หน้าแรก>>Travel Guide
==เที่ยวพม่า== ถ้าจะกล่าวถึงพม่า คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า ถ้าพูดถึงพม่าจะต้องนึกถึงเจดีย์ชเวดากอง
เที่ยวพม่า – เจดีย์ชเวดากอง
ถ้าจะกล่าวถึงพม่า คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า ถ้าพูดถึงพม่าจะต้องนึกถึงเจดีย์ชเวดากอง เพราะนอกจากเจดีย์ชเวดากองจะเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของพม่าแล้ว ยังเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีของทั้งคนไทย และคนพม่าเองว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไปว่ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 ให้ครบให้ได้เพื่อความเป็นศิริมงคลในชีวิต และด้วยแรงศรัทราของชาวพุทธที่มีต่อพระพุทธศาสนานั่นเอง
วันนี้ได้มีโอกาสไปเที่ยวพม่า สักการะเจดีย์ชเวดากองที่พม่า เลยอยากจะเก็บประสบการณ์เล็ก ๆ น้อยมาเล่าสู่กันฟัง เมื่อเดินทางไปถึงย่างกุ้ง เราได้เดินทางตรงสู่เจดีย์ชเวดากอง โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง รถพาเรามาจอดตรงลานจอดรถเพื่อขึ้นสู่เจดีย์ชเวดากอง เนื่องจากเราเป็นนักท่องเที่ยวเวลาขึ้นเจดีย์ชเวดากองทางไกด์จึงเกรงว่าเราจะเหนื่อยเสียก่อนจึงพาเราขึ้นลิฟท์ แต่ถ้าใครอยากจะได้บุญเยอะ เหมือนที่เค้าว่า มาทำบุญยิ่งลำบากเยอะยิ่งได้บุญเยอะ หรืออยากจะสัมผัสวิถีชีวิตแบบคนพม่าจริง ๆ ก็สามารถเดินขึ้นบันไดได้โดยสามารถขึ้นได้ทั้ง 4 ทิศ แต่พอไกด์บอกว่า บันไดไม่เยอะเท่าไหร่ แค่ 104 ขั้นเอง ก็เลยอยากทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีเชื่อฟังไกด์ดีกว่า
ขึ้นลิฟท์มาได้ไม่กี่อึดใจ
ก็ออกจากลิฟท์มาเราจะพบกับสะพานเชื่อมทอดยาวสู่ลานเจดีย์ ระหว่างทางจะมีคนพม่า นำดอกไม้มาขาย โดยดอกที่นำมาขายเรียกว่า ดอกมหาหงส์ หรือดอกทอง พวงละ 500 จ๊าด (ที่พม่าต่างจากวัดบ้านเราตรงที่ว่า บ้านเค้าเวลาเข้าวัดน้อยวัดนักที่จะจุดธูปไหว้ ส่วนใหญ่เค้าจะไหว้กันด้วยดอกไม้มากกว่า) เดินตรงไปบริเวณลานเจดีย์ จุดแรกที่ไกด์พามาไหว้ นั่นก็คือ จุดอธิฐาน ซึ่งจะมีคนพม่านั่งสวดมนต์อยู่เยอะมาก ในส่วนของจุดอธิฐานเป็นจุดที่พระเจ้าบุเรงนองเคยมาอธิฐานขอให้ชนะศึก
เจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้งอดีตเมืองหลวงของพม่า (ซึ่งเมืองหลวงปัจจุบันได้ย้ายไปที่เมืองเนปีดอ หรือ เนปีตอ หมายถึง มหาราชธานี อยู่ห่างย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร)
เรามารู้จักประวัติเจดีย์ชเวดากองกันสักนิดนะคะ
ชเว"คือทอง ส่วน"ดากอง"คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง สมัยที่พระเจ้าอลองพญาสถาปนาเมืองเล็กริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2298 กล่าวกันว่า"ทอง"แห่งมหาเจดีย์มหาศาลกว่าทองในธนาคารแห่งอังกฤษ ซึ่งน้อยคนปฏิเสธความเป็นไปได้
ตามตำนานกว่า 2,500 ปี ของเจดีย์แห่งนี้กล่าวไว้ว่าเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุทั้งแปดเส้นของพระพุทธเจ้า และ พระบริโภคเจดีย์ของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ องค์สถูปหุ้มด้วยทองคำทั้งหมด 8,688 แท่ง แต่ละแท่งมี ค่ามากกว่า 400 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ปลายยอดสถูปประดับด้วยฉัตร ซึ่งประกอบไปด้วย เพชร 5,448 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยู่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ทั้งหมดนี้ประดับอยู่ด้านบนเหนือฉัตร ขนาด 10 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นบนไม้หุ้มทองเจ็ดเส้น ประดับด้วยกระดิ่งทองคำ 1,065 ลูก และกระดิ่งเงิน 420 ลูก รอบองค์สถูปรายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างกว่า 100 หลัง มีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ
เจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพวกปะกันเรื่องอำนาจ พระเจ้าอโนรธา เคยเสด็จประพาสชเวดากองระหว่างการรบ พุ่งทางใต้ในศตวรรษที่ 11 พระเจ้าบญาอู แห่งพะโค (หงสาวดี หรือ หงสา) ก็ทรงบูรณะเจดีย์แห่งนี้ในปี พ.ศ.1925 และ 50 ปีต่อมา พระเจ้าเบียนยาเกียนก็โปรดให้ยกองค์สถูปให้สูงขึ้นไปถึง 90 เมตร
ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าเบียนยาเกียน คือพระนางฉิ่นซอปู้หรือนางพญาตะละเจ้าท้าวได้ทรงสร้างลานและ กำแพงล้อมรอบองค์สถูป และพระราชทานทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง 40 กิโลกรัม ให้นำไปตีเป็นแผ่นทอง หุ้มสถูป เป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลังๆ ทรงประพฤติปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพราะพายุลมฝนในช่วงมรสุมนั้นโหม แรง จนทำให้แผ่นทองคำชำรุดหลุดร่วงลงมาอยู่บ่อยๆ พระเจ้าธรรมเซดีผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระนางก็ได้ทรง บริจาคทองคำหนักเป็นสี่เท่าของน้ำหนักพระองค์เอง เพื่อบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์
ในปี พ.ศ.2028 พระเจ้าธรรมเซดีทรงสร้างศิลาจารึกสามหลังเอาไว้บนบันไดด้านตะวันออกของเจดีย์ชเวดากอง บอกเล่าประวัติของเจดีย์เป็น ภาษามอญ พม่า และบาลี จารึกนั้นยังคงมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้
เจดีย์ชเวดากองตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษนานถึง 77 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2395-2472 แต่ชาวพม่าก็ ยังสามารถเข้ามาสักการะเจดีย์ได้ ในปี พ.ศ.2414 พระเจ้ามินดงแห่งมัณฑะเลย์ทรงส่งฉัตรฝังเพชรอันใหม่มา ถวายเป็นพุทธบูชา มีการจัดงานฉลองและมีชาวพม่ากว่าแสนคนมาเที่ยวชมงาน พระองค์จึงทรงถือโอกาสนี้ ปรารถนาเรื่องเอกราชของพม่า สร้างความไม่พอใจให้กับอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้
ช่วงศตวรรษที่ 20 มีพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นกับพม่าหลายครั้ง โดยเริ่มจากปี พ.ศ.2473 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ก็สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในปี พ.ศ.2474 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่จากฐานบันไดทางทิศตะวันตก ลุกลามต่อไปยังปีกด้านเหนือ โชคดีที่ดับไฟได้เสียก่อน แต่ก็ได้เผาผลาญศาสนสถานสำคัญไปไม่น้อย ในปีพ.ศ.2513 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง นับเป็นภัยแผ่นดินไหวครั้งที่ 9 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ส่งผลให้ทางรัฐบาลทหารพม่าต้องจัด ทำโครงพิเศษเพื่อเสริมยอดเจดีย์ให้แข็งแรงขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เจดีย์แห่งนี้ชำรุดเสียหายก็จะได้รับการบูรณะให้งดงามรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเดิม
เจดีย์ชเวดากองสัญลักษณ์ของประเทศพม่าตั้งอยู่บนเนินเขาเชียงกุตตระ สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง เพราะสูงเด่นเป็นสง่า ข้อสำคัญไม่มีตึกหรืออาคารสูงมาตั้งบดบังได้ นอกจากสถูปทองที่ส่องอร่ามไปทั่วแล้ว ยังมีองค์ประกอบโดยรวมอีก ตั้งแต่ประตูทางขึ้นสู่บันไดทั้ง 4 ทิศที่ใหญ่โตมโหฬาร ตัวหลังคาระเบียงวัดที่ทอดขึ้นสู่ฐานขององค์เจดีย์ก็มีลวดลายสลักเสลาเหมือน ปราสาทลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ
เจดีย์ชเวดากองเปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. การเปิดให้เข้าชมเป็นช่วงเวลายาวขนาดนี้ ก็เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปก่อนอรุณรุ่งและกลับออกมาหลังตะวันยอแสง จะได้มีเวลาชมเต็มที่
บริเวณโดยรอบของทางเข้าทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่เจดีย์ชเวดากองที่ผู้คนนิยมใช้กัน มีบันไดทั้งหมด 104 ขั้น ทอดขึ้นสู่บริเวณลานของเจดีย์ ตามสองข้างทางบันได เต็มไปด้วยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากทางวัดให้เข้ามาตั้งแผง ขายของให้กับผู้คนที่มาสักการะบูชาด้วยความเลื่อมใส สินค้าส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการทำบุญและก็มีสินค้าที่ระลึกวางขายด้วย หน้าบริเวณทางเข้ามีรูปปั้นสัตว์ในตำนานปรัมปราสองตัวทำหน้าที่เป็นทวารบาลคือ ชินเต้ หรือสัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งนก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สีหปักษีทวารบาล และ ยักษ์ทวารบาล รายรอบด้วยเจดีย์องค์เล็กองค์น้อย ผู้คนจำนวนมาก ยังเดินทางมาที่นี่เพื่อกราบไหว้ สักการะ สรงน้ำองค์ปฏิมา และทำทักษิณาวัตร ไม่ใช่เฉพาะคนแก่คนเฒ่า แต่ทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิง พากันมาน้อมใจสู่พระรัตนตรัยที่นี่ นอกจากจะมีทวารบาลที่หน้า ประตูแล้ว ยังมีเหล่าเด็ก ๆ ชาวพม่าวิ่งท้วงติงผู้ที่ใส่รองเท้าเข้ามาบริเวณวัด ให้ถอดรองเท้าถุงเท้า แล้วให้ซื้อถุง ก๊อบแก๊บใส่รองเท้าถือเข้าวัดไปด้วย

ข้อมูลจากหนังสือ "พม่า" ในชุด "หน้าต่างสู่โลกกว้าง"
