อนที่เราจะเริ่มท่องเที่ยวตามโปรแกรม เราก็ต้องมาหาไกด์ท้องถิ่นของเรา กันก่อน
ซึ่งก็เป็นสุภาพสตรี อีกเช่นเคย เนื่องจากที่นี่ได้เป็นมรดกโลก การเข้าเมือง
จึงต้องมีพิธีการเล็กน้อย ต้องมีการจ่ายค่าเหยียบแผ่นดิน
ซึ่งเงินเหล่านั้นก็ไม่ได้ไปไหน ทางรัฐบาลท้องถิ่น ก็นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการ
ปรับปรุง ตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในเมืองลี่เจียง
เมื่อดำเนินการพิธีเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเยือนที่แรกกันก่อนเลย คือ
สระน้ำมังกรดำ |
|
 |
สระน้ำมังกรดำ
สร้างขึ้นในสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้
พระองค์สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นเพื่อไว้ใช้สำหรับบูชา เทพเจ้ามังกรหยก
ซึ่งก็เป็นที่มา ของชื่อวัดที่อยู่ในนี้ด้วย ต่อมา ในสมัยของ
เจียชิงฮ่องเต้ และกวงซี่ฮ่องเต้ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สระน้ำมังกรดำ
น้ำในสระน้ำมังกรดำเป็นต้นน้ำ
ที่ไหลเข้าสู่เมืองเก่าลี่เจียง น้ำในสระน้ำใสราวคริสตอล
หยดน้ำที่หลั่งไหลจากที่สูง สู่ที่ต่ำก็งดงามราว กับไข่มุก
ภูเขาหิมะมังกรหยก ทั้ง
13 ยอด ที่อยู่ทางด้านหลัง เมื่อกระทบกับเงาในน้ำ
ไม่เพียงแต่เป็นภาพวาดธรรมชาติที่งดงาม อีกทั้งยังเป็น
สัญลักษณ์ของเมืองลี่เจียงอีกด้วย ในวันที่ 4
ธันวาคม 1997
สระมังกรดำ ได้ถูกประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่าลี่เจียง
ซึ่งหมายถึงที่นี่ ก็ได้ยอมรับให้เป็นมรดกด้วยเช่นกัน
|
|
ในช่วง 10
ปีที่ผ่านมา
สระมังกรดำแห่งนี้
ได้ทำหน้าต้อนรับผู้นำของจีน หลายท่าน เช่น เจียงเจ๋อหมิน หลี่เผิง จูหรงจี
ฯลฯ นอกจากนี้ ก็ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งจีน และเทศ เมื่อมาถึงเมืองลี่เจียง
ก่อนที่จะไปเยี่ยมเยียนที่เมืองเก่า
ส่วนใหญ่ก็จะมาเดินเล่นถ่ายรูปที่นี่กันก่อน
|
|
แอบยืนอ่านบทความแนะนำ
สระน้ำมังกรดำจนจบ
ก็เดินเข้ามาภายใน บรรยากาศภายในสงบร่มรื่น สถานที่แห่งนี้ทางการจีน ได้จัดให้เป็น
สถานที่ท่องเที่ยวในระดับ
AAAA ระหว่างเดินไป อ.สมชาย
ได้แนะนำว่า การถ่ายภาพวิว ถ้ามีองค์ประกอบน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องหน้าจอของเรา
ออกเป็น 3 ส่วน แล้วดูว่าจะให้ความสำคัญกับ น้ำ หรือ
ท้องฟ้า โดยแบ่ง เป็น 2 : 1
ก็คือ น้ำ 2 ส่วน ฟ้า 1
ส่วน หรือจะเป็น น้ำ 1 ส่วน ฟ้า
2
ส่วน หรือ จะแบ่งครึ่ง ๆ แต่ต้องมีเส้นแบ่ง
อย่างชัดเจน เช่น แนวสะพาน ได้คำแนะนำดี ๆ มาแล้ว ก็ไปแวบถ่ายรูปกันดีกว่า
|
|
 |
|
เสียงโคร๊กคร๊ากดังมาจากกระเพาะ
เป็นเสียงสัญญาณบอกให้รู้ว่า ได้เวลามื้อค่ำแล้ว มือเย็นของวันนี้ เป็นเมนูพิเศษ
คือ เมนูอาหารไทย ทั้งลี่เจียง มีให้ทานอยู่ที่เดียว ก็คือที่โรงแรมแกรนลี่เจียง
ซึ่งอยู่ที่เมืองโบราณเจียง หลังจากที่หม่ำกันเรียบร้อยเราก็ไปเดินที่เมืองโบราณ
ได้เลย
|
|
 |
เมืองโบราณลี่เจียง
สร้างขึ้นสมัยปลายราชวงศ์ซ่ง (ต้นราชวงศ์หยวน)
มีอายุกว่า 800 ปี มากกว่าอายุของประเทศไทยอีก
แม่น้ำสำคัญของ เมืองนี้คือแม่น้ำหยก แม่น้ำสายนี้ ได้แบ่งออกเป็น 3
สาย และแตกเป็นสายย่อย ๆ
อีกมากมาย ครอบคลุมไปทั้งเมือง แม่น้ำ และคูครอง ได้ไหล ไปตามถนน
และตรอกซอกซอยต่าง ๆ เดินเล่นแถวนี้ก็เพลินไปตาไปกับทัศนียภาพ ภาพของคู
คลอง ประดับไปด้วยต้นหลิว และบ้านเรือนโบราณ
เมืองโบราณลี่เจียงนี้อยู่บนที่ราบสูงยูนนานและกุ้ยโจวที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเกิน
2400 เมตร มีพื้นที่กว้าง 3.8
ตารางกิโลเมตร เป็นตลาดและเมืองสำคัญที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ปัจจุบัน มีชาวเมืองกว่า 6200 ครอบครัว รวม
25000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวน่าซี
มีชาวเมือง ร้อยละ 30
ยังคงประกอบอาชีพผลิตเครื่องศิลปหัตถกรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมและการค้า เช่น
เครื่องทองเครื่องเงิน หนังสัตว์ สิ่งทอและเหล้า เป็นต้น
|
|
|
ถนนหนทางในเมืองลี่เจียงสร้างขึ้นตามเชิงเขาและริมน้ำ
ปูผิวถนนด้วยแผ่นหินสีแดง หน้าฝนไม่เฉอะแฉะและหน้าแล้งก็ไม่มีฝุ่น
ถนนซื่อฟังในใจกลางเมืองเป็นตัวแทนถนนโบราณในเมือง ลี่ เจียง
บนระบบแม่น้ำหยกในตัวเมืองลี่เจียงมีสะพาน 354
สะพาน เฉลี่ยแล้วแต่ละตารางกิโลเมตรมี 93
สะพาน สะพานมีหลายรูปแบบ ที่สำคัญมี สะพานสั่วฉุ้ย
สะพานต้าสือ สะพานว่านเชียน สะพาน หนานเหมิน
สะพานหม่าอันและสะพานหรินโซ่ว ต่างก็เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเมื่อสมัย
ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง(ศตวรรษที่
14-ศตวรรษที่ 19)
ในสะพานเหล่านี้ สะพานต้าสือที่ห่างจาก ถนนสื้อฟางไปทางตะวันออก 100
เมตรมีชื่อเสียงที่สุด
ภายในเมืองโบราณ นอกจากที่จะได้ชมบ้านโบราณแล้ว
ก็ยังมีร้านค้าขายของที่ระลึก ต่าง ๆ มากมาย คนเริ่มคึกคักตั้งแต่ยังไม่ค่ำ
ใครที่ นอนดึก อยากดูชีวิตยามค่ำคืนของคนที่นี่
ก็สามารถมาที่นี่ได้เหมือนกัน เพราะทางด้านข้าง ๆ ก็จะเป็นบ้านโบราณดัดแปลง
ให้เป็นผับ มีดนตรีเล่นสด ให้ได้ดูกันด้วย ต้นไกด์ของเรา เล่าให้ฟังว่า
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาหาคู่ที่นี่ ก็ทำได้ไม่ยาก
กลางคืนให้มาที่ผับบริเวณนี้ เลือกหาร้านถูกใจ ไม่ต้องถูกหลักฮวงจุ้ย
เค้ามีการใช้สัญลักษณ์ในการบอกให้รู้ว่าตัวเองกำลังต้องการคู่สนทนา
สำหรับท่านสุภาพใช้บุหรี่ครับ ดึงบุหรี่ ออกจากซองพอ ประมาณ
เท่านี้ก็พอแล้วครับ ถ้าสาวที่เดินผ่านไปผ่านมาเค้าสนใจในตัวเรา
เค้าก็จะเข้ามาคุย ส่วนสุภาพสตรีก็ใช้วิธีการหมุนแก้วแทน ง่าย ๆ ครับ ใคร
จะลองเอาไปใช้ไม่ว่ากัน |

|
|
|
กลับมาถึงโรงแรมทีแรก
ว่าจะไปทดลองดึงบุหรี่ ที่ผับเมืองเก่าลี่เจียงซะหน่อย แต่คิดไปคิดมา
กลัวจะมีแต่คนมาขอบุหรี่ เลยไม่เอาดีกว่า รีบพักผ่อน พรุ่งนี้ ต้องไปขึ้นที่สูง
ภูเขาหิมะมังกรหยก งั้นก็ควรพักผ่อนแต่หัววันเนอะ
^ ^ |
|
01-09-09 ภูเขาหิมะมงกรหยก - โชว์ Impreesion
Li-jing - ทุ่งหญ้า
หวินซานผิง - แม่น้ำทรายขาว - หมู่บ้านน้ำหยก - สุกี้แซลม่อน |
|
เหลือบมาดูรายการทัวร์ของวันนี้ เกิดอาการตกใจเล็กน้อย
ทำไมโปรแกรมมันเยอะอย่างนี้เนี่ย แต่พอพิจารณาอีกที แต่ละที่ มันอยู่ใกล้ ๆ กัน
ก็เลยไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องของเวลาซักเท่าไหร่
เช้านี้เราจะไปเที่ยวนอกเมืองลี่เจียง ไปยังจุดที่เรียกว่าเป็น ไฮไลท์ของ
โปรแกรมนี้ นั่นก็คือ ภูเขาหิมะ มังกรหยก หลายคนคิดว่า
มันต้นกำเนิดของบทประพันธ์เรื่องมังกรหยก จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ เค้าแปล
จากภาษจีนมาตรง ๆ ตัวเลย คือ
玉龙雪山
อ่านว่า อวี้หลงเสว่ซาน
玉=หยก
龙=มังกร
雪=หิมะ
山=ภูเขา
เห็นมั้ยครับแปลกันตรง ๆ ไม่ต้องกลับ
สถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบภูเขาหิมะมังกร หยก ก็จะมี โชว์
Impreesion Li-jing
ชึ่งกำกับโดย ผู้กำกับเงินล้าน จังอี้โหม่ว ถึงหญ้า
หวินซานผิง และแม่น้ำทรายขาว |
|
 |
|
 |
เรามีนัดดูโชว์ เวลา 9 โมงเช้า
เมื่อวานนี้ก่อนจะถึงโรงแรม เราได้มีการขู่กับสมาชิกไว้ว่า
วันนี้ถ้าออกจากโรงแรมช้า ก็ไม่เป็นไร แต่จะพลาด
ชมโชว์สุดอลังการในช่วงแรกไป ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนรักษาเวลา ได้ผล
ยังไม่ถึงเวลานัด ทุกคนก็มารอที่ล๊อบบี้กันหน้าสลอน ระหว่างยืนรอกันอยู่ตรง
นั้นร้านค้าที่อยู่ภายในโรงแรม ก็มีการขายถังออกซิเจน
ถ้าท่านใดมีสุขภาพแข็งแรงดี ก็ไม่จำเป็นนะครับ ขึ้นไปบนที่สูง
แม้ออกซิเจนจะน้อย แต่ถ้าเรา ค่อย ๆ เดิน ก็ไม่มีปัญหา ยกเว้นเสียแต่ว่า
เอาไปใช้ตอนเข้าห้องน้ำ ก็ได้ประโยชน์ทีเดียว
กลับมาคุยเรื่องโชว์สุดอลังการของเรากันดีกว่าครับ ในปี 2003
จังอี้โหม่ว ผู้กำกับเงินล้านผู้นี้
ได้กำกับการแสดงที่เมืองหลีเจียง (คนละเมืองกับลี่เจียงนะ) ชื่อว่า
印象刘三姐
อิ้งเซี่ยงหลวิซานเจ่ เป็นการ แสดงบนพื้นน้ำ
ซึ่งเรียกได้ว่ามีที่เดียวในโลก ที่อ่านมาไม่ผิดหรอกครับ แสดงบนน้ำ
เค้าใช้พื้นน้ำ แทนพื้นเวที ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ต่อมา
ก็ได้มากำกับการแสดงให้กับที่นี่ ผู้กำกับคนนี้ทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็นครับ
ทำทั้งที ต้องทำให้อลังการ ดูอย่างหนังที่เค้าทำนะครับ เรื่อง
The Hero , ศึกโค่นวังบรรลังค์ทอง หนังของเค้าแต่ละเรื่อง
ก็โด่งดังไปถึงฮอลลี่วู๊ด และที่สร้างชื่อเสียงให้กับเค้าอย่างมากมาย ก็คือ
การแสดงในพิธีเปิดโอลิมปิค ที่กรุงปักกิ่งปี 2008
|
|
|
ดังนั้น เวลาเค้าจะทำอะไรเนี่ย ก็ต้องให้อลังการ เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียง
ว่าแล้วก็ต้องหาที่แสดงกันก่อน ก็ได้ฉากหลังของเวที
ซึ่งไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่เห็นก็อ้าปากค้างแล้วครับ ก็พี่ท่านเล่นใช้
ภูเขาหิมะมังกรหยก มาเป็นฉากหลัง แล้วทำเวที เป็นลักษณะ สเตเดี้ยม
ทางด้านบนสุด จะมีที่ให้นักแสดงได้วิ่งรอบ เรียกว่า ต้องดูกัน
360 องศา เลยทีเดียว เนื่องจากที่เมืองลี่เจียง
เค้ามีชนกลุ่มน้อยเยอะ นักแสดงจึงไม่ ต้องไปเอามาจากไหนไกล
ก็ใช้คนแสดงจากชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ การแสดงทั้งหมด จะมี 6
ชุด แต่ละชุดก็จะดึงเอาความโดดเด่นของแต่ละชนเผ่า นำมาแสดง
เป็นการสื่อถึงวัฒนธรรมของคนเหล่านั้น
โดยชนกลุ่มน้อยที่นำมาแสดง มีทั้งหมด
10 ชนเผ่า ตัวแสดงกว่า 500
คน ที่พิเศษก็คือ นักแสดงแต่ละคน ไม่ได้ผ่านการเรียนการแสดงมาก่อน
บางคนฟังภาษาจีนกลางไม่ออกด้วยซ้ำ ตอนฝึกการแสดงก็ต้องอาศัยผ่านล่ามช่วยในการแปล
นอกจากนี้ เวลาที่นักแสดงออกมาพูด หรือร้องเพลง ก็จะไม่ใช้ไมโครโฟน
ใช้เสียงสด เพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ว่า การแสดงของพวกเค้านั้นออก
มาจากจิตวิญญาณ |

|
|
|
หลังจากที่เราได้ชมโชว์สุดอลังการณ์ พร้อมความประทับใจกันเรียบร้อยแล้ว
เราก็ออกเดินทางกันต่อ สถานที่แสดงโชว์อยู่ตรงทางเข้า ของ ภูเขาหิมะมังกรหยกพอดี
เราจะไปเยี่ยมชมทางด้านในกัน มีเสียงแว่ว มาจากข้าง ๆ ว่า แกจะพาฉันไปไหนบ้างเนี่ย
เลยแว่ว ๆ กลับไปบ้าง จะพาพี่ไป ขายกับชาวเขา อิอิ เราต้องเปลี่ยนขึ้นรถของอุทยาน
ซึ่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้า ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะกับธรรมชาติ ผมเรียกมันว่า รถเต่าทอง
ด้านในเราจะแวะกัน
2
ที่ครับ คือ ทุ่งหญ้าหวินซานผิง และแม่น้ำทรายขาว โดยเราจะมุ่งหน้าไปที่
ทุ่งหญ้าหวินซานผิง กันก่อน แล้วค่อยย้อนกลับลงมาที่แม่น้ำทรายขาว
ระหว่างที่นั่งรถขึ้นไปที่ทุ่งหญ้าหวินซานผิง เรามารู้จักสภาพของภูเขาหิมะมังกรหยก
กันซะหน่อยดีกว่า ภูเขาหิมะมังกรหยกตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองชนเผ่าน่าซี
เมืองลีเจียง มณฑลยูนาน ภูเขาลูกนี้มีขนาดใหญ่มาก มีความยาว
35 กิโลเมตร ความกว้าง 13 กิโลเมตร
มียอดเขาทั้งหมด 13 ยอด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
5,596 เมตร ก็ไม่ต้องตกใจกันนะครับ
ว่าขึ้นไปสูงขนาดนั้นจะไหวหรอ เราไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดเขาครับ อยู่แค่ที่ทุ่งหญ้า
ซึ่งตรงนั้นสูงแค่ 3
พันกว่าเมตรเอง ในปี 1988
ได้ถูกประกาศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งในเมืองลี่เจียง
โดยมี มาตรฐาน AAAAA เป็นประกัน |
|
 |
ไม่นานนัก เราก็มาถึงจุดลงรถ
เพื่อที่จะเปลี่ยนนั่งกระเช้าขึ้นไปบนทุ่งหญ้าหวินซานผิง
เมื่อก่อนกระเช้าจะให้นั่งได้แค่
2 คน และนั่งแบบห้อย ขา เสียวไส้เอาการ
ปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้น สามารถนั่งได้ 6-8 คน
เป็นกระเช้าแบบปิด ปลอดภัยกว่าเดิมเยอะ เมื่อมาถึงด้านบน ก็เห็นความ
เปลี่ยนอีกเล็กน้อย เดี๋ยวนี้มีรถบริการไปถึงบริเวณทุ่งหญ้า ไป-กลับ ก็
15 หยวน สำหรับผู้ที่เหนื่อยง่าย ก็แนะว่า
ควรนั่งรถไปนะครับ เพราะบนนั้น อ๊อกซิเจนค่อนข้างน้อย
หรือถ้าจะเลือกเดินก็ไม่กว่า ระยะทางก็ประมาณ 1
กิโลเมตรกับนิดหน่อยแต่ควรจะเดินช้า ๆ นะครับ
ไม่งั้นอาจเกิดอาการหน้ามืดได้ ส่วนห้องน้ำยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ท่านใดที่นำถังอ๊อกซิเจนติดตัวมาแนะนำให้ใช้ที่นี่ได้เลยครับ
แอบหันไปถาม อ. ว่า อ.สนใจแบบไหน อ.เลือกที่จะเดินครับ ก็เลยตาม อ.
ไปด้วยเลย ไปแอบเก็บมุม ที่ อ. ถ่าย อิอิ ใช้เวลาในการเดินประมาณ
10 นาที ก็ถึง บริเวณทุ่งหญ้าหวินซานผิง
ทุ่งหญ้าแห่งนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาหิมะมังกรหยกครับ มีขนาดประมาณ
500 ตารางเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3
พันกว่า เมตร คราวนี้ทุ่งหญ้า ยังมีหญ้าสีเขียวเต็ม
ท้องทุ่ง ฉากหลักก็จะเป็นภูเขาหิมะมังกรหยก
ธรรมชาติ ช่างบรรจงสร้าง สถานที่สวยงาม มักจะหลบจากตัวเมืองอันวุ่นวาย แอบ
ซ่อนอยู่ตามภูเขาสูง เรานั่งรถกันมาจากคุนหมิง
ถึงลี่เจียงใช้เวลาในการเดินทางนานหลายชั่วโมง
เพื่อจะได้มาชมความงามของที่นี่ เรียกได้ว่าคุ้มเหนื่อยเลยครับ ^ ^
|
|
|
 |
|
ลงมาจากทุ่งหญ้าหวินซานผิง
เราก็กลับมาขึ้นรถเต่าทอง เพื่อที่ จะไปยังจุดต่อไปก็คือแม่น้ำทรายขาว
เหตุที่เรียกแม่น้ำทรายขาว
ก็เนื่อง จากว่า บริเวณท้องน้ำ จะมีดินตะกอนเป็นสีขาว ที่เกิดจากการทับถม
ของหินอ่อน ถ่านหิน และเศษก้อนหิน ทำให้เกิดเป็นตะกอนสีขาวขุ่น เมื่อมองลง
ไปในน้ำก็จะเห็นเหมือนทรายสีขาวอยู่ที่ท้องน้ำ เมื่อมอง ไปทางด้านหลัง
ก็จะเห็นภูเขาหิมะยืนตระหง่านอยู่ทางด้านหลัง เป็นทัศนียภาพที่งดงาม ยาก
เกินกว่าที่จะบรรยายให้เห็นภาพได้ ดังนั้น เรามาดูภาพกันกันเลยดีกว่าครับ
นอกเหนือจากที่เราจะได้ถ่ายรูปกับทัศนียภาพอันงดงามแล้วยังมี
สัตว์หน้าตาคล้ายวัว แต่มีขนยาวกว่า ซึ่งเมืองไทยไม่มี ใครที่ไม่เคย เห็น
อาจจะงงว่ามันคือตัวอะไร เค้าเรียกว่า จามรี ครับ ผมเรียกมันว่า วัวมีขน
ปกติแล้วคนที่อยู่บนที่ราบสูงเค้าจะเลี้ยงจามรีแทนวัว ควาย ครับ เนื่องจาก
อึดและทนกว่า และเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกด้วย โดยทั่วไปเค้าจะเลี้ยงจามรี
ไว้ใช้ทำการเพาะปลูก อย่างเช่นการไถนา ไว้บริโภคนม เนื้อ ขนนำมาใช้
ทำผลิตภัณฑ์หัตกรรมต่าง ๆ กระดูกนำมาทำเป็น หวี แล้วก็ยังใช้เป็นพาหนะในการขนส่ง
เนื่องจากจามรีปีนเขาเก่งครับ เดินข้ามเขาเป็นลูก ๆ สบาย
แต่มีข้อแม้ตรงที่ว่าบริเวณที่เดินทางจะต้องไม่เป็นที่แห้งแล้ง
ต้องมีหญ้าให้กินตลอดทาง ไม่อย่างนั้นจามรีอาจตายได้ครับ แต่สำหรับที่นี่
เค้าเอาจามรี มาไว้ให้ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว สนนราคาก็ไม่แพงนะครับ
สำหรับผู้ที่ไม่ได้พกกล้องมาเอง หรือถ้าพกกล้องมาเอง
จะขึ้นไปขี่แล้วใช้กล้องเราถ่าย รูปเองก็ได้ ภาพที่ได้มาสวยอย่าบอกใครเชียว
ในช่วงบ่าย เราก็มาเยี่ยมชมหมู่บ้านน้ำหยก
ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารที่เรามาฝากท้อง สำหรับมื้อกลางวัน หมู่บ้านน้ำหยก
เป็นแหล่งศูนย์รวมวัฒนธรรมของชนเผ่าน่าซี และลัทธิตงปา
ทางรัฐบาลได้ใช้หมู่บ้านน้ำหยก เป็นสถานที่วิจัย เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี
การละเล่น ของชนเผ่านี้ เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ยังรักษาวิธีชีวิต
ความเป็นอยู่เหมือนสมัยก่อน ประกอบกับธรรมชาติ โดยรอบของหมู่บ้าน ก็ยังงดงาม
สื่อให้เห็นถึงคำสอนของลัทธิตงปา "มนุษย์และธรรมชาติต้องอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน"
ที่นี่ยังมีอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมตงปา อยู่
3 ท่าน
ซึ่งก็มีนักเรียนมาขอวิชาความรู้จากท่านทั้ง 3
อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องคำภีร์ตงปา นาฏศิลป์แบบตงปา ศิลปะแบบตงปา
พิธีกรรมทางศาสนาของลัทธิตงปา ดังนั้นใครที่อยากรู้จักชนเผ่าน่าซีอย่างแท้จริง
มาที่นี่เลยครับ รับรองไม่ผิด หวัง |
|
เริ่มจากทางเข้าเราก็เห็นกลุ่มคุณป้าชนเผ่าน่าซี มายืนร้องเพลง
ต้อนรับพวกเรา สามารถร่วมเต้นกับคุณป้าและถ่ายรูปได้
แต่ก็ควรให้ทิปเป็นสินน้ำใจนะครับ ถ่ายรูปคู่กับคุณป้าก็เก๋ไปอีกแบบ
ดูอ่อนวัยขึ้นเป็นกองสำหรับกลุ่มของเราเดินเข้ามาเราก็จะเจอกับ นกเทพ
ซึ่งเป็นผู้ปกปักษ์คุ้มครองชนเผ่าน่าซี ดูแล้วคล้ายกับพญาอินทรีย์
แต่คนที่นี่เค้าเรียกว่า
大鹏金翅鸟
อ่านว่า ต้าเผิงจินชื่อเนี่ยว แปลเป็นไทย ๆ ว่า พญาครุฑ ซึ่งพญา
ครุฑก็คือพญาอินทรีนั่นเอง เดินมาถึงตรงนี้ สมาชิกเริ่มโอดควรญ เดินไกลไหม
ระยะทางก็พอควรอยู่ แต่เนื่องจากรถไปรอรับอยู่อีกทาง และอยากให้
สมาชิกได้เห็นทัศนียภาพอันงดงามของหมู่บ้านแห่งนี้ ตอบไปโดยไม่ต้องคิด
"ไม่ไกลคับพี่ ครู่เดียวก็ถึงแล้ว" (ถึงไหนยังไม่รู้นะ
^ ^) ได้ผลแหะ ทุก คนมีแรงขึ้นมาทันตาเห็น
จุดเด่นของที่นี่ ก็คือรูปปั้นเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ เป็นรูปครึ่งบนเป็นคน
ครึ่งล่างเป็นงู หมายถึงมนุษย์และธรรมชาติ ต้องอยู่ ร่วมกันอย่างสมดุล
หากมนุษย์รุกรานธรรมชาติ ก็จะถูกธรรมชาติลงโทษ
ดังนั้นชนเผ่าน่าซีถ้าไม่จำเป็นเค้าจะไม่ตัดต้นไม้กันเลยทั่วโลก
น่าจะมีคติความเชื่อแบบนี้บ้าง
ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันจะได้ไม่รุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ |

|
|
|
 |
|
ย้อนกลับมาที่หมู่บ้านน้ำหยกต่อนะครับ
ก่อนที่เราจะไปถึงเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ เราก็จะต้องผ่านน้ำตกเทพมังกรทั้ง
3 ชั้นกันก่อน ก็จะแบ่ง เป็น ชั้นแรกชื่อว่า
"มังกรออกถ้ำ" ชั้นที่สองชื่อว่า "มังกรร่ายรำ"
ชั้นที่สามชื่อว่า "มังกรโบยบิน" ในระหว่างทาง อ.สมชาย ก็ได้อธิบาย เกี่ยวกับ การ
ถ่ายภาพน้ำตก ที่ให้ภาพน้ำถ่ายออกมาแล้ว เป็นเส้น ๆ เหมือนเส้นไหมสีขาว
วิธีการก็ไม่ยากครับ แต่ต้องมีอุปกรณ์และขาตั้งกล้อง กล้องที่ใช้ ต้องขอ อภัย
สำหรับกล้องดิจิตอลธรรมดา (คอมแพค) ไม่สามารถทำได้ครับ
เพราะต้องปรับในส่วนของสปีดชัตเตอร์ให้ช้า ภาพที่ได้ก็จะออกมาเหมือนใน
นิตยสารท่องเที่ยวเลยครับ มาถึงน้ำตกชั้นที่สอง สมาชิก เริ่มรู้ตัว ว่าโดนไกด์หลอก
มีเสียงแว่ว ๆ มาอีกแล้ว "ไหนขาว มันว่า นิดเดียว ยังไม่ถึงอีกหรอ
แล้วมันไปไหนแล้วเนี่ย" เหอะ ๆ ตอนนั้น ผมเปิดแนบ ขึ้นไปชั้น
3 แล้วครับ
จริง ๆ ก็ไม่อยากโกหกนะ ผิดศีล
แต่อยากให้ทุกคนได้เป็นภาพอันสวยงามของที่นี่ โกหกในหน้าที่ คงไม่บาปเนอะ คริคริ
แอบหนีสหบาทา
จากสมาชิกมาถ่ายรูปเทพเจ้าแห่งธรรมชาติก่อน
อีกหนึ่งความรู้ที่ได้มาก็คือการชดเชยแสงด้วย
White Balance
เนื่องจากตัวองเทพเป็นสีทอง
ถ้าถ่ายปกติ สีของภาพที่ออกมาจะจืด
ถ้าใช้คุณสมบัติดังกล่าวมาช่วยตัวองเทพจะเหลืองอร่ามสวยงามมากครับ
แต่ก็มีขอเสียนิดหนึ่งนะครับสีฟ้าก็จะถูกแทนที่ด้วยสีเหลือง อาจารย์บอกว่า
ก็ต้องแลกเอาอ่ะนะครับมาดูภาพที่ถ่ายกันดีกว่า |
|
 |
|
วันนี้เดินกันทั้งวัน เมื่อยกันแย่ ก็เป็นนโยบายของทางเมืองจีนที่เรามาที่นี่
ก็จะต้องมาแวะเยี่ยมเยียนศูนย์สินค้าพื้นเมือง ที่นี่ก็จะเป็นนวด ฝ่าเท้าและยาจีน
ซึ่งหลายคนจะมองว่า ไม่ไปได้ไหม ต้องขอตอบอย่างขัดใจเลยว่าไม่ได้
ก็ไม่อยากให้คิดมากอ่ะนะครับ เราก็ให้ความร่วมมือเค้านิด หนึ่ง
ซึ่งการจะซื้อหรือไม่ อันนี้ไม่ได้บังคับ คือไก๊ด์เค้าจะต้องไปเซ็นชื่อ
ว่าได้พาลูกค้ามาลงแล้ว และไม่ได้พาลูกค้าเลยเถิดไปลงร้านที่อื่น ก็เป็นอีก
หนึ่งมาตรการป้องกัน ไก๊ด์หลอกลวงทัวร์ ก็คิดซะว่า เดินเมื่อยมาทั้งวัน
มาผ่อนคลายสักนิดแล้วกันเนอะ
ก่อนอำลาจากเมืองลี่เจียง เพื่อที่จะกลับไปพักที่เมืองต้าหลี่
เราก็ต้องรับประทานอาหารเย็นกันก่อน ซึ่งมื้อเย็นวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ด ครับ
คือสุกี้แซลมอน ปลาแซลมอนสด ๆ แร่เนื้อบาง ๆ สามารถ มากินกับสุกี้
หรือจะเลือกรับประทานสด ๆ จิ้มกับวาซาบิก็ได้ นอกจากนี้ก็ยังมี เห็ด ต่าง ๆ
ให้ได้เลือกทานอีกมากมาย พูดถึงเห็นก็อยากจะเตือนทุกคนไว้สักนิดนะครับ
เห็ดที่นี่จะเป็นเห็ดป่าต้องใช้เวลาต้มค่อนข้างนาน
จะไม่เหมือนกับเห็ดที่บ้านเราต้มครู่เดียวก็รับประทานได้แล้ว
แต่ก็ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะถ้ายังไม่ที่เนี่ย
พนักงานเสริฟของร้านเค้าจะยังไม่ให้เราทานเกิดใครฝ่าฝืนจะตักขึ้นมาพนักงานจะรีบเข้าห้ามปรามทันที
หากเตือนแล้วไม่ฟัง จะถูกโทษแบน งดอาหารมื้อนั้น
(ล้อเล่น) เมื่อเห็ดสุกได้ที่
พนักงานเสริฟจะเป็นคนบอกเราเองครับว่าทานได้แล้ว
หากทานเห็ดที่ยังสุกไม่ได้ที่อาจทำให้ อาหารเป็นพิษ และทำให้ท้องเสียได้
เพราะฉะนั้นก็ระวังกันหน่อยครับ
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา สุกี้แซลมอน ก็เหลือแต่หม้อ
กับน้ำซุป ได้เวลาที่จะต้องกล่าวคำอำลากับเมืองลี่เจียง
เหลือไว้เพียงรอยเท้าที่เราได้ย้ำกันมาตลอดวันเก็บความทรงจำที่ดีไว้ในภาพถ่ายโอกาสหน้าคงได้กลับมากันใหม่
คืนนี้กลับมาพักที่ต้าหลี่ดูเวลา ก็ 00.00
น.
พอดีสมาชิกลงจากรถแทบจะไม่ลืมตารีบเข้าห้องพักผ่อนพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางกลับ
คุนหมิงกัน |
|
02-09-09 คุนหมิง - วัดเหยียนทง - สุกี้เห็ด |
|
06.30 น. คือเวลาMorning call
ของเช้าวันนี้ อยากจะประท้วงขอตื่นสายอีกนิด
แต่ก็ไม่ได้เนื่องจาก วันนี้เราต้องกลับคุนหมิงตอนเช้า ใช้
เวลาในการเดินทางอีกประมาณ 4 ชั่วโมง
หลายคนยังมีอาการง่วงติดพันไม่หาย แต่ไม่เป็นไร
ประเดี๋ยวขึ้นรถก็จะได้ให้เล่นเกมซ่อนตาดำกันต่อ
เมื่อเรามาถึงคุนหมิง
ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน หลังจากเติมพลังกันเต็มท้อง โปรแกรมวันนี้ของเรา ก็สบาย ๆ
เริ่มจากร้านรัฐบาล วันนี้เราต้องเข้ากัน
2 ร้าน
คือ ร้านบัวหิมะ และร้านชา ก็เสียเวลาไม่นานมากนักสำหรับร้านรัฐบาล
จากนั้นเราก็ไปไหว้พระกัน วัดที่เราไปกันคือ วัดเหยียนทง
วัดเหยียนทงสร้างขึ้นปลายศตวรรษที่
8
สมัยอาณาจักราน่านเจ้า ในสมัยราชวงศ์ถัง ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ 2
ครั้ง คือ ในสมัยของ ฮ่องเต้เฉิงหวา (ค.ศ.
1465-1487) แห่งราชวงศ์หมิง และในสมัยของ
ฮ่องเต้คังซี (ค.ศ.1686) แห่งราชวงศ์ชิง มีประวัติศาสตร์ยาว
กว่า
1,200 ปี
สำหรับวัดนี้ โครงสร้างของวัดนี้ก็จะไม่เหมือนวัดที่อื่น โดยประตูหน้า จะอยู่สูง
และทำเป็นทางลาดลงไป เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ก็จะเจอ สถานที่ สำหรับจุดธูปเทียน
ก็จะมีอยู่แค่ที่เดียวนะครับ ที่สามารถจดธูปเทียนได้ ถัดไปอีกหน่อย ก็จะมีสระน้ำ
ตรงกลางก็จะเป็น วิหารเข้าแม่กวนอิมพันมือ สามารถเข้าไปนมัสการเจ้าแม่กวนอิมได้
ถัดมาอีกหน่อย ก็จะเป็นพระอุโบสถ ที่ประดิษฐาน องค์พระประธาน หลังพระอุโบสถ
จะมีวิหารประดิษฐาน พระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งมอบให้โดยรัฐบาลไทย ในสมัยของ
พณ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี |
|
 |
|
มื้อเด็ดอีกหนึ่งมื้อสำหรับรายการทัวร์ครั้งนี้ ก็คือ สุกี้เห็ด เหมือนเดิมเลยครับ
ห้ามรับประทาน ก่อนกรรการเป่า มิเช่นนั้น อาหารอาจเป็นพิษ ได้
จบจากสุกี้เราก็รีบกลับโรงแรมกัน เหนื่อยกันมาทั้งวัน ได้อืดกันเต็ม ๆ หล่ะคืนนี้
|
|
03-09-09 โบ๊เบ้คุนหมิง - กรุงเทพฯ |
|
และแล้ววันสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง
5 วัน เผลอแป๊ปเดียว ก็ต้องเดินทางกลับบ้านกันแล้ว
วันนี้เราเหลือที่ช๊อปปิ้ง ที่สุดท้าย คือ โบ๊เบ๊ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม
เดินไปประมาณ 5
นาทีก็ถึง สะดวกดีทีเดียว ลักษณะของโบ๊เบ๊ที่นี่ ก็เหมือนตลาดค้าส่งทั่วไป
ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ให้ นึกถึงแพลตตินั่ม ประตูน้ำ แบบเดียวกันเลย เดินในห้อง สบาย
มีเสื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย ราคาก็ไม่แพง พาสมาชิกเดินไปที่นั่น
นัดเวลากันเรียบร้อย ทุกคนก็ทำตัวเหมือนนินจา แวบเดียว หายตัวกันไปหมด
จบจากมื้อกลางวัน เราก็มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติ คุนหมิง
เพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ เครื่องบินออกตามเวลา สองชั่วโมงกว่า เรา
ก็กลับมาถึงสุวรรณภูมิ ตรวจรับกระเป๋ากันเรียบร้อย ก็ได้เวลา ร่ำลากัน
เหลือไว้เพียงรอยยิ้มและความทรงจำดี ๆ กับทริปนี้ ทริป ท่องดินแดนชนกลุ่ม
น้อยกับโฟโต้ฮัท
ไว้เจอกันใหม่ กับบันทึกคราวหน้า สวัสดีครับ |
|
บทส่งท้าย |
|
เฮ้อ
กว่าจะทำบันทึกนี่เสร็จ ใช้เวลานานหลายสัปดาห์
เนื่องจากต้องการที่จะบันทึกเรื่องราว และรายละเอียดไว้ให้ได้มากที่สุด จีงต้องใช้
เวลาในการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ข้อมุลข้างต้น หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ก็ขออภัยไว้ ณ ที่ด้วย และยินดีที่จะแก้ไข หากท่านใดมีข้อมูลสนับ สนุนเพิ่มเติม
หรือแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะสมาชิกในกรุ๊ป ก็เข้ามาได้ที่
เวบบอร์ด
ครับพร้อมกันนี้ยังได้ทำ Action
ให้กับรูปภาพ สามารถขยายเป็นภาพใหญ่ได้ทุกภาพ ลองผิด ลองถูก กันอยู่พักใหญ่
กว่าจะลงตัว ก็เรียบร้อยจนได้ ได้เวลาขอบคุณผู้อุปถัมกันหล่ะ ขอบคุณ
อ.สมชาย โฟโต้ฮัท "ขอให้ถ่ายภาพอย่างมีความสุข"
นี่คือ คำพูดของ อ. ที่จะพูดตอนปิดท้ายรายการทุกครั้ง ก็มีความสุขจริง ๆ ครับ
ที่ได้ไปกับ อ. ในกรุ๊ปนี้ ได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย กล้องที่ซื้อมาราคา
12,000 บาท ตอนนี้ผมใช้มาถึง
7,000 บาทแล้วครับอาจารย์ ^ ^
และขอบคุณบริษัทต้นสังกัดไดมอนด์ไชน์
ฮอลิเดย์ ที่ได้ให้โอกาศรับผิดชอบ
และร่วมเดินทางไปกับทริปนี้
|
|
ข้อมูลอ้างอิง |
|
ผู้จัดการออนไลน์ มณฑลยูนาน
วิกีพีเดีย คุนหมิง
กำแพงเมืองโบราณต้าหลี่
百度百科
เจดีย์สามองค์
วิกีพีเดีย ลี่เจียง
วีกีพีเดีย น่าซี
วีกีพีเดีย ภูเขาหิมะมังกรหยก
วีกีพีเดีย จามรี
หมู่บ้านน้ำหยก
วีกีพีเดีย วัดเหยียนทง |