E-Travel

หน้าแรก>>Travel Guide



9-entertain-winter-love-tripเยือนแดนซากุระอีกครั้ง พร้อมกับการเขียนบันทึกครั้งใหม่ กับดินแดนที่มีชื่อว่าเกียวโตน้อย หรือเมืองทาคายามะนั่นเอง และครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่พิเศษกว่า ครั้งไหน ๆ
20-11-10 สุวรรณภูมิ - นาริตะ
       เยือนแดนซากุระอีกครั้ง พร้อมกับการเขียนบันทึกครั้งใหม่ กับดินแดนที่มีชื่อว่าเกียวโตน้อย หรือเมืองทาคายามะนั่นเอง และครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่พิเศษกว่า ครั้งไหน ๆ ทำไมนะหรอ ก็เพราะว่ามีซุปตา เดินทางไปกับเราด้วย ดาราหนุ่มสุดฮอตในขณะนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เต๋อ กวน มึน โอ และเค้าก็ไม่ได้มาเดี่ยว ๆ พร้อมพาแฟนสาวสวย สุดเซ็กซี่ น้องพีค ไปสวีทหวานแหววที่เมืองทาคายามะ สาเหตุที่มีดาราสุดฮอต ทั้งสองร่วมเดินทางไปด้วยนั้น ก็เพราะเป็นกรุ๊ปของรายการ Nine entertain ซึ่งทางรายการได้จัด Meet & Greet ครั้งที่ 41 "Winter Love Sweet" พร้อมพาคู่รักผู้โชคดีจากทางบ้าน 2 คู่ร่วมเดินทางไปกับเราด้วย



       โฆษณาให้กับทางรายการเรียบร้อยแล้ว ขอตัดเข้าสู่รายการปกติ กลับมาเม้าท์ เรื่องของเรากันต่อดีกว่า วันแรกของการเดินทางก็เหมือนเดิมกับทุกครั้งที่ผ่านมา เจอหน้ากับสมาชิก ทักทายกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ให้ลูกค้าได้แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย แต่ก่อนที่จะเข้าไปนั้น ก็ต้องชักภาพกับดารากันซะหน่อย พี่้อ้อม ผู้จัดการสาวสวย (หรือปล่าว) ก็ไม่พลาด ขอถ่าย กับดาราทั้งสองเช่นกัน
       วันนี้การบินไทยดีเลย์อีกแล้ว อืม เป็นเรื่องปกติ ที่ทำใจไม่ได้ซักที ครั้งนี้เกิดเหตุการณ์ล่าช้า เพราะเครื่องบินมาช้า และผู้โดยสารไม่แสดงตัว หนึ่งราย ต้องรอเอากระเป๋า ออกจากเครื่องอีก ก็เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของทางสายการบินครับ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าในกระเป๋าจะมีของอันตรายอะไรหรือปล่าว ก็ต้องยอมเสียเวลาเพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ก็ดึกแล้ว พักผ่อนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ จะไปตะลุยเกียวโต น้อย กับสองดารา จะถ่ายรูปให้เพลินเลย คริคริ



21-11-10 นาริตะ - ทาคายามะ - ทาคายามะ จินย่า (จวนผู้ว่า) - ซันโนมาชิ - ลอยกระทง

แผนที่แสดงเส้นทางจากสนามบินนาริตะ ถึงเมืองทาคายามะ


ใบไม้เปลี่ยนสี

       วันนี้เราต้องเดินทางไกล กันพอสมควร เราเริ่มต้นการเดินทางจาก สนามบินนานาชาตินาริตะ วิ่งกันยาว ๆ ไปเมืองทาคายามะ ตามแผนที่จากด้านบน ก็เป็นระยะทาง 378 กิโลเมตร ใช้ระเวลาในการเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง 15 นาที เป็นเส้นทางที่ไกลพอสมควร ปกติเส้นการท่องเที่ยวนี้จะต้องนั่งเครื่องไปลงที่เมืองนาโงย่า ซึ่งจะใช้เวลาแค่ 2.30 ชั่วโมง แต่เนื่องจากความจำเป็นของทางรายการไนท์เอนเตอร์เทน เราจึงจำเป็นต้องไปลงที่โตเกียว แล้วค่อย ๆ ขับกันมาเรื่อย ก็ไม่ถึงกับน่าเบื่อครับ เพราะสองข้างทาง เราก็ได้ชมทัศนียภาพ ใบไม้เปลี่ยนสี และยังได้แวะถ่ายภาพกันไปเรื่อย ๆ


เส้นทางสู่ทาคายามะ

       เรามาแวะรับประทานอาหารกลางวันที่บริเวณทะเลสาปสุวาโกะ ด้วยเหตุที่เราวิ่งบนทางด่วน ตลอดเส้น ทางทำให้มื้อกลางวันของเราวันนี้ ต้องรับประทานที่จุดแวะพักรถ ซึ่งก็เก๋ ไปอีกแบบ เราจะได้รู้ถึงวิถีการท่องเที่ยว ของคนญี่ปุ่น ว่าเวลาเค้าเที่ยว เที่ยวกันแบบไหน กินกันแบบไหน มาถึงตรงนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่าเรามากันครึ่งทางแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการเดินทางอีกประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

                           Suwa Lake                                       Sweet                                  หลงทางกันอยู่หรองับ ^ ^

       หลังจากมื้อกลางวัน เราก็ออกเดินทางกันต่อ จากเมืองสุวะ วิ่งตามเส้นทาง Chuo Express way มาเรื่อย ก็มาถึงทางแยกที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้เส้น Nagano Express เพื่อไปเมืองทาคายามะ ระหว่างการเดินทางก็ได้สังเกตุถึงการทำทางของทีนี่ เวลาที่เจอภูเขาขวางทาง เค้าก็จะเจาะเขาทำเป็นอุโมงค์เข้าไปเลย ไม่มีการทำเส้นทางเพื่ออ้อมภูเขา บางอุโมงค์มีความยาวถึง 6 กิโลเมตรเลยทีเดียว การทำแบบนี้ก็สามารถที่จะย่นระยะเวลาการเดินทางไปได้มากโขเลยครับ แต่ถึงกระนั้นเส้นทางก็ยังไม่วาย มีการวกไป วนมา ทำเอา สมาชิกในกลุ่ม มึนเวียนไปตาม ๆ กัน ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะถึงที่หมาย ระหว่างนี้เรามารู้จักกับเมืองทาคายามะกันซะหน่อยดีกว่า

       ทาคายามะ 高山市, Takayama-shi เป็นเมืองที่อยู่ในจังหวัด กิฟุ มีประชากรประมาณ 100,000 คน มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,177.67 ตารางกิโลเมตร เมืองทาคายามะ ตั้งอยู่ในเทือกเขาเจเปนแอลป์ มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ย้อนไปในยุคโจมง ซึ่งเป็นยุคแรก ของประเทศญี่ปุ่น เมืองแห่งนี้ก็ได้ถูกตั้งขึ้น ทาคายามะ มีชื่อเสียงทางด้านงานไม้ ช่างไม้เก่ง ๆ ที่ไปสร้างวัดวาอาราม ในเมืองนาระ เกียวโต ก็ล้วนแล้วแต่ไปจากที่ เมืองแห่งนี้ทั้งสิ้น ในศตวรรษที่ 16 ยุคมุโรมาจิ ตระกูลคานาโมริ ได้เข้ามาปกครองเมืองทาคายามะ และสร้างปราสาททาคายามะขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 100 ปี อำนาจในการปกครอง ก็ได้ ตกมาอยู่ในมือของ โทกุกาวะ โชกุนาเท ซึ่งตระกูลโทกุกาวะ เป็นตระกูลโชกุนที่ปกครองในยุคเอโดะนั่นเอง ต่อมาในปี 2005 เมืองทาคายามะ ได้ทำการ รวมกับอีก 9 เขต ทำให้ ณ ปัจจุบัน เมืองทาคายามะ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน กับตัวเมืองทาคายามะเดิม จึงได้มีการเติมคำนำหน้า ชื่อลงไป คือ ฮิดะ-ทาคายามะ (หนังสือการท่องเที่ยวของ เมืองทาคายามะ ก็เรียกแบบ นี้เช่นเดียวกัน)


Takayama Matsuri Float

       ทาคายามะ ถูกขนานนามว่า เป็นเกียวโตน้อย เนื่องจากวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียนประเพณี ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ที่นี่ยังมีเทศกาลใหญ่ ของลัทธิชินโตถ้าไม่กล่าวถึงเลย เห็นจะเป็นการไม่ควรอย่างยิ่ง นั่นก็คือเทศกาลทาคายามะ 高山祭, Takayama Matsuri ซึ่งเทศกาลนี้ เป็น 1ใน 3 เทศกาลใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น (เทศกาลกิอง แห่งเมืองเกียวโต และเทศกาลชิชิบุ แห่เมืองไซตามะ)
       เทศกาลทาคายามะ เริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ ไม่มีบันทึก ไว้อย่างชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะเริ่มเป็นจริง เป็นจัง ในตอนที่ตระกูลคานาโมริ เข้ามาปกครอง และได้ทำเป็นพิธีสืบปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ขบวนแห่เทศกาลทาคายามะ ปีหนึ่ง จะจัดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกจะจัดขึ้นใน วันที่ 14-15 เมษายน ซึ่งจะเป็นการขอพรต่อเทพเจ้า ก่อนเริ่มฤดูการเพาะปลูก และจะมีขบวนแห่ อีกครั้งในวันที่ 9-10 ตุลาคม เพื่อเป็นการขอบคุณหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวผ่านพ้นไป
       ขบวนแห่รถยาไต จะเริ่มในยามค่ำคืนและแห่ไปรอบ ๆ เมือง รถยาไตที่ใช้ในขบวนถูกประดับประดา อย่างปราณีต ด้วยการ แกะสลักไม้ และลงลักษณ์ปิดทอง เป็นศิลปะในยุคปลายสมัยมุโรมาจิ และผสมผสานกับศิลปะยุคเอโดะตอนต้น อย่างที่ได้เรียน ให้ทราบ ในเบื้องต้น รถยาไตจะนำมาใช้ในขบวนแห่ แค่ปีละสองครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากชมรถยาไต ก็สามารถที่จะเข้าชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์ รถยาไต หรือยาไต ไคคัง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ของเมืองเก่าทาคายามะ หากเดินมาจากสถารถทาคายามะ ก็ใช้ระยะเวลาเดินเพียง 15 นาที เท่านั้น ค่าบัตรในการเช้าชมท่านละ 850 เยน เวลาทำการ 08.30-17.00 ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน และ 09.00-16.30 ในเดือน ธันวาคม ถึงเดือนกุมพาพันธ์

       และแล้วการเดินทางอันยาวนานในวันนี้ของเราก็มาถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย มาดูเวลาที่ข้อมือ (ของคนอื่น) ก็เป็นเวลา 15.30 น. รายการเดิมของเราคือไปที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ แต่เนื่องจากว่า ต้องเดินทางออกไปอีก ประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง เกรงว่าจะไม่ทัน เนื่องจากช่วงนี้ ที่นี่ 16.30 น. ฟ้าก็มืด แล้ว และสถานที่ท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ก็จะปิดประมาณ 16.30 น. เราจึงได้ต้องสลับรายการกันนิดหน่อย โดยเปลี่ยนมาเที่ยวในเมืองเก่า ทาคายามะก่อน คือ ทาคายามะ จินย่า (จวนผุ้ว่า) และเดินชอปปิ้งที่ซันโนมาชิแทน
       จากลานจอดรถบัส เราก็เดินไปตามทางเล็ก ๆ ผ่านบ้านเรือนโบราณ ราวกับว่าเรากำลังเดินอยู่สมัยเอโดะก็ไม่ป่าน ทราบอีกทีว่าย่านที่เรากำลงเดินอยู่นี้เรียกว่า ย่าน ซันมาชิซูจิ เป็นย่านที่ทางเมืองทาคายามะได้อนุรักษ์ไว้ และยังมีร้านค้าต่าง ๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาชอปปิ้งกัน ซึ่งเราจะกลับมาช๊อปกันหลังจากที่เราได้ไปเยี่ยมชมจวนผู้ว่า ซึ่ง อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ โดยมีการขู่กับสมาชิกไว้ว่า หากใครไม่เดินมาชมจวนผุ้ว่ากันก่อน จะให้เวลาช๊อปปิ้งเพียงน้อยนิด ได้ผลครับ ผลปรากฏว่า ไม่ซื้อ แต่แวะถ่ายรูปกันมาเรื่อย ไม่แตกต่าง 555+


แผนที่ของจวนผู้ว่า


เต๋อ พีค พร้อมผู้โชคดีี

       จวนผู้ว่ายามเย็น คนบางตามาก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าใกล้จะได้เวลาปิดแล้ว แบบนี้ก็ดีครับ สะดวกกับทางทีมงานไนท์เอนเตอร์เทน และผู้สื่อข่าว สื่อในที่นี้ เป็นสื่อมาด้วยกันจาก เมืองไทยนะครับ เป็นผู้สื่อข่าวสายบันเทิง ประกอบไปด้วย ไทยรัฐ เดลี่นิสว์ คมชัดลึก ก่อนที่จะเข้าไปทางด้านใน พลาดไม่ได้เลยกับการถ่ายภาพหมู่ เป็นที่ ระลึกกันซะก่อน แล้วเราก็ค่อยเข้าไปเยี่ยมชมทางด้านในกัน
       จวนผู้ว่าฯ หรือทาคายามะ จินย่า ภาษาญี่ปุ่น เค้าเขียนว่า 高山陣屋 แรกเริ่มเดิมทีจวนผู้ว่าแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นในสมัยของตระกูลคานาโมริ ผู้ปกครองดินแดนแทบนี้ และได้ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นคฤหาสน์ ภายหลังอำนาจได้มีการเปลี่ยนมือไปสู่โชกุน ตระกูลโทกุกาว่า และได้มีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง ในยุคของ Ina Tadaatsu ตรงกับปี 1629 ต่อมาในปี 1777 คฤหาสน์แห่งนี้ก็ได้กลายเป็น จวนผู้ว่า

       ภายในจวนผู้ว่าฯ ประกอบไปด้วยห้องต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ ห้องว่าราชการ ห้องรับรอง ห้องมหรสพ ห้องครัว ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องตัดสินคดี สวนหย่อม ยุ้งฉาง ไว้สำหรับเก็บข้าว ซึ่งในสมัยนั้น เค้าเก็บภาษี เป็นข้าวครับ
       ด้วยความที่ว่าจวนผุ้ว่าฯ เค้าอนุรักษ์ไว้ได้ดีมาก ทางทีมงานก็เลยได้เก็บภาพสวย ๆ กันมาเต็ม ๆ ระหว่างที่เราเก็บภาพ ด้านใน ก็เหลือบมา เห็นสวนหย่อม ใบไม้เปลี่ยนสี มีทั้งสีแดง สีเหลือง และยังที่เป็นสีเขียวอยู่ สวยงามราวกับว่ามีจิตกรมือฉมัง มาแอบแต่งแต้มสีสรรไว้อย่างลงตัว จึงไม่แปลกที่จะดึงดูดผู้คนที่เดินผ่านไป ผ่านมา ให้หยุดดูสวนดังกล่าว ไม่ยกเว้นแม้แต่กระทั้งกลุ่มของเรา เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอากาศ พวกเราจึงได้ลงไปถ่ายรูปในสวนกัน โดยมี พีค และเต๋อ มาร่วมเก็บภาพนิ่งด้วย ขณะที่พวกเรากำลังเพลินกับการถ่ายภาพ ก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากอีกฝั่ง แต่มันเป็น ภาษาญี่ปุ่น แต่ก็พอที่จะเดาได้จากอากัปกิริยา ของลุงผู้ดูแล ปากแกก็บ่นไป พร้อมกับในมือถือป้าย ที่เป็นรูปกากบาทบนรองถ่าย หมายความว่า สวนนี้ห้ามเหยียบเข้าไป แป่ว !!!!! ก็ว่าอยู่ สวนสวยแบบนี้ ทำไมไม่มีใครเข้าไปถ่าย แต่ป้ายเตือน ก็เหลือเกิน เล็กซะจนไม่ได้สังเกตุ และดันเอาไปไว้ที่ทางด้านล่าง วางแบบ กลัวคนเห็นซะงั้น เลิกเม้า แล้วเราก็มาชมภาพเต็ม ๆ กันดีกว่าครับ ว่าหน้าตาของจวนผู้ว่าเปนยังไงกันบ้าง


หวานได้อีก






สะพานแดง

       หลังจากที่โดนคุณลุงเฝ้าสถานที่เอ็ดตะโร เราก็เดินเล่นถ่ายภาพกันอีกพักหนึ่ง จึงออกมาเดินช๊อปปิ้งที่ย่านเมืองเก่า เพียงเดินข้ามสะพานแดงมา ก็มาถึงย่านที่เค้าเรียก กันว่า ซันมาชิซูจิ อย่างที่ได้กล่้าวไปในเบื้องต้นไปแล้ว ว่าย่านนี้เป็นย่านอนุรักษ์ บ้านเรือนเป็นแบบสมัยก่อน ประกอบด้วยถนนสามสาย ได้แก่ อิชิโนะ มาชิ.Ichino-machi นิโนมาชิ Nino-machi, และซันมาชิ San-machi
       จากที่ได้เดินสำรวจแบบรวดเร็ว จากถนนทั้ง 3 สาย ร้านค้าแต่ละร้านก็จะขายของไม่เหมือนกันครับ หลัก ๆ เลย ก็จะเป็นร้านอาหารมาที่นี่แนะนำเลยครับ ต้องไปชิม โซบะ และเนื้อฮิดะ ซึ่งเป็นเนื้อวัวที่ขึ้นขื่อชองที่นี่เลยครับ ร้านซูชิ โรงเบียร์สด โรงแรมแบบเรียวกัง พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ และร้านขายของที่ระลึก ของพื้นเมืองต่าง ๆ อย่าง พวกกระเป๋า ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่น ขนมโมจิ ตุ๊กตาซารุโบโบะ หรือตุ๊กตาลิงแดง หากใครไม่รู้จะซื้ออะไรกลับไปฝากคนทางบ้าน ก็ขอแนะนำเลยครับ กับเจ้าตุ๊กตาซารุโบโบะ

       ตุ๊กตาซารุโบโบะ เค้าบอกกันว่า เป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งของชาวเมืองทาคายามะ ลักษณะของตุ๊กตา เป็นรูปคน แต่ไม่มีหน้า ตัวสีแดง มีหลากหลายขนาด ในสมัยก่อน ด้วยเหตุที่เมืองแห่งนี้อยู่ไกลปืนเที่ยง เด็ก ๆ จะเล่นของเล่น เหมือนกับเด็กในเมืองหลวงเห็นว่าจะเป็นเรื่องยาก ผู้ใหญ่จึงคิดขึ้นทำตุ๊กตา ขึ้นมาให้เด็ก ๆ ได้มีไว้เล่นกันในยามว่าง ซึ่งตุ๊กตานี้จะเป็นตุ๊กตาไว้สำหรับเด็กผู้หญิง โดยมีความหมายแอบแฝงไว้ในตุ๊กตาด้วย คือ ให้เป็นเด็กดี และมีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา เรียกได้ว่าเป็นเครื่องลางประจำตัวก็ว่าได้
       สาเหตุที่ตุ๊กตาซารุโบโบะ ไม่มีหน้าตานั้น ก็เพื่อให้เด็กได้สร้างจินตนาการเวลาที่เค้าเล่น หากเจ้าของอยู่ในอารมณ์สนุก เค้าก็จะสร้างจินตนาการ ว่าตอนนี้ตุ๊กตาหน้า กำลังยิ้ม หรือตอนที่เจ้าของกำลังโกรธ ก็จะจินตนาการว่า ตุ๊กตาก็กำลังโกรธด้วยเช่นกัน ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านครับ

       ตุ๊กตาซารุโบโบะในปัจจุับัน ได้มีการพัฒนา ตามยุคสมัย ในสมัยก่อน มีแต่สีแดง ปัจจุบันมีหลากสีสรรค์ให้ได้เลือกความหมายก็แตกต่างกันออกไป เห็นว่าข้อมูล น่าสนใจดี เลยนำความหมายของแต่ละสีมาฝาก เผื่อว่าใครได้ไปที่นั่น และอยากซื้อกลับมาเป็นของฝากให้กับคนที่บ้าน ก็สามารถเลือกได้ถูกต้องตามบุคคลที่เราจะนำไปฝาก

สีฟ้า หมายถึง ขอให้โชคดีในเรื่องการงาน และการเรียน
สีชมพู หมายถึง ขอให้โชคดีในเรื่องความรัก
สีเขียว หมายถึง ขอให้โชคดีในเรื่องสุขภาพ
สีเหลือง หมายถึง ขอให้โชคดีในเรื่องการเงิน
สีดำ หมายถึง ขอให้เรื่องไม่ดี โชคร้ายอยุ่ไกลตัว


Sarubobo ตุ๊กตาลิงแดง


ขนมดังโงะ

       ท้องเริ่มหิว แต่ยังไม่ถึงเวลานัด ต้องหาอะไรรองท้องซะหน่อย กลิ่นของย่างลอยมาทันควัน เราเองก็ไวทันใจ เดินตามหาจุดเกิดเหตุของกลิ่นทันที และแล้วก็มาเจอจุด เกิดเหตุ เป็นร้านเล็ก ๆ อยู่หัวมุมถนนลักษณะคล้ายกับลูกชิ้นปลาย่างบ้างเรา ราคาก็ไม่แพง ก็เลยสั่งมาลิ้มลองก่อน 1 ไม้ ถ้ารสเด็ดจริง ค่อยมีภาคสอง น้ำจิ้มของเค้าเป็นซิอี้วครับ รสชาติคงแปลกพิลึก ก็ต้องลองซักหน่อย กัดไปคำแรก ก็.............. ผิดหวังอย่างรุนแรง มันไม่ใช่ลูกชิ้นปลาครับ มันเป็นแป้ง ข้างในมีใส้ถั่ว รสชาติมัน ๆ เค็ม ๆ ถามไถ่ได้ ความว่า มันคือขนมดังโงะ เป็นขนมที่นิยมของคนญี่ปุ่น อืม ดังโงะ แต่เราดันโง่ คิดว่าเป็นลูกชิ้นปลา หน้าแตกกระจาย 555+
       ครับก็เป็นประสบการณ์การรับประทานอาหาร และขนมในต่างแดน ตัวผมเองมองว่าของอร่อยไม่มีในโลก มีแต่ของที่ถูกปาก หรือไม่ถูกปาก ถ้าเป็นของที่เราทาน แล้วชอบ ก็จะบอกว่าอร่อย แต่ถ้าเป็นของที่เราทานแล้วรสชาติไม่คุ้น ต่อให้เป็นอาหารฮ่องเต้ ก็รับรองเลยครับ ต้องบอกว่า "หมาไม่แหลก" แต่ทั้งนี้ก็อยากให้ลอง อร่อยหรือไม่ ไม่สำคัญครับ แต่สิ่งที่เราจะได้กลับมานั่นคือประสบการณ์ที่เล่าได้ไม่รู้จบ เหมือนอย่างเรื่องดังโงะของผม "หมาไม่แหลก" เพราะผมแหลกหมด 555+



                         ร้านของที่ระลึก                                  ร้านเหล้าพื้นเมือง                         3ล้อลาก เสน่แห่งTakayama


กระทงคู่รัก
       กิจกรรมในวันนี้ของเรายังไม่หมดแค่นี้ครับ เนื่องจากวันนี้ตรงกับวันลอยกระทงในเมืองไทย เราจึงได้จัดพิธีลอยกระทงแบบย่อม ๆ ให้กับคณะของเราหลังจากมื้อค่ำ อยู่ เมืองไทยเราก็ต้องใส่ชุดไทยไปลอย แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ญี่ปุ่นก็ต้องเป็นชุดของญี่ปุ่น ซึ่งเราเลือกใช้ชุดยูกาตะที่ทางโรงแรมได้มีเตรียมไว้ให้ หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ เรื่องชุดยูกาตะ คิดว่าเป็นชุดนอน จริงแล้วไม่ใช่เป็นแต่เพียงชุดนอนนะครับ ชุดยูกาตะเนี่ย เปรียบได้ก็เป็นชุดกิโมโน ที่เค้าจะใส่ในช่วงฤดูร้อน ไว้ใส่เวลามีงานเทศกาล ต่าง ๆ นอกจากนั้นก็ยังมีชุดยูกาตะ แบบไว้ใส่หลังอาบน้ำด้วย


กระทง
       ความแตกต่างระหว่างชุดยูกาตะ กับชุดกิโมโน ก็จะอยู่ตรงที่ ชุดกิโมโนจะทำจากผ้า ไหม จะใส่ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากมีหลายชั้น ทำให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น ส่วนชุดยูกาตะ จำทำจากผ้าคอตตอน ใส่ในหน้าร้อนก็จะเย็นสบาย จริง ๆ แล้วชุดยุกาตะ ก็เพิ่งจะ มารื้อฟื้นกันในปี 1990 ณ ปัจจุบัน ชุดยุกาตะได้ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับวัยต่าง ๆ เช่น วัยรุ่นก็จะใส่ชุดยูกาตะ สีโทนสว่าง ๆ เด็กจะใส่ชุดยูกาตะ แบบมีสีสรรฉูดฉาด ผู้สูงอายุ ก็จะ ใส่ชุดยูกาตะ สีฟ้าเข้ม แต่ละวัยก็สามารถที่จะเลือกชุดยูกาตะให้เหมาะสมกับ ตัวเองได้
       นอกเรื่องไปเยอะแล้ว หันกลับมาดูกิจกรรมของเราต่อกันดีกว่าครับ งานนี้ทุกคนให้ความร่วมมือดีมาก ใส่ชุดยูกาตะลงมาซะเป็นส่วนใหญ่ สำหรับบางท่านที่ไซด์เกินมาตร ฐานทางโรงแรม ก็ฝากขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ทำให้ต้องใส่ชุดปกติ ลงมาร่วมกิจกรรม เราใช้สถานที่ของโรงแรมเป็นที่ลอยกระทง ก็ได้รับความสะดวกจากทางโรงแรม ที่อนุญาติให้ ใช้สถานที่ ทำเอาคนที่เดินผ่านไป ผ่านมา มามุงดูกันใหญว่าพวกเราทำอะไร ลำบากถึง พี่เอกาว่า มัคคุเทศท้องถิ่นของเรา ต้องคอยอธิบาย ที่น่าประทับใจก็เห็น จะเป็นเด็กญี่ปุ่น ที่มาแอบดูพวกเราลอยกระทง อุ้ย และฟิกส์ นักข่าวสาวสายบันเทิง เลยจับมาถ่ายรูปด้วยซะเลย ไม่ว่าจะถ่ายเดียว ถ่ายคู่ น้องเค้าก็หน้าสู้กล้องตลอด สรุปว่าบรรยากาศคืนนั้น ก็ชื่นมื่นกันถ้วนหน้า ชื่นมื่นแค่ไหน เรามีหลักฐานมายืนยันครับ



22-11-10 ตลาดเช้า - หมู่บ้านชิราคาวาโกะ - ปราสาทมัทสึโมโตะ

พีค

       05.30 น. Morning Call ทำหน้าที่ตรงเวลาแป๊ะ ยามเช้่าที่นี่ อากาศภายนอกประมาณ 5-6 องศาเซลเซียส อุณภูมิภายในห้องกำลังอุ่นสบาย กว่าจะทำการร่ำลา จาก เตียงและผ้าห่มมาได้ ก็ใช้เวลาร่ำลากันนานพอควร มื้อเช้ามี่โรงแรม ฮิดะ พลาซ่า เค้ามีให้เลือก 2 แบบ แบบญี่ปุ่น และแบบABF เจ้าหน้าประจำโรงแรม แอบบอกใบ้มาว่าให้เลือก แบบอย่างหลังจะดีกว่า หน้าตา ABF ของที่นี่ ก็เป็นไสตร์ญี่ปุ่น ยังคงมี มิโซะ ปลาซาบะ และแซลมอน เข้ามาร่วมแจม ก็ไม่ว่ากันครับ อิ่มท้องเป็นใช้ได้

       โปรแกรมแรกของเช้านี้คือตลาดเช้า สมัยเรียน "วิชาวัฒนธรรมเปรียบเทียบ" อ.ผู้สอนได้กล่าวไว้อยู่ประโยคประทับใจผมมาก แกว่า "การที่เราได้มีโอกาศไปเยือนสถาน ที่ต่างบ้าน ต่างเมือง ถ้าเราอยากที่จะซึมซับวัฒนธรรมของเค้า ก็จะมีอยู่สองที่ที่เราควรไป หนึ่งคือศูนย์รวมของศาสนาเช่น วัด มัสยิด โบสถ์ อีกหนึ่งคือตลาด เราจะได้เห็นถึงวิถ๊ชีวิต ที่แท้จริงของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ" แหมโดนใจอย่างแรง เวลาผมไปที่ไหนก็ตาม หากมีเวลา ในตอนเช้า ก็จะชะแวบไปแอบดูตลาดของแต่ละท้องถิ่น แต่ครั้งนี้ไม่ต้องแอบ เราจัดอยู่ ในโปรแกรมของเราเลย

ทีมงาน


แม่น้ำมิยางาวะ

       ตลาดเช้าของที่นี่ จะมีอยุ่ 2 ที่ครับ คือที่หน้าจวนผู้ว่าฯ (ทาคายามะ จินย่า) และ ที่ข้างริมแม่น้ำ มิยางาวะ สองตลาดนี้ก็เหมือน ๆ กันครับ เราจึงเลือกตลาดที่ใกล้ กับ โรงแรมสามารถที่จะเดินไปได้ คือ ตลาดมิยางาวะ เสียดายครับ ฟ้าฝนไม่เปนใจ ตกซะอย่างนั้น มีคนมาแซวว่า "ทำไมคุณขาวไม่ยอมไปปักตะไคร้" มีคนตอบแทนให้ว่า "ถ้าให้ น้องขาวปักเกรงว่าพายุจะเข้าแทน ให้ฝนตกแบบนี้แหละดีแล้ว" อืม แร๊งงงงงงงงงงงงส์

       ผลิตภัณฑ์ที่นำมาขาย ก็จะเป็นผลผลิตทางการเกษตร ของเกษตรกรในละแวกนั้น สิ่งที่ไม่เหมือนกับตลาดสดบ้านเราก็คือ ความสะอาด ตลาดสดที่นั่นไม่มีน้ำเจิงนองบน ทางเดิน ยกเว้นวันนี้เพราะฝนตก มีผักหน้าตาแปลก ๆ หลายอย่างที่ใคร ๆ หลายมาคน มาถามว่า ผักนี่เรียกว่าอะไร ผักนั่นเรียกว่า ก็เลยขออนุญาติ ตอบรวม ๆ ไป ผักต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่า "ผักอะรูมิไร้" เห็นลูกทัวร์ทำหน้างง ก็เลยแปลให้ มันแปลว่า "ผักอะไรไม่รู้" แปลเสร็จก็ขออนุญาติรีบชิ่ง เพราะกลัวโดนลูกทัวร์ถีบตกแม่น้ำมิยางาวะ 555+

ใบไม้เปลียนสี


บรรยากาศตลาดสด


ร้านอาหารมื้อกลางวัน

       ฝนตก ๆ แบบนี้ เก็บภาพบรรยากาศตลาดเช้าได้ไม่ดีเท่าไหร่ ถ่ายภาพก็ดูอึมครึม เศร้า ๆ ก็เลย กด ๆ เอามาก่อนภาพบรรยากาศตลาดสด ก็เลยง่อย ๆ อย่งที่เห็น 555+ ได้แต่หวังว่า หมู่บ้านชิราคาวาโกะ สถานที่ต่อไปที่เราจะไปเยี่ยมชมฝนคงจะไม่ตามเราไป
       จากทาคายามะ เราใช้เวลาในการเดินทางไปอีกประมาณ 50 นาที ก็ถึงหมู่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านแห่งนี้หลบซ่อนอยู่ในเืืทือกเขาเรียวฮากุ พื้นที่ทั้งหมดมีประมาณ 356.55 ตร.กม. ประชากรที่ อาศัยอยู่ที่นี่มีด้วยกันทั้งสิ้น 1,864 คน (ข้อมูลปี 2009) ทางยูเนสโก ได้ประกาศ ให้หมู่ชิราคาวาโกะ เป็นมรดกโลกในปี 1995

       รถบัสมาส่งเราตรงหน้าร้านอาหาร ที่เราจะรับประทานมื้อกลางวัน ซึ่งก็เป็นบ้านชาวนา ที่ัดัดแปลงมาเป็นร้านอาหาร ดูแล้วก็เก๋ไปอีกแบบ วันนี้มื้อกลางวัน เราจะทาน กับแบบชาวบ้าน ๆ รสชาติขอไม่เอ่ย แต่สิ่งที่จะได้กลับไปก็คือวีถึชีวิตการกินอาหารของคนที่นี่ แต่ก่อนที่จะมาหม่ำ ๆ เราไปเดินชมภายในหมู่บ้านกันก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็ไปคว้าแผน ที่มาดู เพื่อที่จะได้ใช้เวลาในการเดินชมได้คุ้มค่ามากที่สุด


ซ่อมแซม

       จากการที่ได้เดินสำรวจหมู่บ้าน ก็สังเกตุได้ว่า บ้านที่นี่ เค้าจะมี 2 แบบครับ คือ บ้านชาวนา Farm Houses nōka (農家) และ บ้านแบบร้านค้า Town Houses(町屋).จาก ที่ได้ศึกษาหาข้อมูลได้ความว่า การสร้างบ้านของคนที่นี่ จะขึ้นอยู่กับอาชีพของเค้าครับ หลัก ๆเลยสำหรับการมาเยี่ยมชมที่นี่ก็คือบ้านชาวหน้า รูปแบบบ้านชาวนา ของที่นี่
       เค้าเรียกว่า สไตร์กัซโซ่ Gasshō-zukuri เป็นการสร้างบ้าน แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ในสมัยก่อนการจะสร้างบ้านของชาวนา เค้าจะใช้ของที่ไม่แพง เพราะชาวนาค่อนข้างที่จะยากจน และที่นี่เอง ในช่วงฤดูหนาว หิมะก็ตกหนัก และยังเจอฝนตลอดทั้งปี ด้วยข้อจำกัดของฐานะ และปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ วิศวกรชาวนาในสมัยนั้น จึงได้คิดค้น การสร้าง

       บ้านสไตร์กัซโซ่ขึ้น โดยใช้วัสดุราคาถูก ที่หาเอาเองได้จากภายในหมู่บ้าน วัสดุหลัก ๆ ที่นำมาใช้ได้แก่ ไม้ ดินเหนียว ไม้ไผ่ หญ้าชนิดต่าง ๆ และฟางข้าว โครงสร้างของบ้านหลัก ๆ ที่จะมาใช้รับน้ำหนักของหลังคา กำแพงบ้าน ก็คือไม้นั่นเอง กำแพงด้านนอกจะใช้ไม้ไผ่ และดินเหนียว ส่วนกำแแพงด้านใน ก็แล้วแต่ความชอบของเจ้าของบ้านครับ ว่าจะใช้วัสดุ อะไร ประตูก็จะเป็นแบบบานเลื่อน เหมือนอย่างที่เราได้เห็นในหนังญี่ปุ่น ฟางข้าว เค้าก็จะนำมามัดให้เป็นแผง แล้วก็นำมามุงหลังคา ซึ่งหลังคาแต่ละบ้านก็จะหนาเป็นฟุตครับ เพื่อไว้สำหรับรองรับน้ำหนักของหิมะ และป้องกันฝนที่จะซึมเข้ามา นอกจากวัสดุเหล่านี้จะช่วยเรื่องหิมะ และกันฝนแล้ว การออกแบบหลังคา ก็มีส่วนด้วยครับ หากดูจากในรูป จะเห็นว่าหลังค่อนข้างสูงและชัน ก็เพื่อไว้สำหรับป้องกันหิมะและฝน เช่นตอนที่หิมะตกลงมาก็จะลู่ไปตามแนวหลังคา ไม่เกิดการสะสมบนหลังคา ทำให้หลังคารับน้ำหนัก มากจนเกินไป และตอนที่ฝนตก น้ำฝนก็จะไหลลงสู่พื้นทันทีก่อนที่จะได้ซึมเข้าไปในฟางข้าว และที่น่าทึ่งเข้าไปอีกก็คือเค้าไม่ได้ใช้ตะปูสักตัวเดียวในการสร้างบ้านแต่ละหลัง เสา ไม้ หลังคา ยึดติดกันโดยใช้เชือก แหล่มเนอะ คนสมัยก่อนทำได้ขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกว่าทำไม ทางยูเนสโก ถึงพิจารณให้ที่เป็นมรดกโลก


ภายใต้หลังคา

       เอ่ยถึงมรดกโลกแล้ว ก็ขอขยายต่ออีกสักนิด มรกดโลกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทครับ คือ มรดกทางวัฒนธรรม มรดกทางธรรมชาติ และแบบผสมสาน ซึ่งหมู่บ้านนี้ได้รับให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แล้วทีนี้เกณฑ์การติดสินให้เป็นมรดกโลกมีอะไรบ้าง มาดูกันครับ

หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม
       (1) - เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
       (2) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
       (3) - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
       (4) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
       (5) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
       (6) - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์


บ้านแบบ Town House

หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ
       (1) - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
       (2) - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
       (3) - เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขาิ
       (4) - เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


เท่ ๆ กับพี่ ๆ ในกรุ๊ป

       ชาวบ้านที่นี่บางครอบครัว ก็ยังยืดวิธีชีวิตดั้งเดิม ก็คือการทำนา ปลูกข้าว บางบ้านก็ปรับสภาพบ้านตัวเองเปิดเป็นโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวได้มาเข้าพัก บ้างก็เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เก็บค่าเข้าซะเลย อย่างเช่นบ้านวาดะ เป็นบ้านชาวนาขนาดใหญ่ ข้างในก็จะนำของใช้ในสมัยก่อนมาจัดแสดง เก็บค่าเข้าชม 300 เยน หากเดินเหนื่อย คอแห้งอยากได้เครื่องดื่ม ร้อน - เย็น ก็มีคอฟฟี่ชอป ในบ้านสไตร์กัซโซ่ ให้ได้เค้าไปพักผ่อน หรือใครอยากลิ้มลองเนื้อฮิดะ ก็มีขายตลอดรายทาง จะอย่างไรก็ตามไม่ว่าบ้านแต่ละ หลังจะมีการดัดแปลงเป็นแบบพาณิชย์ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนที่นี่ไป จากที่ตัวผมเองได้ไปสัมผัสมาจากหลาย ๆ ที่ ความเจริญ กับวิถีชีวิตดั้งเดิม มักจะเป็นอะไรที่สวน ทางกัน แต่สำหรับหมู่บ้านชิราคาวาโกะแห่งนี้ กลับทำให้สองสิ่ง สามารถ ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว สุโค่ยยยยยยย


บ้านสไตร์กัซโซ่

       มื้อกลางวันกับสไตร์พื้นบ้าน ได้ตามคอนเซป มาดูวิธีชีวิตความเป็นอยู่ และการกินของคนที่นี้ บรรยากาศให้ 5 ดาว แต่รสชาติ เอ่อ ขอข้ามไปประเด็นต่อไป 555+ ประสบ การณ์ได้กลับกันมาเต็ม ๆ กับอาหารมื้อนี้ การจะเที่ยวที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ แบบทั่ว ๆ ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง เนื่องจากเรายังต้องเดินทางไกล หลังจากมื้อกลางวัน เราก็ ออกเดินทางต่อไปยังเมืองมัทสุโมโต้ ใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 3.30 ชั่วโมง ทางยังต้องวกวน เหมือนเดิม ได้เวลาผลิตโจ๊ก กันอีกแล้วคร๊าบบบ


ปราสาทมัทสึโมะโตะ่



       มาถึงปราสาททัตสึโมะโตะ เกือบสี่โมงเย็น ฝนก็ยังไม่หยุดตก ทั้งวันจริง ๆ ไม่หวั่นแม้วันฝนตก ยังไงเราก็ยังที่จะลุยกันต่อ ปราสาทอยู่ใกล้แค่เอื้อม เดินไปถึงคูน้ำ ด้านหน้าปราสาท ก็อดที่จะถ่ายรูปไม่ได้ สะพานแดง ทอดยาวพาดผานคูน้ำ สีแดงตัดกับสีปราสาทที่เป็นสีดำ ยากนักที่ใครมายืนมุมแล้วจะไม่หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาลลั่น ชัดเตอร์ รวมถึงตัวผมเองด้วย
       ผ่านพ้นประตูเก็บบัตรมาก็ได้รับโบรชัวร์แนะนำเกี่ยวกับปราสาท ได้ความว่า ปราสาทมัตสึโมะโตะ (ญี่ปุ่น: 松本城 Matsumoto-jō มัตสึโมะโตะโจ ) ตั้งอยู่ในเมือง มัตสึโมะโตะ จังหวัดนากาโนะ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว จึงมี นักท่องเที่ยว ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างประเทศไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากปราสาทนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทอีกา เนื่องจากผนังปราสาทมีสีดำ และปีกด้านต่าง ๆ ของปราสาท แผ่กางออกเหมือนปีกนก เป็นตัวอย่างหนึ่งของปราสาทที่สร้างบนพื้นที่ราบ ไม่ใช่บนเนินเขา หรือกลางแม่น้ำ

       ประวัติความเป็นมาของปราสาทย้อนหลังไปได้ถึงยุคสงคราม ในช่วงเวลานั้น กองทัพโองาซาวาระได้สร้างป้อปราสาทขึ้นในบริเวณนี้ มีชื่อเรียกว่า ปราสาทฟุกะชิ ต่อมาป้อมปราสาทได้ถูกกองทัพทาเคดะยึดครองไปได้ และตกเป็นของโทคุงาวะ อิเอยาสุ ในเวลาต่อมา ต่อมาเมื่อโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ได้มีคำสั่งให้อิเอยาสุย้ายไป ปฏิบัติหน้าที่ ในภูมิภาคคันโต ก็ได้มอบปราสาทให้อิชิงะวะ โนะริมะสะ เป็นผู้ดูแลต่อ โนริมะสะและยะสุนะงะ ผู้เป็นบุตรชาย ได้สร้างหอปราสาทและส่วนอื่นๆ ได้แก่ หอปราสาท 3 หลัง หอดอนจอน หอเล็กทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อาคารที่พัก ประตูกลอง ประตูดำ คูปราสาท ปีกอาคารสามชั้น และชั้นย่อยๆในปราสาท ซึ่งทั้งหมดยังคงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่าพื้นที่ปราสาทส่วนใหญ่แล้วสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อประมาณปี 1593-1594 ในปี พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872) ซึ่งเป็นช่วงยุคปฏิวัติเมจิ หอปราสาทถูกนำออก ประมูลขายและกำลังจะถูกรื้อถอน แต่อิจิคาวะ เรียวโซ ได้ร่วมกับชาวเมืองมัตสึโมโตะช่วยกันรักษาปราสาทไว้ ประตูดำชั้นสองและกำแพงข้างประตูถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) และต่อมาประตูกลองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ปัจจุบันปราสาทมัตสึโมโตะได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่น




มุมต่าง ๆ ของปราสาท

       ภายในปราสาท แบ่งออกเป็นหลายชั้น การเข้าชมในนี้ต้องถอดรองเท้าด้วยครับ เจ้าหน้าที่จะมีถุงพลาสติคจัดไว้ให้ เพื่อนำรองเท้าใส่ไว้ในถุงและนำติดตัวไปด้วย ตอน แรกก็ยังเดินได้ดีอยู่ครับ แต่พอเริ่มปีนขึ้นทางด้านบนเรื่อย เท้ามันเริ่มประท้วง เริ่มไร้ความรู้สึก ทำไมนะหรอครับ ก็เหตุที่ว่าอุณภูมิตอนนั้นอยู่ประมาณ 5-6 องศา แล้วถุงเท้า ก็บางเบา ได้ใจอากาศเย็น ก็เลยเข้าไปทักทาย กับเท้าได้โดยตรง อยากจะออกซะเดี๋ยวนั้นก็ไม่ได้ มันเป็นทางวันเวย์ ห้ามไหลย้อนกลับ ต้องเดินไปให้สุด โหะ ๆ ๆ ๆ ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำ ใจและก็เดินชมบริเวณภายในปราสาท อย่างรวดเร็ว ภายในประสาท ก็จะแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ ครับ มีตั้งแต่ ห้องว่าราชการ ห้องนอน นอกจากนี้ ยังมีการนำอาวุธในสมัยก่อน มาจัด แสดงให้ได้ดูด้วย


ของที่นำมาจัดแสดง

23-11-10 Daio wasabi farm - ฮาราจูกุ - ชิโมคิตาซาว่า
       เดินทางไกลกันอีกแล้ว วันนี้เราจะกลับเข้าสู่ความเจริญในช่วงบ่าย เพื่อไปชอปปิ้งที่ย่านดัง 2 ที่ในโตเกียว แต่ก่อนที่เราจะไปนั้น ช่วงเช้าเรายังมีกิจกรรมอีก 1 ที่ ก่อนที่ จะกลับไปโตเกียว คือไปเยี่ยมชม พร้อมหัดทำวาซาบิสด ที่ไร่วาซาบิ Daio


Daio Wasabi Farm



       ไร่ดังกล่าวอยู่ห่างจากตัวเมืองมัทสึโมโตะ ประมาณ 20 นาที โมัอยู่ที่หน้ารถยังไม่ทันจบเราก็มาถึงซะแล้ว ไร่วาซาบิDaio ที่แอบดูมาจากข้อมูลของไร่ เค้าบอกว่า ไร่เค้า มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นไร่วาซาบิที่ใหญ่ที่สุดในโลก เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ก็ที่ปลูกวาซาบิได้เนี่ย ก็มีแต่ที่ญี่ปุ่น ที่อื่นก็อาจจะปลูกได้ แต๋ก็ไม่ดีเท่าที่ญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าของ เค้าใหญ่ที่สุดในประเทศ มันก็ต้องรวมถึงระดับโลกด้วย ว่าไงว่าตามกัน ไร่ระดับโลกแห่งนี้มีขนาด 90 กว่าไร่ครับ เริ่มบุกเบิกกันมาตั้งแต่ในปี 1915 ผลผลิตวาซาบิในแต่ละปี ก็ประมาณ 300 ตัน ดูเหมือนจะเยอะ แต่เชื่อไม่ครับ ว่าผลผลิตเนี่ย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ บางทีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ไร่ ไม่มีวาซาบิขายก็มี คงสงสัยว่า ทำไมไม่พอขาย ตาม มาครับ เดี๋ยวจะเฉลยให้

การปลูกวาซาบิเนี่ย ไม่ใช่ว่าอยากจะปลูกที่ไหนก็ปลูกได้ มีเงื่อนไข ดังนี้
       1. สภาพอากาศต้องอยู่ที่ประมาณ 12-13 องศา ถ้าแดดแรงไปก็ต้อง มีหลังคาที่ ทำด้วยผ้าสีดำบาง ๆ กันไว้ ไม่ให้แสงแดดมาถุกที่ต้นวาซาบิโดยตรง
       2. น้ำที่ใช้ในไร่ จะต้องเป็นน้ำที่สะอาด ส่วนใหญ่ ไร่วาซาบิ จะปลูกอยู่ใกล้ ๆ กับภูเขาไฟ เพราะน้ำที่ไหลมาก็จะมาจากภูเขาไฟ จะไม่ใช่น้ำธรรมดา มันคือน้ำแร่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ ว่าเป็นน้ำที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ต้นวาซาิบิก็จะเจริญเติบโตได้ดี





       นอกจากนี้ก็ยังมีเรืองการดูแลจิปาถะ หลัก ๆ ก็จะเป็นสองข้อข้างต้น ซึ่งเป็นสองข้อที่ใหญ่มาก ในเรื่องของพื้นจะหาพื้นที่ราบกว้าง ๆ แบบนี้ที่นั่นหายากมาก เนื่องจาก พื้นที่ของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นแบบภูเขา การปลูกต้นวาซาบิ ก็ทำได้เพียงนิดหน่อย แต่สำหรับที่นี่ มีพื้นที่กว้างถึง 90กว่าไร่ ก็ไม่แบบธรรมดา ถึงขนาดประกาศได้เลยว่า เป็นไร่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
       ไร่วาซาบิDaio แบ่งออกเป็น 5 โซน เพื่อง่ายแก่การดูแล เนื่องจากว่าเจ้าวาซาบิต้องใช้เวลาในการเพาะปลูก ประมาณ 2 ปี ถึงจะเก็บขึ้นมาขายได้ ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุน เวียนเก็บเกี่ยวกันไปในแต่ละโซน เรียกได้ว่า ก็มีผลผลิตได้ทุกปี ด้วยสาเหตุที่มันกว้างใหญ่ซะเหลือเกิน เราจึงเหลือเกิน เราจึงเลือกเก็บภาพบรรยากาศแต่โซนด้านหน้า และหลัง จากนั้น เราก็ไปบดวาซาบิกัน พรีเซ็นเตอร์ จะเป็นใครอื่นไม่ได้เลย นอกจากคู่สวีทของเรา เต๋อ และพีค นั่นเอง

       การบดวาซาบิ หลายคนมีความเข้าใจผิดคิดว่า ใช้รากมาทำ แต่จริง ๆ ใช้ลำต้นมันเลย โดยเริ่มแรก ก็ต้องมาขุดเปลือกที่มันดำ ๆ ออกไปก่อน จากนั้น ก็นำต้นวาซาบิ จิ้มเกลือแล้วก็มาฝนลงบนแผ่นกระดานที่ทำพิเศษ โดยบนแผ่นกระดานจะมีรอยนูนขึ้นมา เมื่อเจ้าวาซาบิ ถูกฝนออกมาและทำปฎิกิริยากับ อ๊อกซิเจน ก็จะกลายเป็นสีเขียวอ่อน อันนี้ ก็คือวาซาบิสดแท้ บางคนอาจจะงงว่า ที่เห็นในเมืองไทยมันเป็นสีเขียวเข้ม อันนั้นจะทำมาจากผงวาซาบิ เรียกว่าวาซาบิเทียม มันมีส่วนผสมมาจากผงมาสตาร์ด ฮอร์สแรดิช แป้ง และสีผสมอาหาร แล้วมันต่างกันยังไง จากที่ได้ลองมานะครับ ถ้าเป็นวาซาบิที่บ้านเราเนี่ย ความฉุน มันจะหายไปไวกว่า วาซาบิเทียม แต่ว่ากันไม่ได้ครับ วาซาบิแท้เก็บไม่ได้นาน และมีราคาแพง ต้นหนึ่ง ก็เกือบ 400 บาท ความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร แต่วาซาบิเทียมนี่เก็บได้นานกว่า และราคาถูกกว่า เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นในการบดวาซาบิ เรามีคลิปวีดีโอ มาให้ได้ดูกันด้วยครับ



       ผลิตภัณฑ์ของไร่แห่งนี้มีหลากหลายเลยครับ แต่ที่มาแล้วต้องลิ้มลองก็คือไอศครีมรสวาซาบิ เด็ดอย่าบอกใคร โดยเฉพาะราดวาซาบิสดลงไปด้วย อร่อยแค่ไหน ดูหน้าเต๋อ ตอนกินไอศครีมก็ทราบแล้วเนอะ 555+ ก่อนจะจากไร่ว่าซาบิไป ก็มีเกร็ดความรู้อีกเล็กน้อยสำหรับวาซาบิ มาฝากกัน ครับ วาซาบินอกจากจะช่วย ดับกลิ่นคาว แล้วยังมี สรรพคุณทางยาด้วย

       1.ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค พบว่าวาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค และสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด ิ
       2.กำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์
       3.ฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของกระเพาะอาหาร
       4.ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
       5.ป้องกันฟันผุ ในอนาคตอาจนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน
       6. ช่วยกระตุ้นในการสร้างภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ที่เริ่มผิดปรกติ

       หลังจากที่ได้ลิ้มลองไอศครีมรสวาซาบิ ฉุนขึ้นจมูกไปตาม ๆ กัน เราก็ได้เวลาบ๊าย บาย มุ่งหน้ากลับเข้ากรุง เพื่อที่จะมาช๊อปปิ้ง ที่ย่านดัง 2 แห่ง ก็คือ ฮาราจุกุ และ ชิโมคิตาซาว่า ซึ่งเมื่อเรามาถึงฮาราจูกุ หลังจากที่เรานัดหมายเวลากันเรียบร้อย หันกลับมาอีกทีสมาชิก ก็ได้ละลายหายไปกับฝูงชน ก็ให้ได้ชอปปิ้ง กัน ตามอิสระ หลังจากอัดอั้น กันมานาน สองวันที่ผ่านมาไม่ได้ไปช๊อปที่ไหนเลย เหมือนได้มาปลอดปล่อยยังไงก้ไม่รู้ เมื่อช๊อปปิ้งกันเต็ม เราก็นั่งรถต่อไปที่นาริตะ เราจะพักกันที่นั่นครับ

24-11-10 พิพิธภัณฑ์โบโซะโนมูระ - อิออน - สุวรรณภูมิ



       และวันสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง งานเลี้ยงย่อมีวันเลิกรา แต่ก่อนที่จะเลิกราแยกย้ายกันไป เรายังเหลือสถานที่ท่องเที่ยวอีก 1 ที่ และชอปปิ๊งกันอีก 1 แห่ง ก็คือพิพิธภัณฑ์โบโซะโนมูระ และอิออนพลาซ่า การเดินทางเป็นกันเองขึ้นมาหน่อยสำหรับวันนี้ สถานที่แต่ละที่ที่เราไปกัน ก็อยู่ไม่ห่างกันมากครับ แค่ 20 นาที จาก ที่พักของเรา ก็ไปถึงพิพิธภัณฑ์กันแล้ว
       พิพิธภัณฑ์โบโซะโนมูระ แห่งจังหวัดจิบะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ ที่นี่เป็น พิพิธภัณฑ์แบบ Outdoor โดยจำลองสิ่งปลูกสร้างเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน ซึ่งยุคเอโดะตอนปลาย ถึงตอนต้นสมัย เมจิ หากจะเรียกที่นี่ว่าเมืองจำลองโบราณ ก็ไม่ผิด บ้านเรือนสองข้างทาง ประกอบไปด้วย ร้านค้า โรงเหล้า ร้านขาย ยา ยุ้งฉาง บ้านชาวนา บ้านซามูไร หนังและละครย้อนยุคของญี่ปุ่น ก็มักจะใช้ที่นี่เป็นฉากในการถ่ายทำ

       กิจกรรมทางด้านใน นอกจากที่พวกเราจะได้เพลิดเพลินกับบ้านย้อนยุค ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ได้ ทำอีก เช่น ดูพิธีชงชา พร้อมร่วมดื่มชา แบบฉบับญี่ปุ่น การทำกับข้าวแบบญี่ปุ่น การใส่ชุดกิโมโน และซามูไร ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยนะครับ ในทีนี้เราเลือกให้ตัวแทนของเราได้ลองใส่ชุดกิโมโน และซามูไร ค่าเช่าชุด ก็ไม่แพงครับ ชุดละ 200 เยน พีคใส่กิโมโน กว่าจะใส่เสร็จเล่นยืนซะเมื่อยเชียว แต่เห็นจะหนักกว่า ก็คง เป็นชุดนักรบซามูไร ที่เต๋อเลือกใส่ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตุว่า เกราะหนักขนาดนี้เวลารบวิ่งกันยังไง ลองไปจับเกราะ ซามูไร หนักเอาการเหมือนกัน แมน ๆ อย่างผม ก็เลยขอเลือกที่จะเก็บภาพบรรยากาศดีกว่า อิอิ



       หลังจากที่เราเก็บภาพหมู่บ้านย้อนยุคเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาไปช๊อปปิ้งกันต่อ ที่อิออนพลาซ่า ฟังชื่อแล้วหลายคนอาจจะนึกว่า จะมีอะไรให้ช๊อป อิออนที่นั่น เค้าไม่ ได้ทำแต่บัตรประชาชนอย่างเดียวนะครับ เค้ายังทำห้างสรรพสินค้าด้วย อารมณ์ประมาณคาร์ฟู + โฮมโปร ก็ใหญ่พอสมควรเหมือนกัน เป็นแหล่งละลายทรัพย์ ที่สุดท้าย ของ นักท่องเที่ยวชาวไทย จากนั้นเราก็มุ่งตรงไปยังสนามบินนานาชาตินาริตะ เพื่อเตรียมขึ้นเครื่องกลับสุวรรณภูมิบ้านเราิ



บทส่งท้าย
       เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ประทับใจมาก ประทับใจตั้งแต่ดาราคู่แหวว เต๋อและพีค มีความเป็นกันเอง น่ารักมากมายครับ สมาชิกในกลุ่มก็น่ารักให้ความร่วมมือในการเดิน ทางเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้จัดใหญ่ พี่บอย ไนท์เอนเตอร์ ที่คอยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ ทำให้ขาวทำงานได้ง่ายมากขึ้น และยังใจดี เื้อื้อเฟื้อให้นำภาพ มาแสดงบน เวปไซด์โนเนมแห่งนี์ ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ และสุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณบริษัทต้นสังกัด ไดมอนด์ไชน์ ฮอลิเดย์ ที่เอื้อเฟื้อให้ได้มีงานทำตลอด พบกันใหม่ กับบันทึก ครั้งต่อไปครับ


9