E-Travel

หน้าแรก>>Travel Guide




เที่ยวไปกับ 3 สาวมิราม่า เกาหลี เกาะนามิ ตามรอยซีรี่ย์ F4 โดยสารการบิน Jin Air             
ทริปนี้เป็นการเดินทางโดยเครื่องบินเหมาลำที่ทางออฟฟิศทำเหมาลำขึ้นมาของสายการบินจินแอร์มีทั้งหมด 183 ที่นั่ง ขอแนะนำตัวสาวสวยในทริปนี้ก่อนนะค่ะ ทริปนี้จะมีสต๊าฟไปทั้งหมด 3 คน คือพี่อ้อ แผนกเซลล์ พี่ไผ่ แผนกบัญชี และน้องตูน แผนกตั๋ว เริ่มต้นด้วยการนัดเจอลูกค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ เรานัดเจอลูกค้าที่เคาร์เตอร์ Q ทำการเช็คอิน และโหลดกระเป๋าให้ลุกค้าเสร็จ เราก็ไม่รอรีรีบเข้าไปด้านใน ซึ่งวันนี้คนเยอะมาก เราต้องรีบเดินทางไปที่ Gate เครื่องเราออกตอน 23.00 น พอถึงหน้า Gate มีหัวหน้าทัวร์ที่พาเราไปก็เอาเอกสารมาให้เราเซ็น เป็นเอกสารไม่เรียกร้องค่าเสียหายหากไม่ผ่าน ตม ซึ่งเรื่องนี้เราเองก็รู้อยู่แล้ว เพราะว่าส่วนใหญ่ทางบริษัทจะมีการแจ้งกับลูกค้าก่อนซื้อทัวร์อยู่แล้ว ว่า ตม. ของเกาหลีเค้าโหดมาก เรื่องการเข้าเมืองหากเค้าไม่ให้เค้า ก็คือไม่ให้เค้าเลยค่ะ หลังจากนั้นเราก็ถึงเวลาเดินทางจริงๆ แล้ว พนักงานได้ประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ทุกคนก็ทยอยกันขึ้นไป เรา 3 คนนั่งแยกกันคนละที่เลย อ้อนั่งหน้าสุดของเครื่องเลย บนเครื่องมีที่นั่งเป็น 3 – 3 เป็นเครื่องลำเล็ก มีแอร์สาวสวยใส่เสื้อโปโลสีเขียว และกางเกนยีนส์ ( ดูแปลกตาจริงๆ ไม่เหมือนใคร ) คอยอำนวยความสะดวกให้กับเรา เราใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง ระหว่างการเดินทางคงทำอะไรไม่ได้นอกจากการหลับพักผ่อนเก็บแรงไว้เที่ยวต่อตอนเช้า ……คล่อก คล่อกzZZ

             เช้าของวันที่ 12 เมษายน เราเดินทางมาถึงเกาหลีแล้ว ( แอบๆ ตื่นเต้น เพราะเราสามคนเพิ่งเคยมาเกาหลีเป็นครั้งแรก ) ถึงเวลา 06.30 เครื่องลงที่สนามบินอินชอน เป็นสนามบินที่ถมทะเลขึ้นมาเพื่อสร้างสนามบิน เวลาเครื่องลงทำให้เราลุ้นกันนิดๆๆ แต่บรรยากาศตอนเช้าที่มองผ่านกระจกของเครื่องลงไปนั้นช่างเป็นภาพที่สวยงามและน่าประทับใจจริงๆ พอเราลงเครื่องมาแล้วก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ ด่านแรกก็คือ ด่านตรวจใบสุขภาพ เราก็แค่ยื่นให้เค้าปกติ หลังจากนั้นก็เดินต่อไปอีกนิดเดียวถึง ตม ของเกาหลี มีช่องให้อยู่ไม่มาก ยืนรอคิวไปเรื่อยๆ ด้วยความตื่นเต้นว่าเราจะผ่าน ตม เค้าไหมนะ ??????? แต่มันก็ไม่น่ากลัวมากเท่าไหร่ ไม่เห็นเหมือนที่เค้าพูดกันเลย หลังผ่าน ตม ก็เดินลงมาด้านล่าง เพื่อมารอรับกระเป๋าที่สายพานที่ 1 เรารับกระเป๋าเสร็จ เราก็เดินผ่านด่านตรวจสัมภาระ ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย ทุกคนในกรุ๊ปผ่านฉลุยค๊า พอเราเดินออกมาก็สังเกตป้าย เพื่อมองหาไกด์ที่จะมารับเรา มองหาไปสักแปปเราก็เจอ ผู้ชายตัวเล็กๆ ดูมีอายุ ใส่แว่น ยืนถือป้าย TOUR STATION รอเราอยู่ นั่นและใช่แล้ว ไกด์พาเราเดินออกจากสนามบิน ก้าวแรกที่เดินออกมาจากสนามบินสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็น พร้อมกับเสียง วู้ ๆ เย็นจังเลย อุณหภูมิอยู่ประมาณ 8 – 13 องศา พอเราขึ้นรถไปทุกคนก็จับจองที่นั่ง ส่วนเราสามคนก็นั่งกันหน้าสุด เริ่มต้นบนรถบัสด้วย หัวหน้าทัวร์กล่าวแนะนำตัว คือ สุดสวย ( สวยจิงๆค่ะ ไม่โกหก ) แล้วก็ตามด้วยไกด์ ชื่อคุณกฤษ และตามด้วยผู้ช่วยไกด์ ชื่อ บัวเกา ( เป็นคนเกาหลีน่ะ ) และคนขับรถ ชื่อ บูน ( คนนี้ไม่สามารถขึ้นมาแนะนำตัวได้ ... เศร้า ^-^ ฮ่าๆๆๆ ) จากนั้นไกด์ก็แจ้งโปรแกรมว่าเราจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหนในวันนี้ และก็แนะนำสิ่งที่ควรรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น อากาศ , เงิน , และ เวลา เป็นต้น สถานที่แรกที่เราจะไปกันก็คือ หมู่บ้านอังกฤษ เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ย์ F4 เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. ตลอดทางไกด์พูดแนะนำไปเรื่อยๆ แล้วเราได้ผ่านย่านที่เรียกว่า ยออิโด เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวจะมาชมซากุระ ถนนสายนี้จะมีต้นซากุระปลูกอยู่ตลอดแนวทั้งสองฝั่ง แต่ตอนที่เราผ่านดอกซากุระยังไม่บานเลย ( น่าเสียดายจัง ) เพราะตอนนี้อากาศมันยังหนาวอยู่ ดอกซากุระจะบานเมื่ออากาศอุ่นขึ้น ไกด์บอกว่าวันที่เรากลับมันน่าจะบาน เพราะว่าวันที่ 14 อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น แต่ว่าช่วง 2 วันแรกที่เราอยู่เกาหลีอากาศจะเย็นประมาณ 1-8 องศา นั่งรถไปเรื่อยๆไกด์ชี้ให้เราดูตึก 63 เป็นตึกสีทองที่อยู่อีกฝั่งนึง เป็นตึกที่สูงที่สุดในเกาหลี ตึกนี้ยังใช้ถ่ายซีรีย์เรื่อง My Girl ( ดีนะที่เราเป็นสาวกซี่รี่เกาหลี อิอิ ) ตลอดข้างทางที่เราผ่านจะเห็นสะพานเยอะมาก มันเป็นสะพานข้ามแม่น้ำฮัน เป็นแม่น้ำที่กว้างมาก และแต่ละสะพานก็ใหญ่แตกต่างกันไป
            เราเดินทางออกไปนอกเมืองไปยังหมู่บ้านอังกฤษ ( แอบหลับบ้าง 555 ) .... ถึงแล้ว เหล่าสมาชิกทุกคนเดินลงจากรถ เพื่อรอไกด์ซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ ระหว่างรอเราจะเห็นบรรดาเด็กๆ ที่มาเรียนที่นี่ เดินเปลี่ยนห้องเรียน นั่นๆ เด็กเกาหลี ขาวๆ ทั้งนั้น ดูเป็นอาหารตาช่วงเช้า 555 หลังจากนั้นไกด์ก็พาเดินไปดูสถานที่ต่างๆ เริ่มด้วยที่ โรงอาหารหน้าเสาธง ห้องเรียน F4 ฯลฯ และไกด์ก็ปล่อยอิสระ ให้ถ่ายรูป เราสามพี่น้องก็ได้เวลาเป็นดาราหน้ากล้องกันอีกแล้ว ถ่ายไปเรื่อยๆ จนเดินไปเจอรุ่นพี่ จีฮู กับ กึมจันดี ยืนรอเราอยู่เราก็เลยเข้าไปขอถ่ายรูป เค้าก็ยอมให้ถ่ายโดยดีไม่มีบ่นเลย 555 หลังจากนั้นเราก็เดินไปอีกจนถึงทีที่ 4 หนุ่มเค้ายืนรอให้ถ่ายรูปอยู่ เราก็ไม่รอช้าเดินไปหารุ่นพี่ อีจอง ทันที ( คนอะไรน่ารักที่สุด ) 555 น้องตูนมาถ่ายด้วยคือชอบคนเดียวกัน...แต่พี่ไผ่นี่สิถ่ายกับทุกคนเลย...เราใช้เวลาอยู่ทีนี่ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ขึ้นรถเดินทางไปที่ร้านอาหาร มื้อแรกกินไก่ ทักคาลบี้ เป็นกะทะที่มีผักและไก่ ผัดไปเรื่อยๆแล้วก็ใส่ข้าวลงไปผัดต่อ ก็อร่อยดีนะแต่ที่อร่อยก็คือ กิมจิ ( ชอบมาก )
   
             หลังจากนั้นก็ขึ้นรถเดินทางต่อสู่เกาะนามิ นั่งรถต่ออีกประมาณ 2 ชม เมื่อไปถึงลงรถที่ลานจอดรถ เดินไปอีกนิดนึง เพื่อไปขึ้นเรือข้ามไปยังเกาะนามิ เรานั่งเรือข้ามไปประมาณ 5 นาที ก็ถึงแล้ว เมื่อขึ้นไปไกด์ก็นัดเวลาให้อยู่บนเกาะประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราเดินตามไกด์เข้าไปข้างใน ระหว่างทางเดินเป็นทิวสนไปเรื่อยๆ ผ่านร้านอาหาร ร้านกาแฟ จัดได้น่ารัก เมื่อเดินไปสุดทางแล้วจะเจอกับที่ถ่ายทำฉากของซีรี่ย์เรื่อง WINTER LOVE SONG ที่เป็นต้นสนขาวๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยไปอีกแบบ ไกด์บอกว่า ถ้าเดินตรงไปอีกจะเป็นซากุระ แต่น่าเสียดายที่ตอนเราไป ซากุระยังไม่บาน ก็เลยได้แค่ถ่ายรูปกับทิวสน หลังจากนั้นก็เดินกลับมาเพื่อรอคณะและรอเรือกลับ เราแวะถ่ายรูปกันเรื่อยๆ มื้อเย็นของวันนี้เป็น ชาบูชาบู เป็นสุกี้ในหม้อมีน้ำจิ้มมาจากเมืองไทยด้วย อร่อยก็ตรงนี้แหละ 555 อิ่มแล้วก็เขาสู่โรงแรมห่างจากร้านอาหารแค่ 15 นาที นอนที่โรงแรม DANYANG DAEMYUNG RESORT เป็นที่นอนแบบนอนพื้นสไตล์เกาหลีในห้องมีครัวมีโซฟา ห้องใหญ่ดีค่ะ แต่ว่าโรงแรมสไตล์เกาหลีจะไม่มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ให้ใช้มีแต่ผืนเล็กเพราะฉะนั้นเราต้องตรียมไปให้พร้อม โรงแรมนี้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ข้างล่าง มีบริการอาบน้ำแร่และมีอควาเวิลด์ด้วย แต่ว่าเราไปถึงโรงแรมประมาณ 2 ทุ่มที่นั่นปิด 3 ทุ่ม เราเลยไม่ได้ไปลองเล่น (น่าเสียดาย) แต่เราไม่พลาดที่จะลงไปที่ซุปเปอร์เพื่อหาของอร่อยๆกิน ไกด์แนะนำมาให้ลองชิมนมกล้วย เป็นนมที่มีชื่อเสียง เราเลยไม่พลาดที่จะชิม พร้อมกับซื้อขนมเตรียมไว้กินตลอดการเดินทาง
 
 
             วันนี้เป็นวันที่ 13 เมษายน สวัสดีปีใหม่ไทยทุกคนค่ะ เช้านี้เรานัดกัน 8.30 ทานข้าวเช้า อาหารเช้าเป็นบุฟเฟ่ต์ พออิ่มกันแล้วเราก็ขนกระเป๋าขึ้นรถไกด์แนะนำว่าวันนี้อุณหภูมิประมาณ 1-8 องศา ให้เราเตรียมเครื่องกันหนาวไปด้วยและก็บอกว่าวันนี้เราจะไปใหนกันบ้าง เช้านี้ที่แรกที่ไปก็คือไร่สตอร์เบอรี่เรานั่งรถประมาณ 45 นาที พอลงรถไปเราก็จะเห็นเป็นโดมขาวๆ อยู่ประมาณ 10 อันในนั้นเป็นไร่สตอร์เบอรี่ ไกด์พาเราเข้าไปในโดมที่ 3 ก่อนเข้าไปจะมีคนเกาหลียืนแจกถุงคนละ 1 ใบ ไกด์บอกว่า เค้าให้ถุงเรามาไว้เก็บสตอร์เบอรี่ได้คนละ 5 ลูก แต่กินได้มากกว่า5 ลูกนะ แต่เก็บออกมาได้แค่นั้น พอเข้าไปในโดมเราก็แยกย้ายกันเพื่อตามหาสตอร์เบอรี่ลูกยักษ์นั่นไงแล้ว ขอบอกว่าลูกใหญ่มาก และก็หวานมากด้วยกินกันพอประมาณ แล้วก็เก็บใส่ถุงออกมา เราอยู่ที่นี่ประมาณ 20 นาที ก็ข้ามฝั่งไปโรงเรียนสอนทำกิมจิ ที่นี่มีชุดให้เปลี่ยนถ่ายรูปเป็นชุดของเกาหลีที่เรียกกันว่า ชุดฮันบก ไกด์ปล่อยเราให้ไปเปลี่ยนชุดและถ่ายรูปประมาณ 30 นาที และพาเข้าห้องเรียน เข้าไปก็จะมีอุปกรณ์วางไว้มีครูสอนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ แล้วก็บอกว่า กิมจิที่ทำวันนี้จะเอาไปหมักไว้ 7 วันถึงจะกินได้ และหลังจากนั้นจะเอาไปให้กับบ้านพักคนชราต่างๆ ถ่ายรูปกับกิมจิที่เราทำเสร็จ ก็ไปต่อที่ห้องชิมกิมจิ เป็นกิมจิที่หมักไว้เกิน 7 วันเอามาให้ชิมและสามารถสั่งซื้อได้ ทางร้านจะแพ็คไปส่งให้ที่สนามบิน หลังจากนั้นก็เที่ยงแล้ว เราเดินทางไปร้านอาหารกลางวัน ห่างจากนั้นประมาณ 30 นาที เป็นร้านหมูย่างเกาหลี เค้าจะจัดให้นั่งเป็นโต๊ะละ 4 คน มีเตา 1 เตามีหมู 1 จาน มีผักกิมจิ และเครื่องเคียงต่างๆวางอยู่ มีอาวุธเป็นที่คีบกับกรรไกร พอเตาร้อนก็เริ่มย่างหมูก่อนพอหมูใกล้สุกไกด์ก็แนะนำว่าต้องตัดให้เป็นชิ้นพอคำ และย่างต่ออีกนิดก็กินได้แล้ว อร่อยกว่าหมูย่างเกาหลีที่บ้านเรา รสชาติหมูของเค้าจะกลมกล่อมและมีเนื้อหมูที่นุ่มมาก อิอิ
พออิ่มแล้วไกด์ก็พาเราไปย่อยกันต่อที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ พอลงรถเราก็รวมตัวกันอยู่หน้าสวนสนุกเพื่อรอตั๋วเข้าชม พอเดินเข้าไปแล้วก็รวมตัวกันที่ ทางเข้าเพื่อถ่ายรูปหมู่ วันนี้คนเยอะมากและอากาศก็หนาวด้วย ไกด์นัดเวลาให้เราอยู่ในสวนสนุก 4 ช.ม และก็พาเราเดินเข้าไปข้างในจุดแรกที่พาเราไปก็คือ สวนดอกทิวลิป ไกด์ให้เวลาถ่ายรูปกับสวนดอกไม้ 30 นาทีก็พาเราไปที่ซาฟารีเพื่อไปดู Liger ที่มีแค่ตัวเดียวในโลก เป็นสัตว์ที่ผสมกันระหว่างเสือกับสิงโต ข้างในซาฟารีจะมีสัตว์ให้ดูอีกอย่างคือโชว์หมีควายที่เค้าจะโยนอาหารให้แล้วหมีจะรับได้แม่นบ้าง เราอยู่ในซาฟารีประมาณ 45 นาที ไกด์ก็ปล่อยอิสระ และก็แนะนำเครื่องเล่นให้ เครื่องเล่นที่หวาดเสียวที่สุดคือ T-EXPRES เป็นรถไฟเหาะ ที่รางทำด้วยไม้ มีจุดที่ตั้งฉากท่สุดคือ 75 องศา โอ้โหเสียวสุดๆ ยังไม่พอค่ะ ก์บอกว่าขึ้นไปเล่นต้องใช้เวลาถึง 3 นาทีใน 1 รอบ ไม่ไหวค่ะ แต่โชคดีที่ว่าวันนี้ลมแรงมากเครื่องเล่นเลยปิด 555 โล่งใจ ไม่งั้นคงได้ขึ้นไปเล่นแน่ วันนี้เราโชคดีสุดๆที่ได้เจอหิมะตกในเดือนเมษาด้วย เนื่องจากอากาศหนาวมาก และฝนก็ตก แต่ว่าตกมาเป็นหิมะนะ เราถ่ายรูปและเล่นเครื่องเล่นจนถึงเวลานัด ไกด์พาเราไปช้อปปิ้ง ที่ร้าน ETUDE ที่ในสวนสนุก ช้อปเสร็จก็พาเราขึ้นรถไปร้านอาหาร มื้อเย็นเรากินเย็นพลูโกกิ เป็นหมูหมักจนได้ที่แล้วนำมาใส่บนกระทะผัดกับกะหล่ำปีและวุ้นเส้นของเกาหลี มีน้ำขลุกขลิกรสชาติออกหวานเล็กน้อย รับประทานพร้อมข้าวสวยและเครื่องเคียง (อร่อยยิ่งขึ้นกับน้ำจิ้มสุกี้ที่เราพกข้ามทะเลไปด้วย )………หลังจากทานเสร็จก็กลับโรงแรม คืนนี้เรานอนที่ NEW RASUNG เป็นโรงแรมที่อยู่ในเมืองด้านล่างโรงแรมมีซุปเปอร์ และข้างๆก็มีที่ให้เดินเล่น แต่เนื่องจากเรากลับโรงแรมก็ประมาณ 3 ทุ่มแล้ว ด้านข้างจึงไม่มีอะไร เพราะส่วนมากร้านจะปิด ห้องโรงแรมนี้จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็พอนอนได้สะอาดดี วันนี้หนาวมากเราจึงตัดสินใจนอนอยู่ห้องดีกว่า เก็บแรงไว้เที่ยวต่อพรุ่งนี้ …ราตรีสวัสดิ์
 
             อันยองอาเซโยกับเช้าวันที่ 14 เมษายน วันนี้เราเดินทางเข้าเมืองหลวงนั่นก็คือกรุงโซลนั่นเอง นั่งรถเข้าโซลประมาณ 1 ชั่วโมง ครึ่งวันนีเราเดินทางไปที่ พระราชวัง เคียงบ็อก รถจอดไกด์พาเราไปที่ จุดที่ฮวงจุ้ยดีที่สุดของกรุงโซลจะมีอานุสาวรีย์นกฟีนิกซ์ และด้านหลังจะเป็นภูเขารูปหัวมังกร ไกด์ให้เวลาถ่ายรูปกับจุดนี้ประมาณ 20 นาที ก็พาเดินต่อไปที่ บลูเฮาส์ หรือก็คือ ทำเนียบประธานาธิบดี จุดนี้ไกด์ได้ให้เราถ่ายรูปหมู่อีกครั้ง และก็พาเราเข้าสู่พระราชวัง ไกด์บอกว่า พระราชวังของเกาหลีจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนของเมืองจีน เพราะว่าเป็นส่วนที่จำลองขึ้นมา ไกด์พาเราเดินไปที่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านก่อน ข้างในพิพิธภัณฑ์ก็จะเป็นเรื่องของวิถีชีวิตของคนเกาหลี ตั้งแต่เกิดจนตาย เราใช้เวลาเดินทางอยู่ในนี้ประมาณ 20 นาที ( อ๋อ ข้างในไม่อนุญาติให้ใช้แฟลตนะค่ะ ) พอเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็จะเข้าสู่พระราชวัง จะมี 3 สว่นใหญ่ๆ ส่วนที่มีจุดเด่นที่สุดคือ พระราชวังกลางน้ำที่เอาไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งมีความสวยงามมาก และที่สวยอีกอย่างก็คือ ในสวนนี้จะมีซากุระอยู่ ซึ่งตอนนี้มันบานพอดี จึงทำให้สวยมากเวลาถ่ายรูปมา พออกมาจากพระราชวัง เราก็ตรงไปสู่ร้านอาหารมื้อเที่ยงนี้เรากินเป็นไก่ตุ๋นโสม ทุกคนจะได้ทานไก่คนละ 1 ตัว ยัดใส่ไก่ด้วยข้าวเหนียว รสชาติอร่อยใช้ได้เลย อิ่มๆๆ ก็ขึ้นรถเดินทางไปสู่ร้านโสม ไกด์พาเราเข้าสู่ในร้าน ฟังการอธิบายจากพนักงาน เค้าบอกเราว่าโสมของเค้าจะไม่มีขายที่อื่น นอกจากที่เกาหลีที่เดียว เพราะปลูกถึง 6 ปี และให้เติบโตเองตามธรรมชาติ คุณสมบัติแตกต่างกันออกไป….
  
            ชมร้านโสมเสร็จไกด์ก็พาเราไปที่ตลาดทงแดมุน ปล่อยอิสระ 1.30 ชม. ให้เดินชอปปิ้งที่นี่จะเป็นเหมือน แพลตตินัม คือจะเป็นตึกหลายๆตึก ให้เดินเลือกซื้อของ เราเข้าไปเดินอัพเดทแฟชั่นกันที่ตึก hello APM ด้านในเต็มไปด้วยเสื้อผ้ามากมาย แบบสวยๆทั้งนั้นแต่ราคาก็แพงอยู่ ส่วนมากเสื้อตัวละไม่ต่ำกว่า 300 บาทกางเกงก็ไม่ต่ำกว่าตัวละ 500 บาท ราคาใช้ได้เลย ( 1.30 ชม. ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ) …พอเดินเสร็จได้เวลาก็ไปยังจุดนัดหมายเพื่อเดินทางสู่ SEOUL TOWER ระหว่างทางมีจุดชมวิวให้ถ่ายรูป เก็บภาพยามเย็นของกรุงโซลพร้อมกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ช่างเป็นภาพและความรู้สึกที่โรแมนติกมากๆ เหนื่อยนะเนี่ยจนกว่าจะถึง!!! พอถึงไกด์ก็พาเราลงไปด้านล่างของ SEOUL TOWER เพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์เท็ตดี้แบร์ พอเราเข้าไปก็จะเจอกับหมีตัวใหญ่คอยต้อนรับเราอยู่ (น่ารักจัง) ข้างในเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์โดยใช้หมีเป็นตัวเล่าเรื่องราว น่ารักมากค่ะ เราใช้เวลาในนั้น 15 นาที ไกด์ก็พาเราขึ้นลิฟท์เพื่อขึ้นสู่จุดชมวิวด้านบนของ SEOUL TOWER ข้างบนจะเป็นกระจกโดยรอบๆ เราจะเห็นทัศนียภาพทั้งหมดของกรุงโซล มีกล้องให้ส่องดูวิวและมีร้านขายของที่ระลึกมากมายที่นี่จะเป็นที่นิยมมากคือ การคล้องกุญแจ จะมีที่สำหรับการคล้องกุญแจ เป็นความเชื่อของคนเกาหลีว่าถ้ามาเป็นคู่แล้วคล้องกุญแจไว้จะรักกันนาน และที่น่าสนใจอีกอย่างคือการเขียนกระเบื้อง จะมีกระเบื้องไว้ให้เขียนข้อความและแปะไว้ที่โซลทาวเวอร์ (อันนี้ชอบน่ารักดี) เราก็ถ่ายรูปกับที่คล้องกุญแจ และที่แปะกระเบื้อง ได้แต่ถ่ายรูปแระ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรไว้ดี 555
 
             หลังจากนั้นเราก็เดินทางเข้าสู่ร้านอาหารมือนี้เราทาน โอซัม ปลาหมึก+หมู ร้านนี้คนเยอะมาก ดูวุ่นวายไปหมด พออิ่มแล้วเราก็เดินทางสู่ย่านช็อปปิ้งเมียงดง ( สิ่งที่เรารอคอย ) ไกด์ให้เวลาเรา 3 ชั่วโมงในการช็อปปิ้ง ตลาดนี้เป็นเหมือนสยามบ้านเรา มีร้านค้ามากมายเป็นล็อคๆ ทั้งร้านค้าแบรนด์เนมและร้านค้าทั่วไป แต่ที่ดึงดูดคนไทยมากที่สุดก็คือร้านเครื่องสำอางค์ เพราะราคาจะถูกกว่าบ้านเรามาก…หลังจากนั้นก็เดินทางเข้าสู่โรงแรม คืนนี้เรานอนโรงแรม Marriott โรงแรมคืนนี้ดีมาก บรรยากาศในห้องดูโรแมนติกจัง วันนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว เราต้องจัดกระเป๋าและเตรียมของแพ็คใส่กระเป๋า เพื่อบอกลาประเทศเกาหลี เศร้า… หันมาดูนาฬิกาอีกทีก็ตี 1 แล้ว รีบเข้านอนดีกว่า... ฝันดีค่ะ เช้าวันสุดท้ายสดชื่นมากกับอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้นแล้ว อากาศอยู่ประมาณ 11 – 18 องศา เราลากกระเป๋าใบเดิมแต่หนักขึ้นกว่าเดิมเยอะ(มากๆ) และสัมภาระที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ลงไปทานข้าวเช้ากัน ทีแรกของวันนี้ที่ไกด์จะพาเราไปก็คือ ไปที่ถนน ยออิโด ไปดูดอกซากุระ แต่เราก็ยังลุ้นๆ อยู่ว่าวันนี้ดอกซากุระจะบานหรือยังนะ เพราะเมื่อวันแรกที่เราผ่านมา ดอกซากุระยังไม่บานเลย แต่วันนี้เป็นวันที่แสนพิเศษจิงๆ ที่เราได้เห็นดอกซากุระของทั้งสองฝั่งถนนยออิโดออกดอกบานให้เราชื่นชมอย่างเต็มตา ไกด์ของเราก็ไม่รีรอ ให้คนขับรถจอดรถและพาเราเดินไปสัมผัสความสวยงามและถ่ายรูปความประทัปกับดอกซากุระอย่างใกล้ๆ ช่างเป็นทริปที่โชคดีที่สุดที่เราได้เจอทั้งหิมะและดอกซากุระ ( ว้าววว ) เราสามพี่น้องก็เริ่มเป็นดาราหน้ากล้องถ่ายรูปท่ามกลางต้นซากุระกับแสงสวยๆ ยามเช้ากันพักหนึ่ง หลังจากนั้นไกด็ก็พาเราไปช้อปปิ้งที่ Duty Free วันนี้ทุกคนในกรุ๊ปจะวอนบินกันอีกแล้ว ( ก็คือเงินวอนบินจากกระเป๋าเราไปอีกแล้ว 555 ) ทุกคนในกรุ๊ปดูสนุกสนานเพลิดเพลินกับการที่จะได้ไปช้อปปิ้งอีกแล้ว เดินลงจากรถเราก็รีบเข้าไปช้อปปิ้งกันใหญ่เลยไกด์ให้เวลาเราช้อปปิ้ง 2 ชม. หลังจากนั้นไกด์ก็พาเราไปต่อที่โรงงานเจียระไนพลอยแอมมาทีส เป็นพลอยสีม่วง พลอยแห่งสุขภาพพลอยแห่งความมั่งคั่งหรือนำโชค ร้านนี้พี่ไผ่ของเราได้แหวนวงงามติดนิ้วกลับบ้านด้วย หลังจากที่เราช้อปกันเสร็จแล้ว ไกด์ก็นำเราเดินข้ามถนนไปอีกถนนฝั่งนึงเพื่อไปทานข้าวกลางวัน มื้อนี้เรากินอาหารสไตล์จีนกัน ตบท้ายของมื้อนี้ด้วยเสียงเพลงเพราะๆ ( รึป่าวนะ 555 ) ไม่ใช่ใครที่ไหน ไกด์ของพวกเราเอง อิ่มกันแล้ว ก็ไปซื้อของฝากกันต่อที่ร้านซุปเปอร์มาเก็ตแถวสนามบิน ช้อปกันเพลินจนวอนบินไปหมดกระเป๋าแล้ว เราก็เตรียมตัวออกเดินทางไปยังสนามบินต่อ พอใกล้ถึงเวลานี้แล้ว เรายังไม่อยากกลับบ้าน อากาศที่นี่มันช่างเย็นสบายต่างจากที่บ้านเรามากเลย อิอิ
             พอถึงสนามบินเราก็มาเชคอินและโหลดกระเป๋าให้กับลูกค้า เรายืนต่อแถวเพื่อจะโหลดกระเป๋ากัน ก็มีเสียงประกาศขึ้นมาว่า…… สายการบินจินแอร์ไม่สามารถโหลดกระเป๋าเพิ่มได้อีก เพราะน้ำหนักเกินกว่าที่เครื่องจะรับได้ แต่ทางสายการบินจินแอร์จะฝากโหลดกระเป๋าไปกับสายการบิน KOREAN AIR แทน เวลาเครื่องลงต่างกันประมาณ 1 ชม. พอโหลดกระเป๋าเสร็จ ไกด์และบัวเกา (ช่างถ่ายภาพเกาหลีประจำกรุ๊ปเรา ) ก็มาส่งเราเข้าไปที่ ตม. ( หวังว่าเราคงจะมีโอกาสพบกันอีกครั้งนะ) พอเราผ่าน ตม. เข้าไปเห็นคนมากมายยืนล้อมเวทีอยู่ เอ๊ะ!! เค้ามีอะไรกันนะ ว้าววนี่ Girl Generation (เป็นวงนักร้องที่ดังมากทั้งในเกาหลีและไทย .. แอบเป็นสาวกอยู่นิดๆ)
แต่เราก็ยืนดูอยู่ไม่นาน ต้องรีบไปที่เกตกันแล้ว เวลา 17.00 น. พนักงานได้เรียกเราขึ้นเครื่องกันแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องบอกลาเมืองโซลกันจิงๆ แล้วล่ะ ไปแล้วนะ ฮันยองฮิเกเซโย …………..